ข่าว

ยื่นอ.มธ.-จนท.ธ.สิงคโปร์หลักฐานใหม่ยึดทรัพย์

ยื่นอ.มธ.-จนท.ธ.สิงคโปร์หลักฐานใหม่ยึดทรัพย์

26 มี.ค. 2553

ทนายทักษิณ – ครอบครัว ยื่นอุทธรณ์คดียึดทรัพย์แล้ว พร้อมร้องระงับการบังคับคดีส่งเงิน 46,373 ล้านบาท เข้าคลังไว้ก่อนจนกว่ารู้ผลอุทธรณ์ อ้างหลักฐานใหม่เพียบ ขณะที่ “ ฉัตรทิพย์ ” ทนายทักษิณ ยกอาจารย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ “ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ” เป็นพยานบุคคล หล

(26มี.ค.)  ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 26 มีนาคม นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสมพร พงษ์สุวรรณ ทนายความ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยา และนายกิตติพร อรุณรัตน์ ทนายความ นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา บุตร พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน เดินทางมายื่นคำอุทธรณ์ คดีที่ศาลฎีกาฯ มีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 46,373 ล้านบาทเศษ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว รวม 5 คน ตกเป็นของแผ่นดิน

เนื้อหาคำอุทธรณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวทั้งหมด มีเนื้อหาขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีคำสั่งรับอุทธรณ์ของทั้งหมดไว้พิจารณา และให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีคำสั่งหรือพิพากษาให้ยกคำร้องของอัยการสูงสุดผู้ร้องในคดีนี้ และมีคำสั่งเพิกถอนคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ที่พิพากษาให้เงินจากการขายหุ้น บ.ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และเงินปันผล จำนวน 46,373,687,454.70 บาท รวมทั้งมีคำสั่งเพิกถอนการอายัดเงินและทรัพย์สินทั้งหมดของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวทั้งหมดทุกบัญชี

 โดยอุทธรณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความยาว 246 หน้า คุณหญิงพจมาน 60 หน้า นายพานทองแท้ 35 หน้า และ น.ส.พินทองทา จำนวน 35 หน้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ 49 หน้า และนายบรรณพจน์ 29 หน้า นอกจากทั้งหมดยื่นคำขอทุเลาการบังคับคดี ไม่ให้ธนาคารพาณิชย์ส่งเงินในบัญชีเงินฝากที่มีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวทั้งหมด ให้ตกเป็นของแผ่นดินตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ เมื่อวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา ไว้ก่อนจนกว่าการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์จะแล้วเสร็จ

 สำหรับเนื้อหาอุทธรณ์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวทั้งหมด ยื่นต่อศาลฎีกาฯ สรุปประเด็นได้ดังนี้ พยานหลักฐานใหม่ที่ใช้ในการยื่นอุทธรณ์ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ม.278 ประกอบด้วย

 1. หนังสือของการไปรษณีย์และการสื่อสารของประเทศพม่า ยืนยันว่า นโยบายการปล่อยกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซ์ซิมแบงค์ให้กับรัฐบาลพม่าจำนวน 4,000 ล้านบาท เป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และการเอื้อประโยชน์ตามที่ศาลฎีกาฯวินิจฉัย

 2. หนังสือของบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ยืนยันว่า ตามสัญญาสัมปทานให้สิทธิกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ใช้สัญญาณความถี่ซีแบนด์ ทั้งหมดเพียงหนึ่งช่องทางจากดาวเทียมทุกดวง ไม่ใช่ดวงละหนึ่งช่องทางตามที่ศาลฎีกาฯวินิจฉัย ดังนั้นแม้ดาวเทียมไอพีสตาร์ ไม่มีซีแบนด์ ก็ไม่กระทบกระเทือนสัญญาสัมปทาน จึงไม่ใช่ดาวเทียมสำรอง

 3. กฎบัตรสหประชาชาติ ปฎิญญาสากล กติการะหว่างประเทศ แสดงให้เห็นว่าการที่ศาลฎีกาฯ ยอมรับประกาศ คปค. มาใช้บังคับและให้มีผลเหนือกว่ารัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติ ที่ออกโดยกระบวนการนิติบัญญัติ เป็นการผิดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

