
ศอ.รส.ดูกล้องบึ้มกรุง16ครั้งเชื่อมโยงกัน
ศอ.รส.เพิ่ม 68 จุดตรวจขึ้นลงทางด่วน ประสาน การทางพิเศษ-โทลล์เวย์ ขอดูกล้องซีซีทีวีจับมือยิง เชื่อบึ้ม 16 ครั้งเชื่อมโยงกัน ชี้แดงไม่มีสิทธิจับสายข่าวทหาร ยันเรื่องปกติสายข่าวแทรกม็อบคุม รปภ. มั่นใจ ตร.ล่ามือบึ้มได้ ศอ.รส.สรุปเหตุระเบิด 20 ครั้ง หลัง-ก่อ
ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร. 11 รอ.) เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 25 มี.ค. พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (โฆษก ศอ.รส.) แถลงว่า การประชุม ศอ.รส. รอบเช้ามี พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร.เป็นประธานในที่ประชุมได้เล่าถึงข้อมูลและเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นที่กรมบังคับคดี ศาลากลาง จ.นนทบุรี และได้สั่งการเพิ่มมาตรการบนทางด่วน ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมามีข้อสันนิษฐานว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุพยายามใช้ทางด่วนเป็นจุดที่จะยิงระเบิด จึงได้สั่งการเพิ่มจุดตรวจบนทางด่วน 68 จุด โดยเฉพาะในพื้นที่ล่อแหลมเส้นทางขึ้นและลง ทั้งนี้ ได้ประสานกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และบริษัทดอนเมืองโทลล์เวย์ เพื่อจะตรวจสอบกล้องซีซีทีวี ซึ่งมีอยู่ 180 กล้อง และของดอนเมืองโทลล์เวย์อีก 26 กล้อง เป็นเครื่องมือให้เจ้าหน้าที่ตรวจตราเส้นทาง หรือข้อมูลหลักฐานในการสืบสวนสอบสวน
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ได้รายงานเหตุระเบิดในสองจุดที่เกิดขึ้นให้ ศอ.รส.ได้รับทราบตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 24 มี.ค. ซึ่งถือเป็นความหนักใจของ ศอ.รส.ทั้งทหาร ตำรวจ ในเรื่องการสร้างสถานการณ์ การยิงระเบิด และ การสืบสวน สอบสวนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย พยานหลักฐานในที่เกิดเหตุก็มีน้อย สื่อถือเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของประชาชนเป็นอย่างมาก โดยสื่อเองจะสามารถปะติดปะต่อเรื่องได้ว่า การสร้างสถานการณ์มีความเชื่อมโยงกันในแต่ละครั้ง วิธีการสร้างสถานการณ์เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้วก็จะขยายผลในทางสื่อ ซึ่งถือเป็นเรื่องถูกต้องที่สื่อต้องทำหน้าที่สื่ออยู่แล้ว
“เมื่อย้อนไปตอนเกิดข่าวแก๊งค์ปาหินในช่วงหนึ่ง ก็ปรากฎว่าเริ่มมีการปาหินทุกวัน แต่พอช่วงหลัง สื่อได้พิจารณาและได้นำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้นำเสนอในมุมที่ทำให้สังคมเครียด คล้ายกับว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐมีมาตรการที่ล้มเหลว ทำให้สถานการณ์ให้ดีขึ้น อยากขอให้สื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ในการนำเสนอผ่านสื่อ อยากจะให้สื่อช่วยกับประณามกลุ่มที่พยายามสร้างสถานการณ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่เองก็ยอมรับอยู่แล้ว เราก็พยายามทำงานเต็มที่และไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่ขอความเห็นใจว่าเรื่องต่างๆ เป็นเรื่องที่ยาก อยากให้สื่อเสนอแง่มุมข่าวในเรื่องของระเบิด ไม่ให้เป็นเครื่องมือของกลุ่มที่ไม่หวังดี ที่พยายามสร้างสถานการณ์ เชื่อมั่นว่าถ้าเราเห็นตรงกันจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ” พ.อ.สรรเสริญ กล่าว
เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าจะเปลี่ยนเป้าในการระเบิดไปที่บุคคลสำคัญ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า คงจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะที่ผ่านมาเป้าหมายของเขาเป็นสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็พยายามทำงานอย่างเต็มที่มากที่สุด ซึ่งการเกิดเหตุยิงระเบิดจะเกิดในพื้นที่เดิมๆ เมื่อใน กทม.มีการต่อพรบ.ความมั่นคง เหตุจึงไปเกิดที่ นนทบุรี ซึ่งกลุ่มที่ก่อเหตุพยายามเลือกจุดที่มีจุดตรวจน้อย แต่ให้เป็นเหตุที่มีการประกาศ พรบ.ความมั่นคง เพื่อลดความน่าเชื่อถือของรัฐ
เมื่อถามว่า พื้นที่ กทม. เวลานี้ประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง ทหารตำรวจเต็มกำลัง แต่ยังมีเหตุร้ายขึ้นรายวันเจ้าหน้าที่ไร้ประสิทธิภาพหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า คิดว่าคงไม่มีอะไรที่เจ๋งไปกว่านี้แล้ว คือ การเพิ่มจุดตรวจ สายตรวจ ซึ่งเราก็แทบไม่ได้หลับ ได้นอน เป็นเรื่องที่ป้องกันยาก กรุงเทพฯ มีพื้นที่กว้าง มีจุดตรวจ 300 จุด เมื่อนำ 50 เขตในกทม.มาหาร ก็จะมีจุดตรวจ เขตละ 6 จุด ถึงแม้ในแต่ละจุดจะมีหลายคน และมีสายตรวจก็ตาม แต่ด้วยพื้นที่มีความกว้างก็ทำได้ยาก บ้านเมืองของเราไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจ ทหาร เท่านั้นเป็นหน้าที่ของทุกคน ส่วนงานด้านการข่าวต้องเข้มข้นมากขึ้น
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นขณะนี้มีจำนวน 16 ครั้ง ส่วนความคืบหน้าในการหาตัวคนก่อเหตุนั้น ตอนนี้ได้มีการออกหมายจับแล้ว และจากรายงานใน ศอ.รส. ตำรวจมีความมั่นใจว่า สามารถหาตัวผู้กระทำผิดในกรณีนี้ได้ และเชื่อมั่นว่าเมื่อได้ตัวอาจจะผูกโยงไปถึงกรณีอื่นๆที่เกิดขึ้นด้วย ส่วนที่มองว่าอาจเกี่ยวกับนักการเมืองนั้น ไม่คิดว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้อง สำหรับการระบุถึงอาร์พีจีที่นำมาใช้ก่อเหตุอาจเข้ามาจากชายแดนไทยกัมพูชานั้น เราไม่ได้ลงรายละเอียดว่ามาจากกัมพูชา หรือเอามาจากที่ไหน แต่อาร์พีจีเคยเป็นอาวุธสงครามในสมัยก่อน ปัจจุบันการบรรจุอาวุธประเภทนี้เป็นอุปกรณ์หลักของกองทัพ ก็ไม่มีแล้ว เพียงแต่ในสมัยก่อนอาวุธเหล่านี้หลังจากเลิกใช้ไปแล้วก็มีบางส่วน บางคนที่เก็บเอาไว้ ซึ่งเป็นพวกที่อยู่นอกกฎหมาย และพยายามจะหยิบพวกนี้ออกมาใช้สร้างสถานการณ์ ก่อเหตุรุนแรง
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวถึงกรณีที่คนเสื้อแดงจับกุมเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายข่าวของกองทัพที่แฝงตัวเข้าไปที่การชุมนุมของคนเสื้อแดงว่า ยอมรับว่าเป็นกำลังพลของกองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน 4 รอ.) เข้าปฏิบัติหน้าที่ เราไม่โทษกลุ่มผู้ชุมนุมอาจเป็นวิธีดูแลความปลอดภัย แต่เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปอยู่ในที่ชุมนุมเป็นเจ้าหน้าที่การข่าว เพื่อช่วยดูแลว่าใครจะพกพาอาวุธมาชุมนุมหรือไม่ และเจ้าหน้าที่ไม่พกอาวุธและไม่ทำผิดและอยู่ในที่สาธารณะก็ไม่มีสิทธิจับกุมเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อล๊อคตัวแล้วเป็นเจ้าหน้าที่กองทัพเขาก็ต้องปล่อยตัว ส่วนบัตร นปช. ที่เขามีติดตัวนั้น เขาจำเป็นต้องมีบัตร เพราะต้องกลมกลืนจึงจะปฏิบัติภารกิจสำเร็จ ซึ่งไม่ว่าม็อบสีไหนเราก็มีเจ้าหน้าที่การข่าวไปปฏิบัติหน้าที่ตลอด ส่วนที่บอกว่าทหารแตงโมนั้น ไม่ว่าอาชีพทหาร ตำรวจ หรือพลเรือน ก็มีความคิดแตกต่างกัน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ ส่วนความคิดหลังเลิกงานไม่มีใครบังคับความคิดเขาได้
