
ส.ส.เพื่อไทยร่ำไห้อยากเห็นคนไทยเลิกทะเลาะ
พท.ร่ำไห้กลางที่ประชุมสภา อ้างอยากเห็นคนไทยเลิกทะเลาะกัน สุเทพ ยันหลังประชุมสภาฯเลิก เตรียมถอนกำลังทหาร-ตำรวจ-ลวดหนาม ออกจากสภาฯ
(25มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ก่อนที่จะเข้าสู่วาระกระทู้ถามสด ประธานในที่ประชุมได้ให้สมาชิกยืนไว้อาลัยการเสียชีวิตของนายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ จุฬาราชมนตรี ที่ถึงแก่อนิจกรรมเสียชีวิตเป็นเวลา 1 นาที
จากนั้นปรากฏว่านายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ส.ส.อุดรดิตถ์ ซึ่งเป็นส.ส.พรรคเพื่อไทยเพียงคนเดียวที่เข้าร่วมประชุมสภาฯได้ลุกขึ้นหารือเป็นรอบที่สองถึงสถานการณ์ โดยได้เล่าย้อนประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วงที่มีการยึดอำนาจช่วงหนึ่ง จนมีการส่งนายทหารมาคุมตัวประธานสภาฯ ซึ่งบรรยากาศรอบสภาฯวันนี้ตนรู้สึกไม่สบายใจเพราะมีลวดหนาม ทหารหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.ส.จะเข้ามาได้ ก็ต้องมุดลวดหนามทำให้สภาฯซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่ประชุมของตัวแทนประชาชนต้องหมดความหมายไป
นายทนุศักดิ์ ยังกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดว่า แม้นายชัย จะมีความเป็นห่วงถึงความปลอดภัยของส.ส.ขอกำลังปกป้องสภา แต่บางอย่างเราก็ต้องเสียสละและต้องกล้า เช่นเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค.51 ตนกับประธานสภาฯได้ปีนรั้วออกไปด้วยกัน และหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอีกตนจะไม่หนีอีกแน่
จากนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยต่อที่ประชุมว่า การใช้กำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมากเข้ามาดูแลความปลอดภัยโดยรอบรัฐสภาไม่ได้ต้องการยึดอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติแต่ต้องการให้ฝ่ายนิติบัญญัติทำงานได้ ตนมองว่านี่คือการแสดงออกของเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ทหาร และกองทัพที่พร้อมจะปกป้องฝ่ายนิติบัญญัติตามวิถีทางประชาธิปไตย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ รัฐประหาร แต่ต้องการให้ฝ่ายนิติบัญญัติทำงานได้ เพราะถ้ามีการปฏิวัติจริงก็หมายความว่าสภาผู้แทนฯ และฝ่ายบริหารหมดสภาพแล้วและต้องออกประกาศของคณะปฏิวัติแต่ครั้งนี้ไม่ใช่
“เจ้าหน้าที่ที่ทำงานก็ทำด้วยความยากลำบากและเขาก็ไม่ได้มายึดอำนาจนิติบัญญัติแต่เขาต้องการให้ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้ นี่เป็นการแสดงออกของตำรวจ ทหาร กองทัพว่าเขาต้องการปกป้องอำนาจนิติบัญญัติตามวิถีประชาธิปไตย แม้ท่านบอกว่ารอบๆสภาไม่น่ามีอะไรวิตก แต่ถ้าเราไม่มีการดำเนินการ 2 วันที่ผ่านมาก็มีคนกลุ่มหนึ่งประกาศชัดเจนว่าจะเข้ามาล้อมสภาและเหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา และสิ่งที่ท่านกล่าวก็น่าชื่นชมว่าท่านอยากมาทำหน้าที่และไม่หนี” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายกฯ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ 7 ต.ค. 51 มี 2 ด้าน คือ ภาพของสมาชิกที่ต้องปีนออกจากรัฐสภา และประชาชนที่เสียชีวิต ดังนั้นนอกจากกำลังต่างๆ จะเข้ามา จึงมาเพื่อทำให้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่ได้ และเป็นการป้องกันการสูญเสีย การเข้ามาของเจ้าหน้าที่ไม่มีเจตนาขัดขวางการทำงานของฝ่ายนิติบัญัติแต่เป็นการอำนวยความสะดวก
