ข่าว

 "ชุมชน"ป้อมพระกาฬทุกข์...บนถนนประชาธิปไตย

"ชุมชน"ป้อมพระกาฬทุกข์...บนถนนประชาธิปไตย

25 มี.ค. 2553

"เขตชุมชน ขอความกรุณาเดินรอบนอก" กระดาษขาวบางจนเกือบจะเป็นสีเหลืองกรอบ เขียนด้วยลายมือบรรจง ติดอยู่บนรั้วสังกะสี มีชาวบ้านนั่งเฝ้ายามพูดคุยอยู่หน้าประตูทางเข้าชุมชนหลังป้อมพระกาฬ ในวันที่ต้องอยู่หลังเวทีใหญ่คนเสื้อแดงมานานเกือบ 2 สัปดาห์ ?!!

 วิถีชุมชนเก่าหลังกำแพงใหญ่แห่งนี้เคยผ่านการต่อสู้เรื่องสิทธิที่อยู่อาศัยของตัวเองมานานเกือบ 20 ปี ประสบการณ์ที่ผ่านมา สอนให้พวกเขากว่า 300 ชีวิตต้องพึ่งพาตัวเอง และการอยู่บนถนนราชดำเนินถนนสายการเมืองสอนให้พวกเขาตระหนักถึงสิทธิอันพึงมีและการปกป้องชุมชน ไม่ให้ผู้อื่นมารุกล้ำสร้างความเสียหายอย่างที่เคยเป็น

 นับตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ถึงพฤษภาทมิฬ และสงกรานต์เลือด 2552 วันที่กลุ่มคนเสื้อแดงเผารถเมล์ 2 คันบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ทำให้ชาวชุมชนป้อมพระกาฬต้องอพยพหนีร้อนไปอาศัยวัดเทพธิดาราม จากเหตุการณ์ครั้งนั้นสอนให้พวกเขาปรับเปลี่ยนวิถีปกป้องชุมชนเสียใหม่ เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงหวนกลับมาอีกครั้งในปีนี้ พวกเขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่คาดฝันว่าจะเกิดขึ้นได้

 "การติดป้ายประกาศในเขตชุมชน เป็นการปกป้องสิทธิชุมชนอย่างหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ตรงนี้ไม่ใช่ที่สาธารณะ ขอความเห็นใจพวกเขา" ธวัชชัย วรมหาคุณ หนุ่มกลางคนวัย 51 ปี ตัวแทนชุมชนป้อมพระกาฬ บอก "คม ชัด ลึก"

 ตอนนี้ชาวชุมชนป้อมพระกาฬได้ปรับเปลี่ยนเวรยาม จากเดิมที่มีคนคอยมาทำหน้าที่ตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตีห้า ก็เปลี่ยนมาเริ่มตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึง 6 โมงเช้า และจากเดิมที่เคยใช้ผู้หญิงเป็นเวรยามตอนกลางคืนก็เปลี่ยนมาเป็นชายฉกรรจ์แทน เพื่อดูแลเรื่องอัคคีภัย ในชุมชนมีถังดับเพลิง 23 ถัง ติดตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ ที่สามารถหยิบฉวยมาใช้ได้ง่าย แต่ใช้ได้จริงๆ แค่ 16 ถัง และทุกบ้านต้องเปิดไฟทางทิ้งไว้ ส่วนวัยรุ่นทุกคนก็ต้องพร้อมตื่นขึ้นมาทำหน้าที่หน่วยเคลื่อนที่เร็ว ลำเลียงถังดับเพลิงหากเกิดอัคคีภัยได้ตลอดเวลา

 ขณะเดียวกันพวกเขาได้นัดแนะและซักซ้อมสัญญาณเตือนภัยเอาไว้ล่วงหน้า ถ้าเกิดเหตุร้ายจะถูกปลุกด้วยเสียงนกหวีดและตีเกราะ เพื่อรวมพลอพยพย้ายไปที่วัดเทพธิดาราม ?!!

 ส่วนชาวบ้านที่เปิดร้านขายดอกไม้ไฟในชุมชน 4 แห่ง ผู้นำชุมชนได้ขอความร่วมมือให้ย้ายดอกไม้ไฟออกจากชุมชนไปตั้งแต่วันที่ 6-7 มีนาคม เป็นต้นมา ก่อนจะมีการชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดงด้วยซ้ำไป และกฎสำคัญอีกข้อ คือ ห้ามจำหน่ายสุรา ซึ่งถือปฏิบัติต่อเนื่องมาอย่างยาวนานแล้ว

 แม้สถานการณ์ทั่วไปยังปกติ แต่ชาวชุมชนป้อมพระกาฬก็ยังแอบน้อยใจลึกๆ ที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครปฏิบัติสองมาตรฐาน ไม่เคยมาดูแลหรือเยี่ยมเยือนให้กำลังใจพวกเขาทั้งที่เป็นพื้นที่ติดกับการชุมนุมเลยแม้แต่ครั้งเดียว