เมื่อถามว่า ศอ.รส.จับทหารที่เป็นสปายมาเก็บข้อมูลการประชุมได้ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการทำบัตรผู้เข้าร่วมประชุม ศอ.รส. ส่วนจับกุมได้แล้วหรือไม่ ยังไม่มีข้อมูล ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รับผิดชอบรักษาความปลอดภัยของส่วนข่าวร่วมของ ศอ.รส. จะจัดทำบัญชีกำลังพลที่แน่นอน และมีมาตรการของการผ่านเข้าออกการประชุม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ได้สรุปเหตุการณ์ระเบิดในห้วงที่ผ่านมา จำนวน 20 ครั้ง โดยแบ่งพื้นที่ กทม. และ ปริมณฑล รวม 16 ครั้ง และเหตุการณ์ระเบิดในพื้นที่ จ.เชียงใหม่อีก 4 ครั้ง ทั้งนี้เหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นทาง ศอ.รส. ได้สรุปเหตุการณ์ก่อนออก พรบ.ความมั่นคง และช่วงการประกาศ พรบ.ความมั่นคง ทั้งนี้เหตุการณ์ที่ 1 คือเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2553 เวลา 21.20 น. คนร้ายนำลูกระเบิดขวาง แบบ เอ็ม 76 ขวางเข้าไปยังธนาคารกรุงเทพ สาขาพระราม 2 แต่ระเบิดไม่ทำงาน
เหตุการณ์ที่ 2 คือเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2553 เวลา 21.20 น. คนร้ายขวางระเบิด แบบ เอ็ม 26 เข้าไปที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนสีลม ซึ่งสามารถจับคนร้ายได้ 2 คน เป็นกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง
เหตุการณ์ที่ 3 คือเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2553 เวลา 23.30 น. คนร้ายนำขวางไม่ทราบชนิด ขวางเข้าไปยังธนาคารกรุงเทพ สาขาพระประแดง ทำให้กระจกธนาคารได้รับความเสียหาย
เหตุการณ์ที่ 4 คือเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2553 เวลา 00.30 น. พบลูกระเบิดขว้าง แบบ เอ็ม 67 เข้าไปที่ธนาคารกรุงเทพฯ สาขาศรีนครินทร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่เก็บกู้ไว้ได้
เหตุการณ์ที่ 5 คือเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2553 เวลา 13.30 น. คนร้ายยิง เอ็ม 79 เข้าไปในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร. 1 รอ.) จำนวน 6 ลูก แต่ทำงานเพียง 4 ลูก ทำให้กำลังพลบาดเจ็บ 2 นาย
เหตุการณ์ที่ 6 คือเมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2553 เวลา 02.20 น. คนร้ายยิง เอ็ม 79 เข้าไปในซอยลาดพร้าว 25 ไม่ปรากฎว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด
เหตุการณ์ที่ 7 คือเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2553 เวลา 03.45 น. คนร้ายยิง เอ็ม 16 ใส่บ้านประชาชนภายในซอยทองหล่อ 3 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม. ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคาดว่าเป็นการทวงหนี้
เหตุการณ์ที่ 8 คือเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2553 เวลา 04.00 น. คนร้ายยิง เอ็ม 16 ใส่บ้านประชาชนภายในซอยสุขุมวิท 53 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม. กทม. ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคาดว่าเป็นการทวงหนี้
