
จับตา7เครือข่าย..เอ็ม79
นับตั้งแต่การเมืองไทยเข้าสู่ยุคสุญญากาศเมื่อ 4-5 ปีก่อน มีการชุมนุมประท้วงเกิดขึ้นมากมาย ทั้งกลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลืองมาจนถึงกลุ่ม นปช.เสื้อแดง การเคลื่อนไหวของการเมืองบนถนนราชดำเนินถูกฝ่ายความมั่นคงจับจ้องมาโดยตลอด จนได้ข้อสรุปหนึ่งที่ชวนวิตกกังวล คือ มี
และเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธหลักในการก่อ "สงครามการเมือง" นี้ !?!
ชาวบ้านร้านตลาดเริ่มรู้จักเครื่องยิงลูกระเบิดชนิดนี้มานานแล้ว แต่ที่เริ่มเป็นที่คุ้นหูและชินตา คือ คนร้ายลอบยิงสำนักงาน นสพ.เดลินิวส์ ถัดจากนั้นก็กลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลือง ที่ปักหลักไล่รัฐบาลนอมินี ตั้งแต่สะพานมัฆวานรังสรรค์ มาจนถึงทำเนียบรัฐบาล
กระทั่งอำนาจเปลี่ยนมือจากกลุ่ม "ทักษิณ ชินวัตร" มาอยู่ในการบริหารงานของพรรคประชาธิปัตย์และหนุ่มมาร์ค "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง แล้วก็ตามมาด้วยเหตุระเบิดเอ็ม 79 มากเป็นประวัติการณ์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
แม้แต่กองทัพก็โดน ห้อง ผบ.ทบ.ก็ยังมาโดนอีก หรือแม้แต่กระทรวงกลาโหมก็ตกเป็นเป้าหมายโจมตี ไม่รวมระเบิดที่กระทรวงสาธารณสุขในวันประชุมคณะรัฐมนตรี หมาดๆ เมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา ทั้งที่กรุงเทพฯ ยามนี้เป็นพื้นที่ตามประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดถูกเฝ้าจับตามองจากหน่วยงานข่าวและความมั่นคงอย่างเงียบๆ มีการเก็บรวบรวมข้อมูลกลุ่มบุคคลที่เชื่อว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุยิงระเบิดเอ็ม 79 ตามสถานที่ต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ต้องการสร้างสถานการณ์ปรักปรำฝ่ายตรงข้าม กับสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง
กลุ่มที่หน่วยงานความมั่นคงจับตามองมีอยู่ด้วยกัน 7 กลุ่มกว้างๆ แต่ละกลุ่มแตกแขนงแยกย่อยลงไปอีกมากมาย ดังนี้
กลุ่มที่ 1 กลุ่ม "เสี่ยเปี๊ยก" อดีตคนขับแท็กซี่หัวรุนแรงผู้ฝักใฝ่กับกลุ่มอำนาจเก่า รู้จักถนนหนทางตรอกซอกซอยในกรุงเทพฯ เป็นอย่างดี ทีมงานมีไม่มากนัก แม้จะไม่ใช่มืออาชีพ แต่ก็อาศัยความใจถึงก่อเหตุ โดยชุดสืบสวนเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุยิงระเบิดเอ็ม 79 รวมถึงปาระเบิดตามสถานที่ต่างๆ โดยเป็นกลุ่มเดียวกับ "ไสว ยางสันเทียะ" อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาในคดีปาระเบิดแบงก์กรุงเทพ สาขาสีลม เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ โดยกลุ่มนี้มีพันธสัญญากันว่าถ้าใครถูกจับกุมห้ามซัดทอดเพื่อนเด็ดขาด