"การเข้ามาของเจ้าหน้าที่ เพราะไม่ต้องการให้เกิดเงื่อนไขทำให้เกิดการปะทะระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ ผมคิดว่าควรมองเจตนาตรงนี้ ทำไมรัฐบาลจะไม่อยากให้อำนาจนิติบัญญัติเดินหน้าได้ ทำไมเราอยากจะไม่อยากให้ส.ส.เข้ามาทำหน้าที่ เราจึงต้องไช้มาตรการที่พอทำได้เพื่อปกป้องไม่ให้เกิดการปะทะ และความสูญเสีย" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ไม่มีใครต้องการให้เกิดสภาพเช่นนี้ แต่ขอให้เข้าใจเจตนา ของรัฐบาลและเข้าใจความเสียสละของเจ้าหน้าที่ ขอยืนยันว่าเมื่อวานนี้ (24 มี.ค.) หากมีส.ส.คนใดต้องการเข้ามาทำหน้าที่สามารถเข้ามาทำหน้าที่ได้แน่นอน มีเพียงสมาชิกบางส่วนเท่านั้นที่ขัดขวางเพื่อนสมาชิกด้วยกันไม่ให้เข้ามาทำหน้าที่ในสภา ตนขอยืนยันเจตนานี้ ส่วนหากเกิดกรณีความไม่สะดวกไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประสานงาน หรือความไม่สะดวกกับประชาชนที่อยู่บริเวณนี้ รัฐบาลต้องขออภัยในความไม่สะดวก รัฐบาลขอย้ำว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การทำให้อำนาจนิติบัญญัติเดินหน้าได้ และไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสียกับพี่น้องคนไทย
จากนั้นนายอนุศักดิ์ จึงตั้งคำถามต่อว่า เหตุใดในการประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา ฝ่ายรัฐบาลจึงไม่ยอมมาร่วมประชุม ตอนนี้จะมีการประชุมอะไรที่สำคัญกว่าเรื่องนี้
ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อถึงตรงนี้นายอนุศักดิ์ยืนนิ่ง และเริ่มน้ำเสียง สั่นเครือ เหมือนจะร้องไห้ นายชัย จึงกล่าวว่า มีอะไรในใจให้ระบายออกมาให้เต็มที่ ใจเย็นๆมีอะไรก็ให้พูดกันได้ นายอนุศักดิ์ จึงเริ่มพูดด้วยสะอึกสะอื้นว่า “ผมอยากให้มันเรียบร้อย อยากให้คนเลิกทะเลาะกัน” ซึ่งทำให้ห้องประชุมนิ่งเงียบ
จากนั้นนายอภิสิทธิ์ กล่าวทันทีว่า ขอแสดงความชื่นชมเพื่อนสมาชิกที่คิดเหมือนคนไทยจำนวนมาก ที่ท่านต้องการให้ทุกอย่างเรียบร้อย ไม่ทะเลาะกัน นี่คือเหตุผลที่ เราควรหลีกเลี่ยงเงื่อนไขที่จะให้พี่น้องทะเลากัน และนำมาซึ่งมาตรการที่ค่อนข้างเข็มงวด ซึ่งรัฐบาลยินดีที่จะรับฟังเสียงสะท้อนเพื่อไม่ให้การทำงานของรัฐบาลนำมาซึ่งความขัดแย้งทะเลาะกัน เราคิดเหมือนกัน และทุกคนคิดว่าถ้าเพื่อนส.ส.ทุกพรรคมีความรู้สึกและความมุ่งหมายเดียวกันจะสามารถออกจากวิกฤติได้ รัฐบาลยินดีให้ความร่วมมือ
จากนั้นเมื่อเวลา 10.15 น. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสดเรื่อง กรณีการชุมนุมทางการเมืองถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯว่า การชุมนุมครั้งนี้ไม่เหมือนใคร เป็นการชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ที่ใช้เลือดของประชาชนไปเทตามที่ต่างๆ เช่น ทำเนียบรัฐบาล และสถานที่เอกชน โดยสิ่งที่ตนรับไม่ได้คือการเทที่บ้านนายกฯและพรรคประชาธิปัตย์ เพราะถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิประชาชน ที่พรรคประชาธิปัตย์ตนรับไม่ได้ ตนเข้าไปที่พรรคประชาธิปัตย์ก็มีคนบอกว่าอย่าไปเหยียบเลือดซึ่งเป็นเลือดประชาชน
นายนิพิฏฐ์ กล่าวต่อ การชุมนุมครั้งนี้ยังมีการเอาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯมาเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย ทำไมประเทศที่เป็นแม่แบบประชาธิปไตยคือประเทศอังกฤษ หรือประเทศแห่งอิสระภาพ อย่างประเทศสหรัฐ และประเทศเยอรมัน ถึงไม่ยอมให้พ.ต.ท.ทักษิณเข้าประเทศนั้นก็เพราะพ.ต.ท.ทักษิณไม่ใช่แม่แบบของประชาธิปไตย นอกจากนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีการใช้อาวุธและระเบิดยิงเข้าไปในสถานที่ราชการต่างๆอยากทราบว่ารัฐบาลมีมาตรการป้องกันและติดตามสอบสวนไปถึงไหนแล้ว ส่วนกองกำลังทหาร ตำรวจที่อยู่รอบสภาฯ รัฐบาลจะตรึงกำลังอีกนานเท่าไหร่ถึงจะถอนกำลังออกไป