 สิ่งหนึ่งที่พวกเขาทำได้ คือ การปัดให้เป็นเรื่องของเวรกรรม...ภรรยาของคนในชุมชนมีบ้านอยู่ที่บางบัวทอง จ.นนทบุรี ต้องเดินทางมาช่วยสามีทำกระเพาะปลาขายแต่เช้ามืด ถนนปิดรถเมล์ไม่วิ่งเลยต้องนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ประสบอุบัติเหตุตกรถ เพราะตลอดชีวิตเคยนั่งแต่รถเมล์ ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่หลายวัน ก็เป็นเรื่องของเวรกรรม หรือพ่อค้าแม่ค้าต้องทำอาหารขายน้อยลง เพราะลูกค้าเก่าหดหายไปกับการกลับมาของกลุ่มผู้ชุมนุม ก็เป็นเรื่องของเวรกรรม

 หนักยิ่งกว่านั้นคือพวกเขาและเธอยังต้องเผชิญกับคลื่นเสียงที่ดังกระหึ่มเวที ปลุกเร้ามวลชนตลอดเวลา โดยเฉพาะในยามวิกาลแม้จะอยู่หลังเวทีเสียงก็ดังไม่แพ้กัน แต่พวกเขาพยายามมองโลกในแง่บวก หากไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ก็ต้องแก้ที่ตัวเอง ใครทนไม่ได้ก็หาซื้อที่อุดหูมาช่วยบรรเทา หรือจะเลือกฟังเพลงโปรดจากหูฟังก็ช่วยให้เย็นใจไปอีกแบบ

 ทว่าทางเลือกทั้งสองนั้นจะมีสำหรับคนวัยรุ่นหนุ่มสาวและวัยกลางคนเท่านั้น ส่วนคนสูงวัยกลับมีทางให้เลือกไม่มากนัก วันเคลื่อนพลครั้งใหญ่รอบกรุงเทพฯ วันที่ 20 มีนาคม ที่ผ่านมา ผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนเผชิญกับเสียงดังต่อเนื่องจนความดันขึ้น เวียนหัว อาเจียน ต้องหามส่ง รพ.กลาง 2 ราย ตอนนี้ 1 ใน 2 รายนั้นญาติพี่น้องพาหลบไปอยู่ที่อื่นแล้ว เหลือแต่ "ลุงหาญ รุจิภักดิ์" วัย 73 ปี ที่ไม่แน่ใจว่าเสียงดังจากเวทีเสื้อแดงมีผลทำให้ความดันขึ้นหรือไม่ แม้จะยอมรับว่าเสียงดังจริงๆ

 "เสียงดังจริงๆ นะ โดยเฉพาะตอนตีหนึ่ง ตีสอง และใกล้สว่าง อาจเป็นเพราะว่าตอนดึกๆ มันเงียบมั้ง เสียงก็เลยยิ่งดังขึ้น นอนไม่หลับ เวียนหัว เหมือนนอนอยู่ในผับในเธค" ลูกสาวลุงหาญ เสริมด้วยสีหน้าอิดโรย พร้อมกับวิงวอนผู้ชุมนุมว่าทางที่ดีพอเลยเที่ยงคืนก็น่าจะปิดเวทีได้แล้ว

 ขณะที่ "ป้าคิ้ม" วัย 68 ปี กำลังง่วนอยู่กับการทำกระเพาะปลาไปขายที่โบ๊เบ๊ ถึงกับส่ายหัวและยอมรับว่า เสียงดังมาก แรกๆ นอนไม่หลับ แต่ตอนนี้เริ่มจะชินบ้างแล้ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน เป็นห่วงก็แต่คนที่ไม่ได้ทำอะไร คงนอนหลับๆ ตื่นๆ

 "ทุกเช้ามืดเสียงเพลงจะดังกระหึ่ม คือ ทุกๆ เช้าเขาจะเปิดเพลงให้แดนซ์ทุกวัน ลูกจ้างผัดไทย 7-8 คนพอเลิกงานตีสี่ ก็แวะไปแดนซ์บนถนนราชดำเนินก่อนกลับมานอน พอผมถามตรงๆ ว่าระบบอำมาตย์คืออะไร พวกเธอทำหน้างง บอกว่ามาแดนซ์อย่างเดียว" ธวัชชัย กล่าวขำๆ อารมณ์ดีก่อนจะเตือนสติว่า หาตัวตนและเป้าหมายให้เจอ ทำเพื่อใคร จะก้าวไปสู่อะไร รักได้แต่อย่าหลง เมื่อใดที่หลงอะไรแล้วจะไม่ยอมฟังเหตุผลอะไรเลย !

 สุดท้ายแล้วตัวแทนชุมชนป้อมพระกาฬอยากขอร้องทุกฝ่าย ให้มองถึงหน้าที่ สิทธิพึงมีพึงได้ตามกฎหมาย ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิเคลื่อนไหวได้ แต่อยากให้เข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ว่า กำลังทำอะไร ส่งผลกระทบต่อใครหรือไม่ เวลาปกติเปิดเครื่องขยายเสียงได้ แต่ยามวิกาลก็ควรมีสำนึกสักนิด

 "ผมเชื่อว่าทุกคนมีพื้นฐานความจงรักภักดีต่อในหลวงเหมือนกัน อะไรที่หันหน้ามาพูดคุยกันได้ หรือถอยหลังกันคนละก้าว มองที่ความอยู่รอด ประชาชนในชาติก็จะสงบสุข ผมเชื่อว่าพระองค์ท่านคงไม่อยากเห็นลูกๆ ทะเลาะกัน" ธวัชชัย กลั่นออกมาจากใจ