
พ้นไปจากสังคมโต้วาทีสู่สังคมที่พูดคุยกันได้
สังคมส่วนหนึ่งกำลังเรียกร้องให้มีการเจรจา แต่การเจรจาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทั้งสองฝ่ายต่างยังไม่ได้รู้สึกถึงแรงกดดันที่จะต้องทำให้เกิดการเจรจา และสอง กระบวนการและขั้นตอนในการเจรจานั้นมีรายละเอียดซับซ้อนมาก ไม่นับจากที่ผมได้กล่าวไปในคราวที่แล้วว่า เอาเข้า
ในวันนี้ผมจะขออภิปรายเพิ่มเติมว่า ปัญหาอีกประการที่สำคัญในวิกฤติการเมืองในวันนี้ก็คือเรื่องของสภาวะที่ผลักดันให้เราไปอยู่ในวิกฤติของสังคมโต้วาที
เราไม่เคยพยายามที่จะอยู่ในสังคมที่ใช้เหตุใช้ผลที่จะคุยกันได้ในแบบที่เข้าอกเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่ง
ผมคิดว่าคุณอภิสิทธิ์ และคุณณัฐวุฒิ ผ่านความเป็นนักโต้วาทีมาก่อน หรือเราอาจจะไม่ค่อยได้ให้ความสนใจว่า ชมรมโต้วาทีความจริงเป็นชมรมที่ผลิตนักการเมืองมาโดยตลอด ไม่ว่าจะจากมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ หรือมหาวิทยาลัยเปิด
อีกเรื่องก็คือ ในสังคมโลกไซเบอร์ที่ใครๆ ก็เขียนความเห็นในอินเทอร์เน็ตได้ การโต้วาทีก็กลายเป็นวิถีหลักในการถกเถียงซึ่งเรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่
แต่ที่น่าเศร้าใจกลับเป็นนักวิชาการและสื่อที่ใช้ความเป็นนักโต้วาทีมากกว่าใช้เหตุผลแบบอื่น (ไม่นับว่าไม่เคารพเหตุผลหรือไม่พยายามทำความเข้าใจเหตุผลของคนอื่นๆ)
สังคมโต้วาทีเป็นสังคมที่เน้นความบันเทิง และเน้นการ "หักล้าง" ในสามลักษณะ
1. การหักตรง : คือการหาทางจับผิดอย่างตรงไปตรงมา เช่น พูดผิด หลักการผิด
2. การหักตาม : คือการยอมรับและหักมุม เช่น ยอมรับฝ่ายที่กล่าวหา แต่พยายามบอกว่ามันคงไม่เข้ากับยุคสมัยแล้ว อาทิ การปกครองแบบหนึ่งอาจจะดี แต่ยังไม่เหมาะสมในตอนนี้ หรือไม่ควรทำ ไม่คำนึงถึงปัจจัยอีกหลายประการ (หลักการถูก แต่ไม่ถูกบริบท)
3. การหักตอบ : คือการพลิกมุม เช่น มองว่าสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่ฟุ่มเฟือย แต่ถ้าพลิกมุมมอง พลิกปัจจัย/ตัวแปรในการมองจะทำให้เห็นอีกสิ่งหนึ่งฟุ่มเฟือยกว่า อาทิ ถ้าหันไปทำสิ่งนี้จะเสียเงิน แต่อีกฝ่ายบอกว่า ถ้ามองมุมใหม่การไม่ทำนั้นจะเปลืองกว่า หรือจะมีโอกาสกว่าในอีกด้านหนึ่ง การหักตอบเป็นเรื่องของการหักทีละประเด็น
เรื่องสำคัญที่เราต้องไม่ลืมคือ การโต้วาทีสมัยนี้เขาจัดเพื่อความบันเทิง เป็นการสมมติขึ้นมา แต่เรื่องบ้านเรื่องเมืองนั้นมันเป็นเรื่องของความเดือดร้อน ของความคอขาดบาดตาย จะมาตีฝีปากกันคงจะไม่สนุกเท่าไหร่
เหตุผลแบบอื่นที่เป็นทางเลือกนั้นคืออะไร? คำตอบคือเหตุผลที่ไม่ได้เน้นความบันเทิงและการหักล้าง แต่เน้นการอยู่ด้วยกัน บนรากฐานสำคัญอย่างน้อยสักสามข้อดังนี้
1.เน้นการพิสูจน์ความจริงที่พิสูจน์ได้
2.ในกรณีที่พิสูจน์ไม่ได้ ก็อาจตกลงด้วยกันบนเรื่องของการมีข้อตกลงเรื่องศีลธรรมร่วมกัน ว่าอะไรคือความดีงามของสังคม
3.เน้นการอดทนอดกลั้น บนความไว้เนื้อเชื่อใจและเชื่อว่าอีกฝ่ายหนึ่งมีความจริงใจ (truthful เป็นคำที่มีเสน่ห์ นอกจากจะแปลว่าเต็มไปความจริง แล้วยังหมายถึงความจริงใจด้วย)
สิ่งที่ท้าทายคือ เราจะออกแบบสถาบันอะไรที่ทำให้เกิดการคุยกันด้วยเหตุผลเหล่านี้ แทนที่จะบันเทิงกันแบบโต้วาที อ้างกันด้วยเรื่องว่าผมไม่ผิดกฎหมาย และอ้างว่ามีคุณธรรมเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง



