
ลางมันบอก
"ตำราพิชัยสงครามซุนหวู่ ชี้ว่า การสั่งระดมพลถึง 3 ครั้ง แสดงให้เห็นว่า แม่ทัพที่นำทัพอยู่ไม่สามารถหาหนทางชัยชนะ"
แม้ว่าการเดินทางของคนเสื้อแดงในวันนี้จะยังไม่สิ้นสุด แต่มีสักกี่คนที่เชื่อว่าอีกไม่นานคนเสื้อแดงจะพบกับชัยชนะ
ทว่าการตัดสินใจล้มกำหนดการเดินรณรงค์ทั่วกรุงเพื่อเชิญชวนคนเมืองหลวงให้ออกร่วมขับไล่รัฐบาล ให้ยุบสภา ทั้งที่ตระเตรียมกันมาร่วม 1 สัปดาห์ ...สร้างความสับสนสงสัยให้แก่ผู้ชุมนุม
เหตุผลที่แท้จริงคืออะไร ...คนมาไม่มากพอ หรือกลัวว่าคนเมืองหลวงไม่พอใจ
หรือว่านี่คือ ลางบอกเหตุว่า เสื้อแดงกำลังพ่ายแพ้อีกคำรบ !
ไม่อยากจะเชื่อว่า ความพยายามยืนหยัดมาจนเกือบ 2 สัปดาห์ ที่สุดแล้วกลับได้ผลลัพธ์เช่นนี้ ...แต่เมื่อหันกลับไปสำรวจดูเหตุและผลแล้ว ไม่ทำใจยาก แต่ก็จำต้องยอมรับว่า เหตุปัจจัยมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
จำนวนคนที่ลดน้อยถอยลง และการระดมคนในครั้งนี้ ส.ส.หลายคนก็หลบลี้ไม่ยอมออกหน้า เนื่องจากทุกครั้งที่ระดมคน นั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายย่อมเกิดขึ้น คำปลุกปลอบว่า ไป "วางบิล" ได้ภายหลังนั้น มันไม่ได้ช่วยให้ทุนที่ร่อยหรอลงทุกทีมีเพิ่มขึ้น
ที่สำคัญ นายทุนที่สนับสนุน ก็ดูจะอ่อนล้าลง ขณะที่ชัยชนะลอยห่างไกลไปทุกที
หันไปมอง แดงเมืองหลวง ก็ชัดเจนว่าจำนวนคนที่มาร่วมก็ลดน้อยถอยลง การมาร่วมชุมนุมแรกก็เชื่อว่าจะมีมุกใหม่ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ต่างอะไรจากที่ผ่านมา
เสาร์ที่แล้วก็เดิน เสาร์นี้ก็จะเดินอีก โดยที่ไม่รู้ว่าเดินเพื่ออะไร
แต่ที่แน่ๆ ก็คือการเดินนั้นสร้างความเดือดร้อนให้คน กทม.จราจรติดขัด ส่งผลกระทบโดยตรงกับสภาวะเศรษฐกิจ
น่าเป็นห่วงว่า ในระยะยาวแล้ว นปช.และพรรคเพื่อไทยจะกลายเป็นจำเลยของคน กทม. ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ การเมืองเสื่อมทรุด และสภาพสังคมที่แตกแยก
ทั้งหมดนั่นคือลางบอกถึงความพ่ายแพ้ !