เหตุการณ์ที่ 9 คือเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2553 เวลา 23.00 น. คนร้ายใช้น้ำมันก๊าดจุดไฟโยนเข้าถูกงรถถังหน้ากองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม 2 รอ.) ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคนขับแท็กซี่ร่วมก่อเหตุเป็นผู้ชมนุมเสื้อแดง 2 คน
เหตุการณ์ที่ 10 คือเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2553 เวลา 21.40 น. คนร้ายขว้างระเบิด เอ็ม 67 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ที่ จ.นนทบุรี ซึ่งไม่มีการปรากฎเหตุว่ามีใครได้รับบาดเจ็บ หรือ เสียชีวิตในครั้งนี้เช่นกัน
เหตุการณ์ที่ 11 คือเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2553 เวลา 22.40 น. คนร้ายยิงจรวดอาร์พีจีใส่กระทรวงกลาโหม ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน พบผู้ต้องสงสัยพร้อมอาวุธ ทั้งนี้ตำรวจกำลังออกหมายจับ ส.ต.ต.บัณฑิต สิทธิทุม ตำรวจตระเวนชายแดนเก่าในพื้นที่ จ.สระแก้ว
เหตุการณ์ที่ 12 คือเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2553 เวลา 23.45 น. พบวัตถุต้องสงสัยบริเวณเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถยิงทำลายได้สำเร็จ
เหตุการณ์ที่ 13 คือเมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2553 ไม่ระบุเวลา ได้มีคนร้ายขว้างระเบิดเอ็ม 67 ใส่ที่สำนักงานบำรุงทางธนบุรี โดยไม่มีการระบุถึงสาเหตุว่ามีใครได้รับบาดเจ็บ
เหตุการณ์ที่ 14 คือเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2553 เวลา 14.00 น. คนร้ายยิง เอ็ม 79 จำนวน 2 นัด ตกที่ข้างรั้วกรมสุขภาพจิตที่กระทรวงสาธารณสุข ทำให้มีรถเสียหาย 4 คัน
เหตุการณ์ที่ 15 คือเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2553 เวลา 19.45 น. คนร้ายปาระเบิดบริเวณตู้ควบคุมไฟฟ้าริมรั้วของศาลากลาง จ.นนทบุรี ไม่ปรากฎความเสียหาย
เหตุการณ์ที่ 16 คือเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2553 เวลา 20.40 น. คนร้ายขว้างระเบิด เอ็ม 67 บริเวณเสาไฟฟ้าริมรั้วของกรมบังคับคดีเขตตลิ่งชัน ไม่ปรากฎความเสียหาย
นอกจากนี้ยังมีอีก 4 เหตุการณ์ที่เกิดในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ประกอบด้วย เหตุการณ์ที่ 1 คือเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2553 เวลา 02.00 น. คนร้ายได้ปาประทัดยักษ์ใส่ตู้ เอทีเม ธนาคารกรุงเทพ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สาเหตุคาดว่าวัยรุ่นสร้างสถานการณ์
เหตุการณ์ที่ 2 คือเมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2553 เวลา 03.40 น. คนร้ายปาระเบิดบริษัทพ่อตาของ นายเนวิน ชิดอบ ที่ จ.เชียงใหม่ ไม่ระบุสาเหตุ
เหตุการณ์ที่ 3 คือเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2553 เวลา 14.30 น. พบลูกระเบิด เอ็ม 79 ที่ข้างห้างเซ็นทรัลแอร์พอร์ต พล่าซ่า อ.เมืองจ.เชียงใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้ได้สำเร็จ
เหตุการณ์ที่ 4 คือเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2553 เวลา 08.15 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบระเบิดเอ็ม 26 ที่ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ โดยเจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้ได้สำเร็จ



