
พลังประชาชนเพื่อสันติ
อุณหภูมิร้อนระอุทางการเมืองช่วงการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ย่างสู่สัปดาห์ที่ 3 ได้คลายองศาความรุนแรงลงไปมาก เมื่อกลุ่มนปช.ได้ปรับยุทธวิธีการต่อสู้ออกไปในแนวทางสันติมากขึ้น และส่อเค้าจะยืดเยื้อแท
เป็นเรื่องน่ายินดีที่การปรับแผนของกลุ่มนปช.โดยเฉพาะการไม่ยกกำลังไปปิดล้อมที่ประชุมสหภาพสมาชิกรัฐสภาโลก (ไอพียู) ที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม-1 เมษายน เหมือนคราวปิดล้อมที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยาเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว มีขึ้นในช่วงเดียวกับที่เครือข่ายภาคประชาชนในกรุงเทพฯ ซึ่งมากด้วยความอดทนและอดกลั้นตลอดช่วงที่มีการชุมนุมได้ทยอยออกมาเรียกร้องสิทธิของการอยู่ร่วมกันโดยสันติโดยไม่ถูกคุกคาม หรือได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุมของคนเสื้อแดง
เครือข่ายภาคประชาชนเหล่านี้ อาทิ กลุ่มเครือข่ายพลเมืองชุมชนคนกรุงเทพฯ 1,283 องค์กร กลุ่มเครือข่ายสันติวิธี ชาวชุมชนย่านเสาชิงช้า กลุ่มเครือข่ายเด็ก เยาวชน ผู้หญิงจาก 50 ชุมชนในกทม. และกลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ต่างยื่นข้อเรียกร้องคล้ายคลึงกัน นั่นก็คือให้ทุกฝ่ายยึดหลักสันติวิธี โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นหลัก สนับสนุนการชุมนุมตามแนวทางประชาธิปไตยโดยไม่ละเมิดสิทธิของคนอื่น ต่อต้านและประณามการใช้ความรุนแรง ให้รัฐบาลและนปช.เปิดเจรจาโดยเร็ว และให้คนไทยเลิกแบ่งสี หรือแบ่งชนชั้น เป็นต้น
การปรับเปลี่ยนยุทธวิธีของกลุ่มคนเสื้อแดงและการเคลื่อนไหวของเครือข่ายภาคประชาชนครั้งนี้ นับเป็นพัฒนาการทางการเมืองที่น่าชื่นชมยิ่ง โดยเฉพาะในกรณีที่ทุกฝ่ายต่างเห็นชอบที่จะใช้แนวทางสันติวิธีในการต่อสู้หรือปกป้องสิทธิในชีวิตและทรัพย์สินของตัวเอง โดยไม่หวังพึ่งภาครัฐและกลุ่มนปช.ที่จะเปิดเจรจากันด้วยความจริงใจโดยปราศจากเงื่อนงำใดๆ จนถึงขณะนี้ดูเหมือนว่าแนวทางเจรจาต่อรองยังไม่มีวี่แววว่าจะเริ่มขึ้นเมื่อใด ตรงข้ามกับการก่อวินาศกรรมที่ถี่ขึ้นจนเป็นระเบิดรายวันไปแล้ว
เรายืนยันว่าการเคลื่อนไหวเหล่านี้ถือเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและความเครียดของคนกรุงเทพฯ โดยเฉพาะ แต่ในระยะยาวแล้วรัฐจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจน อีกทั้งจะต้องทำต่อเนื่องตลอดไปในการเร่งขจัดปัญหาความไม่เป็นธรรมและความไม่เท่าเทียมกันในสังคม รวมทั้งต้องเร่งกระจายรายได้สู่ชนบทและถึงมือคนยากจนมากขึ้น