หันมาดูรัฐบาล แม้ว่าจะทุลักทุเล บริหารราชการแผ่นดินได้แบบไม่ 100% แต่ในภาวะที่การชุมนุมกลางเมืองหลวง ก็พอกระท่อนกระแท่นไปได้
การประชุม ครม. ประชุมรัฐสภา ที่เดิม นปช.ประกาศว่าจะตามไล่ตามล้อม แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ทำตามนั้น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะรัฐบาลสั่งกองทัพมาตั้งกำแพงล้อมกรอบ พร้อมประกาศใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ แต่ถึงจะมีเหตุผลนี้ ก็ไม่อาจลบคำถามที่ทวงถึงคำพูดของ นปช.ว่า จะไล่ล่า ครม.มาร์ค ไปทุกที่ได้แต่อย่างใด
ตำราพิชัยสงคราม "ซุนหวู่" ชี้ว่า "การสั่งระดมพลถึง 3 ครั้ง แสดงให้เห็นว่า แม่ทัพที่นำทัพอยู่ไม่สามารถหาหนทางชัยชนะ"
นปช.ระดมคนในครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 มีนาคม โดยให้เริ่มเดินทางมาตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม
ประกาศชัดเจนว่า ภายใน 3 วันต้องจบ เพราะนี่คือ สงครามครั้งสุดท้าย
ระดมคนครั้งที่สองเมื่อวันที่ 20 มีนาคม คำว่า "สงครามครั้งสุดท้าย" กลับแผ่วผิว แต่ก็ยังพอกล้อมแกล้มได้ ที่จำนวนคนจากการระดมกำลังของ ส.ส.ในพื้นที่ สร้างความคึกคักให้แก่ผู้ชุมนุมได้ไม่น้อย
จำนวนคนมากจนใครบางคนเชื่อว่า น่าจะมากพอที่จะทำให้การเจรจาต่อรองไม่เป็นรองจากรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
แต่ก็นั่นเอง เมื่อไม่สามารถเสาะหาตัวแทนที่แท้จริงมาเจรจาได้ ช่องทางที่ใครต่อใครเชื่อว่าประนีประนอมมากที่สุดนี้ก็ปิดลง (ชั่วคราว)
แล้วคราวนี้ 27 มีนาคม นปช.แดงทั้งแผ่นดิน พยายามที่จะระดมคนอีกครั้ง เพื่อเดินรณรงค์ทั่วกรุงเทพฯ แต่ก็ต้องล้มเลิกการเดินรณรงค์
สายข่าวสีกากีบอกว่า วันที่ 27 มีนาคม จำนวนผู้ชุมนุมน่าจะอยู่ที่ 3-5 หมื่นคน น้อยกว่าวันที่ 20 มีนาคม 2-3 เท่าตัว
นั่นใช่บ่งบอกได้ไหมว่า ยิ่งระดมหลายครั้ง ความเบื่อหน่ายและเหนื่อยล้ากับการล้มเหลวจากการไขว่คว้าหาชัยชนะยิ่งมากขึ้น
น่าเชื่อว่า การปลุกเร้า การสร้างความคาดหวังนับจากนี้ เสี่ยงที่จะถูกเข้าใจไปว่า นั่นคือ "ราคาคุย"
ถึงแม้ว่า ทักษิณ ชินวัตร จะสั่งให้ ส.ส.เพื่อไทยไปยึดเวที "สามเกลอ" แต่กลายเป็นว่า เป็นการเปิดไพ่ที่เหลือ และเลือกที่จะเดินออกจากเวทีสากลไปสู่เวทีข้างถนน
แต่จะว่าไปหาก ส.ส.เพื่อไทยไม่โดดเข้าไปในช่วงนั้น เวทีเสื้อแดงก็คงจะย่ำแย่ การเรียกคนในวันที่ 20 มีนาคม ก็คงจะราบเรียบเงียบเหงา
ขณะที่อีกมุมมองกลับเห็นว่า คนกำลังจะจมน้ำ ส.ส.เพื่อไทย โดดตามลงไปแทนที่จะช่วยกันได้ กลับทำท่าว่าจะพากันจมหายกันไปหมด
หลังจากวันเสาร์นี้แล้ว ความเป็นไปคงจะมีอยู่แค่ 2 อย่าง
1.ความรุนแรงเกิดขึ้น เกิดเหตุจลาจล หรือการยิงระเบิดตกที่นั่นที่นี่ แม้แต่พื้นที่ชุมนุมก็ตกอยู่ในความเสี่ยง และนำมาซึ่งอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ
2.เปิดช่องทางเจรจา ซึ่งนั่นหมายความว่า รัฐบาลรับปากยุบสภา แต่เมื่อไหร่ก็แล้วแต่ความพอใจของ อภิสิทธิ์
ทั้งหมดที่ว่านั้นมองอย่างไร ก็ไม่ได้เป็นผลดีต่อคนเสื้อแดงเลยแม้แต่น้อย
ศรุติ ศรุตา



