
นิธิชี้ยุบสภา-แดงเลิกม็อบปัญหาการเมืองไม่จบ
รายการคม - ชัด -ลึก : ตอน นิธิ เอียวศรีวงศ์ ... มองสังคมการเมืองไทย ทางเนชั่นทีวีประจำวันที่ 25 มี.ค. ผู้ที่เข้าร่วมรายการประกอบด้วย นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
นายนิธิ กล่าวว่า ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเวลานี้ คือ ระบบการเมืองไทยยังไม่มีการปรับตัวให้เท่าทันสภาพสังคมที่มีการเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาในช่วงที่เกือบ 20 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะความสำนึกทางการเมืองที่มีเปลี่ยนไปอย่างมากในสังคมไทยในเวลานี้ ซึ่งตรงนี้ทำให้คนไทยมีความรู้สึกอยากจะเข้ามามีส่วนร่วม และมีความรู้สึกอยากจะกำกับดูแลรัฐบาล เพื่อให้นโยบายของรัฐบาลเกิดประโยชน์ต่อตนเอง และนี่ตนยังไม่ได้พูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจให้ถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศได้
ดังนั้นตนจึงมความเชื่อว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองของสังคมไทยในเวลานี้ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาลที่มาจากขั้วไหน หรือมาจากรัฐธรรมนูญฉบับไหน แต่สังคมเป็นคนขับเคลื่อนให้เกิดการเคลื่อนไหว ตรงนี้เป็นสาเหตุมากกว่า สิ่งหนึ่งที่ตนไม่อยากจะให้คนมาคิดว่าหากรัฐบาลประกาศยุบสภา หรือคนเสื้อแดงเลิกชุมนุมขนรถกลับบ้านแล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย ตนคิดว่าไม่ใช่ ซึ่งตรงนี้จะเป็นปรากฎการณ์ที่จะเกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีก ดังนั้นตนเชื่อว่าทุกอย่างไม่มีวันจบ หากตราบใดระบบการเมืองไม่มีการปรับเปลี่ยน และผลที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็มาจากระบบการเมืองไทยไม่เคยปรับเปลี่ยนตัวเอง
นายนิธิ กล่าวอีกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาหากเราจะสังเกตุก็จะเห็นว่าพรรคการเมืองไทยที่ก่อตั้งมาหลายสิบปีที่ผ่านมา เคยมีพรรคการเมืองไทยพรรคไหนเคยมีการปรับเปลี่ยนตัวเองหรือไม่ คำตอบสามารถบอกได้เลยว่าพรรคการเมืองไม่เคยปรับเปลี่ยนตัว แต่หากพูดอย่างตรงไปตรงมา ตัวคุณทักษิณ ชินวัตร จะดีชั่วอย่างไร แต่เขาก็มีความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ และทำให้พรรคไทยรักไทยเติบโตขึ้น ซึ่งตนเองก็ไม่ชื่นชอบพรรคไทยรักไทย เพราะการเกิดขึ้นของพรรคไทยรักไทย ก็คือการซื้อกลุ่มแก๊งค์การเมืองให้มาอยู่ด้วยกัน สิ่งที่คุณทักษิณคือการสร้างฐานมวลชน ซึ่งสิ่งที่คุณทักษิณทำนั้นดีต่อประเทศหรือตนไม่ไม่รู้ แต่เขาก็สามารถทำฐานมวลชนขึ้นมาได้ แต่ในขณะเดียวกันพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่ทำได้