กลุ่มที่ 2 กลุ่ม "เสธ.ก." นายทหารที่มีความสนิทสนมกับนักการเมืองการทหารระดับบิ๊ก จนเรียกได้ว่าเป็นลูกน้องคนสนิท แม้แต่เสธ.ทหารคนดังก็ยังเกรงอกเกรงใจนายทหารผู้นี้ ฝ่ายความมั่นคงวิเคราะห์และตั้งข้อสังเกตว่า เสธ.ก. มีความพยายามจะทำให้เกิดการปฏิวัติหลายครั้ง และเวลานายใหญ่เริ่มออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองก็มักจะเกิดเหตุวินาศกรรมหลายครั้งหลายหน
กลุ่มที่ 3 กลุ่ม "เสธ.คนดัง" หลายเหตุการณ์ได้พิสูจน์แล้วว่า คำพูดเตือนล่วงหน้าที่ฟังดูหาสาระไม่ได้จบลงด้วยการเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นจริง บางเรื่องถึงขนาดรู้ตัวล่วงหน้า สมาชิกในเครือข่ายนี้หลายคนเป็นที่จับตาของหน่วยข่าวและความมั่นคง เช่น "จ่า ม." ลูกน้องคนสนิทที่อยู่ข้างกายตลอด ไปไหนไปด้วยไม่เคยห่าง ต้องคดีฆ่าคนตาย ในบัญชีข้อมูลระบุว่าเป็นคนจัดเตรียมอาวุธให้สมาชิกคนอื่นก่อเหตุ
"จ่า ร." คนสนิทและหัวหน้าการ์ด หรือ "แดง-นัท-สุด-ริน" คนติดตาม กับ "หวาน" คนที่ชุดสืบสวนเชื่อว่าเป็นคนทำร้ายทนายความของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร.ขณะเดินทางไปขึ้นศาล และ "เสก" ที่ชุดสืบสวนเชื่อว่าเป็นมือยิงเอ็ม 79 สร้างความวุ่นวายหลายแห่ง นอกจากนี้ ก็ยังมีกลุ่มผู้ร่วมอุดมการณ์อีกหลายคนที่ชักชวนกันมาเคลื่อนไหวเป็นเอกเทศ
กลุ่มที่ 4 กลุ่ม "นายพลคนดัง" แม้ว่าหลังๆ มานี้จะมีข่าวแตกคอกับกลุ่มอำนาจเก่า และถูกลดบทบาทลงไปมากแล้ว แต่ในทางลึกยังพบการเคลื่อนไหวอย่างลับๆ อยู่บ้าง แม้จะไม่มากเท่าครั้งก่อนหน้านี้ก็ตาม
กลุ่มที่ 5 กลุ่ม "ฮาร์ดคอร์" หัวรุนแรงของอดีตนักร้อง ที่ตอนนี้ได้รับความสนใจจากหน่วยข่าวและความมั่นคงเป็นพิเศษ นับตั้งแต่มีบทบาทสร้างความวุ่นวายขึ้นเมื่อปีกลาย และช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาเงียบหายไปผิดสังเกต ถึงกับมีคำถามในหมู่นักการข่าวว่ากำลังตระเตรียมการณ์ใดไว้หรือไม่
กลุ่มที่ 6 เป็นของ ส.ส.คนหนึ่งในภาคอีสาน มีกำลังเยอะแต่ส่วนใหญ่เป็นชาวรากหญ้า ไม่ค่อยอันตราย แต่ก็อยู่ในข่ายเฝ้าจับตามอง พอๆ กับ กลุ่มที่ 7 ที่เป็นมวลชนของอดีตผู้นำ เคลื่อนไหวอยู่ในจังหวัดภาคอีสาน หัวรุนแรง และประกาศตัวเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลอภิสิทธิ์อย่างเปิดเผย จนหน่วยงานข่าวต้องเฝ้าระวังอย่างมาก เพราะหลายครั้งพิสูจน์แล้วว่าลงได้พูดไปแล้ว มักเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นจริงตามที่พูด
ทั้งหมดนี้ คือ กลุ่มบุคคลที่เคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ในขณะนี้ โดยหน่วยงานข่าวและความมั่นคงเพียงแต่เฝ้าจับตามองและรวบรวมข้อมูล แล้วนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอเอาผิดได้



