
เดิน3แผนทวง3หมื่นล้าน
ฟังจาก พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา แล้ว ยังคงมีความพยายาม "ดูด-เซาะ-เจาะยาง" รัฐบาลนี้อยู่ตลอดเวลา ชนิดที่เรียกว่า "ยางอาย" ไม่ต้องพูดถึงกัน
เสธ.หนั่น บอกว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ได้ติดต่อกับ ชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาแล้ว แต่ยังไม่กำหนดวันว่าจะเจอกันวันไหน
ฟังแล้วก็ชวนให้คิดว่า นี่บ้านเมืองมันถึงยุคพิลึกกึกกือกันแล้วหรือ
ในจังหวะที่ควรจะทำกันตอนที่ พรรคถูกยุบ แล้วกำลังหาหัวใหม่มาสวม ทำไมไม่มัดมือพรรคพันธมิตรในตอนนั้นไว้ให้แน่นๆ...ไม่ใช่ปล่อยให้เขาตีจากมากว่า 1 ปี แล้วค่อยเดินสายไปล็อบบี้ให้เขาเสียคำพูด เสียสัจจะ เสียผู้เสียคน
ไหนบอกว่า ต้องยุบสภาเท่านั้น
ไหนบอกว่า อยากให้ประชาชนตัดสิน
เหตุใดแสดงท่าทีอยากได้อำนาจจนถึงขั้นไม่ต้องอายกัน
แต่เมื่อย้อนกลับไปคิดถึงคนใกล้ชิดของ ทักษิณ ชินวัตร แล้ว สิ่งที่ บิ๊กจิ๋ว กำลังเดิน กำลังทำอยู่นั้น มันก็แค่ 1 ในวิธีการที่จะเอาอำนาจออกจากมือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เท่านั้นเอง
เป็นวิธีการที่ทำคู่ขนานกับการชุมนุมของคนเสื้อแดง ที่ "สามเกลอและคณะ" นำตั้งแต่แรก และตอนนี้น่าจะลดบทบาทให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เข้ามายึดเวที โจมตีรัฐบาล วันดีคืนดี ก็นัดรวมพลครั้งใหญ่ เคลื่อนไหวกดดัน เพื่อให้รัฐบาลยุบสภา
หรือหากให้ดีก็ควรลาออกจากตำแหน่ง เปิดทางให้พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะ พรรคชาติไทยพัฒนา ที่น่าจะเป็นจุดที่เจาะเข้าไปได้ง่ายที่สุด เพราะมีปัญหากับประชาธิปัตย์ในเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ได้มีโอกาสเลือกขั้วเปลี่ยนข้างอีกครั้ง
ที่ว่าเจาะได้ง่ายนั้น ก็น่าจะมาจากเรื่องของการให้เกียรติเป็นเรื่องหลัก
ขนาด บรรหาร ศิลปอาชา ออกโรงเอง แต่พรรคประชาธิปัตย์ กลับไม่ให้เกียรติ เอามติพรรคหักหาญ ไม่ร่วมลงนามในญัตติแก้รัฐธรรมนูญจนการเมืองช่วงนั้นร้อนฉ่า
นั่นคือสาเหตุที่ บิ๊กจิ๋ว พยายามติดต่อขอเจรจากับ ชุมพล ศิลปอาชา
ส่วนเนื้อหาการเจรจา หรือเงื่อนไขที่จะแลกเปลี่ยนหรือเสนอให้กันจะนอกเหนือจากเรื่องรัฐธรรมนูญแล้วจะเป็นอื่นใดหรือไม่ หรือจะได้คุมกระทรวงเกรดเอมากกว่าที่เป็นอยู่ มากกว่าประชาธิปัตย์จัดสรรให้หรือไม่ ก็ต้องรอให้มีการเจรจากันจริงๆ เสียก่อน
ถึงแม้ว่า การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ จะเปิดหมดและหมดอาย แต่ก็ยังไม่หนักเท่ากับ มือที่สามที่อาศัยสถานการณ์แบบนี้ สร้างสถานการณ์ความรุนแรง จะเพื่ออะไรก็แล้วแต่ แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดผลแน่ๆ ก็คือ ทำให้รัฐบาลพร้อมใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และทหารก็พร้อมที่จะยึดอำนาจ รวมทั้งคนเสื้อแดงก็พร้อมที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านทุกขณะ
เรียกได้ว่า ทั้ง 3 ฝ่าย ก็พร้อมรับสถานการณ์รุนแรงหากไปถึงขีดสุด
ส่วนทักษิณเองก็ชัดเจนว่า หากรุนแรงถึงขั้นยึดอำนาจ ก็พร้อมที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น สนับสนุนการเคลื่อนไหวต่อต้านภายในประเทศในทันที
นั่นคือแผนและการขับเคลื่อนของทักษิณ จากปากคนใกล้ชิด ซึ่งยืนยันว่า ทักษิณไม่ต้องการสร้างความปั่นป่วนให้แก่บ้านเมือง แต่เมื่อพยายามร้องขอแล้วไม่มีใครฟัง ไม่มีใครคุย ไม่มีใครเจรจา ก็ต้องเดินแผนเพื่อให้เกิดการเจรจา
เพราะไม่ว่าจะทั้งพรรคเพื่อไทย อนาคตการเมือง และการที่ไม่มีปัญญาตอบแทนบุญคุณของคนที่สนับสนุนและให้กำลังใจ ทำให้ทักษิณ พร้อมที่จะสละทุกอย่าง
พร้อมที่จะวางมือทางการเมืองทุกอย่าง
เพียงแค่คืนเงินกว่า 3 หมื่นล้านบาท และให้สถานภาพที่พอเหมาะพอควร ทักษิณ ก็พร้อมที่จะทุ่มเทกำลังกายและกำลังทรัพย์เพื่อชาติบ้านเมือง
นั่นคือเสียงจาก "คนใกล้ชิด" ทักษิณ จะเชื่อได้แค่ไหน เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์
แต่ก็อย่าลืมว่า กระแสข่าวก่อนหน้านี้ มีเรื่องเงินเรื่องทองของทักษิณ ที่ใช้จ่าย-ลงทุนอย่างต่อเนื่อง และมีข่าวร้ายสำหรับทักษิณ อย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน
นอกเหนือจาก 7.6 หมื่นล้านบาท ที่อยู่เมืองไทยแล้ว 1.4 แสนล้านบาท จากการขายสโมสรแมนฯ ซิตี้ ที่มีข่าวว่าทางการอังกฤษอายัดเอาไว้ รอให้ไปชี้แจงที่มาที่ไปของเงินก้อนนี้
ส่วนเงินลงทุนอีกราว 1 หมื่นล้านบาท นั้น หากเอาไปลงที่ดูไบในก่อนหน้านี้ ก็คงเหลือไม่เท่าไหร่ เพราะว่ากันว่าจังหวะที่ดูไบเจ๊งนั้น นักลงทุนเอาเงินไปลง 100 เหลือกลับมาอย่างเก่งก็แค่ 20
หากเรื่องที่ว่านี้เป็นความจริง (ซึ่งก็พูดกันมานานโดยไม่มีการปฏิเสธจากทักษิณ) ก็เท่ากับว่า เงิน 3 หมื่นกว่าล้านบาทที่เหลือจากการยึดทรัพย์จึงมีค่ามหาศาลสำหรับทักษิณ
ยกเว้นว่า ยังมีทรัพย์สินเงินทองซุกอยู่ที่ไหนอีก
แต่อาการดิ้นรน วางแผนเดินหมากเขย่าประเทศขนาดนี้ โดยที่ทักษิณก็รู้ดีว่า หากจะกลับมาเมืองไทย โดยปราศจากมลทินเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แล้ว ก็น่าเชื่อว่า ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อเงินกว่า 3 หมื่นล้านบาท จริงๆ
ศรุติ ศรุตา / ทีมข่าวความมั่นคง