 4. คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่วินิจฉัยประเด็นการออก พ.ร.ก.สรรพสามิต แสดงให้เห็นว่าศาลฎีกาฯ ต้องผูกผัน จะพิพากษาขัดแย้งไม่ได้

 5. บทความและบทวิเคราะห์ทางวิชาการที่มีความเห็นแตกต่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาฯ เช่นบทวิเคราะห์ของ นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า มาตรการทั้ง 5 ข้อตามข้อกล่าวหาของอัยการสูงสุด รัฐไม่ได้เสียหาย

 ซึ่งประเด็นข้างต้นดังกล่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาประสงค์จะนำพยานหลายปากที่เกี่ยวข้องในประเด็นดังกล่าวเข้าไต่สวน แต่ศาลฎีกาฯไม่อนุญาต จึงถือว่าเป็นพยานที่ยังไม่ได้รับการพิจารณาวินิจฉัยจากศาลฎีกามาก่อน จึงเข้าเงื่อนไขเป็นพยานหลักฐานใหม่ตามรัฐธรรมนูญ ม.278

 นอกจากนี้การอุทธรณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ยังอ้างว่าพยานหลักฐานใหม่อีกส่วนหนึ่ง ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว อ้างว่าศาลฎีกาวินิจฉัยไม่ครบถ้วน คือ คำเบิกความของพยานที่มีจำนวนหลายสิบปาก เช่น คำเบิกความของนายทะเบียนหลักทรัพย์ เจ้าหน้าที่ตลาดหลักทรัพย์ ปลัดกระทรวงและอธิบดี คณะกรรมการจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น โดย พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวอ้างว่า ศาลฎีกาฯ ไม่ได้หยิบยกคำเบิกความของพยานเหล่านั้น ซึ่งเบิกความสอดคล้องกันมาวินิจฉัย และไม่ได้วินิจฉัยให้เหตุผลว่า พยานเหล่านั้นไม่ควรเชื่อถือหรือเบิกความไม่ถูกต้องไม่เป็นความจริงอย่างไร

 และพยานเอกสารจำนวนมากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว นำเสนอต่อศาลในชั้นไต่สวนที่แสดงที่มาที่ไปในประเด็นต่างๆและสามารถหักล้างข้อกล่าวหาของ คตส.และอัยการได้ ศาลฎีกาฯ ก็ไม่ได้หยิบยกพยานหลักฐานเหล่านั้นขึ้นมาวินิจฉัยในคำพิพากษาเช่น คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการตรา พ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิต และการมีมติคณะรัฐมนตรีให้นำภาษีสรรพสามิต มาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้เป็นการกระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต้องผูกผันศาลฎีกาฯ แต่ปรากฏว่าในคำพิพากษา กลับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเป็นอย่างอื่นที่ขัดแย้งกับศาลรัฐธรรมนูญ

 นอกจากนี้ยังมีใบหุ้น ทะเบียนหุ้น เอกสารแสดงการชำระหนี้ผ่านธนาคาร บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และเอกสารการจ่ายเงินปันผล ซึ่งเอกสารต่างๆ ยืนยันการเป็นเจ้าของในกรรมสิทธิ์หุ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่กฎหมายมีบทบัญญัติให้สันนิษฐานว่าผู้ที่มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามที่ได้ระบุในเอกสาร จึงแสดงให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน โอนขายหุ้นทั้งหมดไปแล้วตั้งแต่ปี 2543 ก่อน พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ศาลฎีกาฯ กลับไม่ได้วินิจฉัยให้ครบถ้วน เพียงแต่นำเอาเอกสารเรื่องการแจ้งการได้มาและจำหน่ายหลักทรัพย์มาวินิจฉัยว่าไม่ใช่เอกสารแสดงการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้น แต่กลับนำพฤติการณ์อื่นมาวินิจฉัยประกอบการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หุ้น

 ขณะที่ คำพิพากษายังมีบางประเด็นที่คลาดเคลื่อนกับข้อเท็จจริงเช่น ตั๋วสัญญาใช้เงินค่าหุ้นที่นายบรรณพจน์ ออกให้คุณหญิงพจมาน หายไปหนึ่ง แล้วนายบรรณพจน์ออกให้แต่มีการแก้ไขคำนำหน้าจาก “นาง” เป็น “คุณหญิง”ก่อนที่จะได้รับโปรดเกล้าฯ ซึ่งศาลฎีกาฯ วินิจฉัยเพียงว่าเป็นพิรุธ เพราะตั๋วสัญญาฉบับอื่นไม่ได้หายไปด้วย แต่ก็ไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าตั๋วสัญญาที่เป็นพิรุธนั้นมีการชำระหนี้ครบถ้วนผ่านสถาบันการเงินจนเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนที่จะถูกตั้งข้อกล่าวหา และยังได้มีการแสดงตั๋วสัญญาใช้เงินไว้ในรายการบัญชีทรัพย์สินและได้ยื่นต่อ ป.ป.ช.ตั้งแต่ปี 2544 แล้ว จึงเป็นการทำตั๋วย้อนหลังไม่ได้ การดูเพียงเรื่องคำนำหน้าโดยไม่ดูเรื่องสาระสำคัญอื่นจึงเท่ากับศาลฎีกาฯยังไม่ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานที่เป็นสาระสำคัญในคดี อีกทั้งการชำระหนี้โดยออกตั๋วสัญญาเป็นสิ่งที่กฎหมายรับรองให้ปฏิบัติได้ แต่เหตุใดจึงกลายเป็นความไม่ถูกต้อง ซึ่งคำพิพากษาไม่ได้ให้เหตุผลไว้

 เช่นเดียวกับประเด็นการขายหุ้น บ.ชินคอร์ปฯ ให้กับบุตรและคนในครอบครัว ต่ำกว่าราคาตลาด คือขายในราคาหุ้นละ 1 บาท ซึ่งเป็นพาร์ หรือราคาทุน กลับถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าไม่มีการซื้อขายหุ้นกันจริง ทั้งที่การยกทรัพย์สินให้กับบุตร สามารถทำได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าตอบแทน แต่ศาลฎีกาฯ กลับเห็นว่าเป็นการโอนหุ้นให้กับบุตรชาย บุตรสาวและคนในครอบครัวถือหุ้นแทน พ.ต.ท.ทักษิณ

 ส่วนประเด็นราคาหุ้น บ.ชินคอร์ป ในตลาดหลักทรัพย์ขึ้นลงตามปกติสอดคล้องกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์มาโดยตลอด โดยก่อน พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี หุ้นชินคอร์ป มีมูลค่ารวม 30,000 ล้านบาทเศษ ดัชนีอยู่ที่ 327.51 จุด ในขณะช่วงเวลาที่ขายหุ้นให้กลุ่มเทมาเส็กประเทศสิงคโปร์ มีราคาอยู่ 70,000 ล้านบาท ดัชนีอยู่ที่ 750.28 จุด ซึ่งในคำพิพากษาก็ไม่ได้มีคำวินิจฉัยการขึ้นลงของราคาหุ้นดังกล่าว

 ส่วนเรื่องปล่อยเงินกู้ประเทศพม่า ยังมีอีกประเด็นที่ ศาลฎีกาฯ ไม่ได้วินิจฉัยว่า การนำเงิน 300 ล้านบาทเศษ มาซื้อสินค้า บ.ไทยคม ครั้งเดียว ทำให้ร่ำรวยผิดปกติมาโดยไม่สมควรอย่างไร และการอนุมัติเงินกู้ 4,000 ล้านบาท ไม่ได้เกี่ยวข้องและไม่ได้นำเงินมาซื้อสินค้า บ.ไทยคม ทั้งหมด แต่การพิจารณาอนุมัติปล่อยกู้ มาจากเหตุผลอื่น

 ขณะที่นายฉัตรทิพย์ ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า การยื่นอุทธรณ์ในส่วนที่เป็นพยานหลักฐานใหม่ที่ศาลฎีกาฯ ยังไม่ได้วินิจฉัย ซึ่งเป็นกลุ่มพยานบุคคลที่ประสงค์จะให้ไต่สวนเพิ่มในประเด็นที่เกี่ยวกับคดี หากศาลฎีกาฯจะมีคำสั่งอนุญาต คือปากนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมั่นใจว่าประเด็นการยื่นอุทธรณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว เป็นพยานหลักฐานใหม่ตามเงื่อนไขของกฎหมายที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในคดีที่จะทำให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีการับอุทธรณ์และมีคำสั่งยกคำร้องอัยการสูงสุด