นายสุเทพ เทพสุบรรณ รองนายกรัฐมตรี ฝ่ายความมั่นคงชี้แจงแทนนายกฯว่า เมื่อรัฐบาลได้ทราบว่ามีการเตรียมการที่จะจัดการชุมนุมเคลื่อนไหว มีลักษณะล่อแหลมต่อการสร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย คณะรัฐมนตรีได้ประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯที่คิดว่าจะเป็นพื้นที่ที่กระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักรและจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย(ศอ.รส.)เพราะจากการข่าวจากรัฐบาลมีการข่าวว่าในขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมบางกลุ่มทำด้วยความสงบแต่มีบางกลุ่มจะก่อวินาศกรรมไปพื้นที่ต่างๆ ศอ.รส.จึงได้กระจายกำลังทหาร ตำรวจ อส. ออกไปเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยทั่วกทม. 50,000 คน และตั้งศูนย์รับแจ้งความกรณีที่มีพิรุธที่มีเบาะแสว่าอาจมีพฤติการณ์ก่อการร้ายที่เบอร์ 1555 ซึ่งจากที่เรามีเบอร์โทรศัพท์ทำให้เราได้รับข้อมูลจากประชาชนว่ามีโรงงานที่ผลิตเครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 สามารถไปจับกุมได้ และมีพลเมืองดีได้โทรมาแจ้งเรื่องรถกระบะผู้ต้องสงสัยที่ยิงอาร์พีจีเข้าไปที่กระทรวงกลาโหมจึงทำให้เรามีข้อมูลและสามารถออกหมายจับผู้กระทำผิดได้ในจำนวนเหตุการณ์ทั้งหมด รัฐบาลให้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจนำผู้ก่อคดีมาลงโทษให้ได้ ซึ่งคดีก็มีความคืบหน้า
นายสุเทพ กล่าวว่า ศอ.รส. ได้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่มาดูแลเพื่อให่ส.ส.เข้าประชุม ทำหน้าที่ได้ด้วยความปลอดภัยเพราะประธานรัฐสภามีความห่วงใยต่อเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ท่านได้ขอให้รัฐบาลหามาตรการป้องกันรัฐสภาไม่ให้มีการปิดล้อมรัฐสภาในวันที่ส.ส.ต้องมาทำหน้าที่และได้กำชับให้รัฐบาลดูแลส.ส.และเจ้าหน้าที่เข้าออกอย่างปลอดภัย ซึ่งประธานรัฐสภามีประสบการณ์และเห็นเหตุการณ์มาหลายครั้งรู้สึดสลดใจเมื่อมีเหตุรุนแรงเมื่อต้องปิดล้อมสภาฯ จึงต้องมีการเปิดทางให้ส.ส.มาประชุมสภาฯ ไม่ต้องการให้มีการล้มตาย ซึ่งการปิดล้อมแม้ไม่ถึงขั้นรุนแรงแต่มีการคุกคามสมาชิก อย่างวันที่นายอภิสิทธิ์ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกฯ ซึ่งเมื่อเดินทางออกจากสภาฯกลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการปิดล้อม ขว้างปาของและทุบรถ และวันที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก็มีการปิดล้อมคุกคามจนสมาชิกรัฐสภาไม่สามารถประชุมได้ ประธานจึงได้สั่งย้ายที่ประชุม ไปที่กระทรวงการต่างประเทศ เหตุการณ์นี้จึงถือเป็นบทเรียน ซึ่งได้นำเหตุการณ์ที่ผ่านมามาเป็นตัวกำหนดเรื่องความปลอดภัย ซึ่งการรักษาความปลอดภัย เพียงแค่ไม่อนุญาตให้บุคคลที่จะเข้ามาก่อเหตุมให้เข้ามาในสภาฯ ซึ่งเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมาก็สามารถประชุมสภาได้ องค์ประชุมครบ ทำให้ตนรู้สึกสบายใจเพราะก่อนหน้านี้มีการประกาศว่าหากนายกฯมาประชุมสภาฯจะมีการปิดล้อม ดังนั้นเราก็ต้องป้องกัน
ส่วนที่ถามว่าจะยกเลิกมาตรการดูแลรัฐสภาเมื่อไหร่นั้น เราจะพิจารณาทบทวนตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงรายวัน ซึ่งวันนี้เมื่อประชุมสภาฯเสร็จสิ้นสมบูรณ์ก็จะมีการถอนกำลังทหาร ตำรวจและรื้อเครื่องกีดขวางการจราจรทั้งหมดเพื่อให้ประชาชนสัญจรได้สะดวก แต่ทั้งนี้ต้องมองการรักษาความปลอดภัยในการประชุมสภาฯในสัปดาห์หน้าด้วย เพื่อไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมมาปิดล้อมได้