ดังนั้นเราจะต้องขยายโอกาสลงไปให้ทั่วถึงกับคนทุกกลุ่ม ซึ่งตรงนี้หากทำได้ก็จะสามารถดึงมวลชนเข้ามาสนับสนุนพรรคการเมืองตนเองได้ ดังนั้นการที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินการเกี่ยวกับปฎิรูปที่ดิน และนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาฟรี 15 ปี หากรัฐบาลทำได้จริงก็จะสามารถดึงคนเข้ามาสนับสนุนตนเองได้ไม่น้อย
"ผมเองก็ไม่ได้ชื่นชมคุณทักษิณมากนัก และไม่ได้เห็นด้วยกับนโนยบายคุณทักษิณในทุกเรื่อง แต่เราต้องยอมรับก็มีนโยบายบางเรื่องที่เป็นเรื่องที่ดีและถูกต้อง แต่ก็มีนโยบายหลายเรื่องที่ทำโดยไม่มีการลงไปแก้ไขปัญหาในระดับโครงสร้างก็มีอยู่หลายเรื่อง ตัวอย่างเอาเงินหวยใต้ดิน แล้วมาส่งให้เด็กไปเรียนเมืองนอก ซึ่งนโยบายนี้ผมเห็นว่ามันก็เหมือนการแข่งขันเพื่อไปโอลิมปิค หรือทุ่มเงินเพื่อสร้างทีมฟุตบอลเพื่อไปแข่งฟุตบอลโลก แต่ความจริงเด็กไทยส่วนใหญ่ไม่มีสนามบอลให้เตะ แค่นโยบายที่คุณทักษิณที่ผมเห็นว่าสามารถซื้อใจประชาชนได้ คือ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค " นายนิธิ กล่าว
เมื่อถามว่า ส่วนมีความเชื่อว่าการเดินทางมาร่วมชุมนุมในครั้งนี้ของคนเสื้อแดงไม่มีเงินจ้าง นายนิธิ กล่าวต่อว่า ถ้าจะมีคนบอกว่าจะมีการจัดการชุมนุมใหญ่ขนาดนี้ไม่มีทุนเลย ตนขอบอกเลยว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะการทำอะไรทุกอย่างจะต้องใช้ทุนทั้งนั้น ซึ่งเงินทุนในการจัดการชุมนุมในครั้งนี้มาจากแหล่งใด ตนคิดว่าน่าจะมาจากหลายส่วน และจะมีเงินส่งมาจากคนที่มีทุนที่สามารถจ่ายเป็นก้อนหรือไม่ ตนเชื่อว่ามี ถ้าจะถามว่าตัวคุณทักษิณนั้นควักเงินจ่ายเท่าไร ตนบอกได้เลยว่าไม่รู้ แต่ถ้าจะถามว่าคุณทักษิณจะเป็นคนที่ยอมจ่ายเงินเป็นแสนๆ หรือไม่ ตนเชื่อว่าจะต้องมีบ้าง ส่วนที่มีการกล่าวหามีการจ้างคนมาร่วมชุมนุมนั้น ตนเชื่อว่าไม่สามารถบั่นทอนความชอบธรรม เพราะเราจะต้องเขาใจว่า หากมีคนมาจ้างคุณไปร่วมชุมนุมตัวคุณจะเรียกเงินเท่าไร เรื่องนี้ตนอยากจะบอกว่าเราไม่ควรจะมองเรื่องเงินเป็นเงื่อนไขของการผลักดัน และการจูงใจเพียงอย่างเดียว เพราะการที่คนจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง นอกจากเรื่องเงินแล้ว ยังจะต้องมีเรื่องอื่นๆ เข้ามามีส่วนประกอบด้วย มนุษย์เรามีแรงจูงใจอะไรที่มีมากกว่าเรื่องเงิน ดังนั้นตนเชื่อว่าการที่คนจะไปร่วมชุมนุมนั้นจะมีอะไรมากกว่าเรื่องเงิน
เมื่อถามว่า เรื่องสองมาตรฐานเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนออกมาร่วมชุมนุมใช่หรือไม่ นายนิธิ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนมีความคิดว่าอยากให้ตัดสำนวนโวหารออกไปบ้าง เพราะในสมัยตัวของคุณทักษิณเองก็เคยใช้สองมาตรฐานก็มีอยู่หลายเรื่อง การชุมนุมครั้งนี้ตนเชื่อคนที่มาก็เพราะเป็นตัวคุณทักษิณ เพราะตัวคุณได้เป็นสัญญาลักษณ์ อย่างไรก็ตามหากเราจะดูสำนวนโวหารจะรู้สึกว่าผู้ชุมนุมจะมีความรู้สึกถึงสำนวนโวหารต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของความเลื่อมล้ำ รวมทั้งคำว่าไพร่ อดีตคำว่าไพร่หมายถึงคนไม่ดี แต่ในเวลานี้ความหมายได้เปลี่ยนไป เพราะได้การประชดความเป็นอภิสิทธิ์ และคำว่าอำมาตย์ ตนก็เชื่อว่าน่าจะเป็นสัญญาลักษณ์ หรือเป็นระบอบมากกว่า ส่วนพรรคการเมืองจะมีอำมาตย์คอยหนุนหลังหรือไม่ ตนเชื่อว่ามีทุกพรรคการเมือง รวมทั้งพรรคเพื่อไทยด้วย และเรื่องสองมาตรฐานที่ทำให้คนเสื้อแดงออกมามากอย่างในเวลานี้ คือ กรณีเขายายเที่ยง ซึ่งตรงนี้แสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมาในอดีตกรมป่าไม้ได้ทำแบบลูบหน้าปะจมูก ซึ่งในครั้งนี้ไม่สามารถทำอย่างเดิมได้อีก
เมื่อถามว่า คิดว่านายกฯอภิสิทธิ์เป็นอย่างไรบ้างในสายตา นายนิธิ กล่าวว่า ตนรู้จักตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แต่ไม่ใช่รู้จักเป็นการส่วนตัว ตั้งแต่สมัยเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งตนมีความชื่นชมตัวนายอภิสิทธิ์ตลอดมา โดยตนมอว่าคนๆนี้น่าจะมีอนาคตทางการเมือง แต่พอมาเป็นนายกฯในครั้งนี้รู้สึกว่าเสียดายว่า คนที่ตนเคยชื่นชมอนาคตทางการเมืองก็มีอยู่เพียงแค่นี้ เพราะเมื่อได้มาเป็นนายกฯครั้งนี้ โอกาสที่จะกลับมาเป็นนายกฯอีกคงจะยาก เนื่องจากตัวเลือกคนที่จะมาเป็นายกฯ ไม่มีใครดีไปกว่านายอภิสิทธิ์ในตอนนี้ ซึ่งหากช่วงการเมืองไม่เป็นอย่างนี้ ตนเชื่อว่านายอภิสิทธิ์จะมีคู่แข่ง ที่จะทำให้เกิดทางเลือก ข้อเปรียบเทียบระหว่างนายอภิสิทธิ์ และคุณทักษิณ ตนเห็นว่าเป็นคนที่พูดเก่งทั้งคู่ คุณทักษิณจะดีกว่านิดตรงที่พูดเข้าใจง่ายกว่า
"ในสถานการณ์เช่นนี้ การที่เอาทหารเข้ามาแทรก และเข้ามายุ่งกับการเมืองเป็นที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ตัวนายอภิสิทธิ์จำเป็นจะต้องวางระยะห่างทหารกับการเมืองเอาไว้ให้ดี เพราะหากทำได้จะทำให้เกิดความนิยมในกลุ่มประชาชน ซึ่งมีตัวอย่างที่สมัยนายกฯอานันท์ ที่เข้ามาเป็นนายกฯในครั้งแรกสิ่งที่นายอานันท์ ปันยาระชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศ คือ การวางระหว่างระหว่างตัวเองกับทหาร ตรงนี้ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะชนชั้นกลางมีความชื่นชมตัวนายกฯอานันท์อย่างมาก ดังนั้นการที่นายอภิสิทธิ์จะทำอะไรในเรื่องนี้จะต้องมีการเปิดเผยอย่างมีเหลี่ยม โดยจะไม่ให้อีกฝ่ายมาว่าได้ เรื่องเช่นนี้นายอิสิทธิ์ควรจะรู้ แต่สิ่งที่เป็นอยู่ในเวลานี้นายอภิสิทธิ์กลับยอมไปหมด