 ด้านนายกิตติพร ทนายความ นายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา กล่าวว่า ในการอุทธรณ์ของทั้งสองระบุด้วยว่าที่ศาลฎีกามีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ยังคงถือหุ้น บ.ชินคอร์ปจำนวน 1,419,497,150 หุ้น ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่านายพานทองแท้ และน.ส.พินทองแท้ เป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริง จึงมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะนำพยานหลักฐานใหม่ซึ่งเป็นพยานบุคคลมาพิสูจน์ประกอบด้วย นายเจอเรมี่ แกรนท์ นายซีเอร่า ชานมูกัม นางซินดี้ เตียว เจ้าหน้าที่ธนาคารยูบีเอส เอจี สิงคโปร์ และ น.ส.เอเลี่ยนน่า ตัน ไอชิง กรรมการ ผจก.การเงิน เทมาเส็กโฮลดิ้งจำกัด และ น.ส.เจี่ย หยู จู กรรมการ บ.แอสแพน โฮลดิ้ง และ บ.ซีดาร์ โฮลดิ้ง จำกัด เพื่อพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้ติดต่อหรือสั่งการเกี่ยวกับการทำธุรกรรมในบัญชีของ บ.แอมเพิลริช อินเวสเมนท์ จำกัด

 ในแต่ละช่วงเวลานับตั้งแต่มีการเปิดบัญชีธนาคารและพิสูจน์เรื่องการซื้อขายหุ้นให้กับกลุ่มเทมาเส็กว่ากลุ่มผู้ขายหุ้นคือ ฝ่ายครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ และใครเป็นผู้ดำเนินการเจรจาการซื้อขายหุ้นจนแล้วเสร็จ นอกจากนี้ยังมีพยานเอกสารเกี่ยวกับชื่อบุคคลที่มีคำสั่งการทำธุรกรรมต่างๆในบัญชีของ บ.แอมเพิลริชที่เปิดไว้กับธนาคารยูบีเอส เอจีฯ ตั้งแต่ปี 2542-2548 ซึ่งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์และอยู่นอกอำนาจศาลไทยซึ่งทั้งสองไม่สามารถนำพยานเอกสารและพยานบุคคลดังกล่าวมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นพิสูจน์ทรัพย์ของ คตส. และชั้นไต่สวนของศาลได้ จึงถือว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่ที่จะขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณารับอุทธรณ์

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวยื่นอุทธรณ์แล้ว ตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ที่ประธานศาลฎีกา เรียกประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกาและผู้พิพากษาอาวุโสในศาล ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 142 คน เพื่อลงมติเลือกผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวน 5 คน ซึ่งไม่เคยเป็นองค์คณะพิพากษาคดียึดทรัพย์มาก่อน ให้มาพิจารณาอุทธรณ์ว่ามีพยานหลักฐานใหม่ที่ไม่เกิดปรากฏในชั้นพิจารณา ที่จะเข้าองค์ประกอบกฎหมายที่ศาลฎีกาจะสามารถรับอุทธรณ์ไว้พิจารณาได้หรือไม่ ซึ่งหากองค์คณะ 5 คน เห็นว่าอุทธรณ์ถูกต้องตามกฎหมาย ก็จะทำบันทึกเสนอความเห็นต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาลงมติเสียงส่วนใหญ่ว่าจะรับอุทธรณ์ไว้พิจารณาหรือไม่ ถ้าหากเสียงส่วนใหญ่ที่ประชุมศาลฎีกา มีมติให้รับอุทธรณ์ องค์คณะ 5 คนดังกล่าวจะมาทำหน้าที่ไต่สวนรวบรวมข้อเท็จจริง และมีอำนาจเรียกพยานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นมาไต่สวนเพิ่มเติมได้หากมีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จนเสร็จสิ้นแล้วองค์คณะทั้ง 5 คน จะต้องพิจารณาสรุปความเห็นเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ลงมติว่าจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาอย่างไร พร้อม แต่หากองค์คณะ 5 คน พิจารณาแล้วไม่รับอุทธรณ์ก็จะเสนอที่ประชุมใหญ่ลงมติเช่นกัน ซึ่งเป็นการสิ้นสุดกระบวนการ คดีเป็นอันยุติ