ข่าว

จาก "เสมา 3" สู่ฉายานาม "เจ้าแม่อาชีวะ" และ "รมช.นกหงส์หยก"

จาก "เสมา 3" สู่ฉายานาม "เจ้าแม่อาชีวะ" และ "รมช.นกหงส์หยก"

15 มี.ค. 2552

เรียกเสียงฮือฮามาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยรายชื่อและหน้าตาในทำเนียบคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะ น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ หรือ อาจารย์กุ้ง ผู้รั้งตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

 ที่แม้ว่าจะประกาศชัดถ้อยชัดคำว่า ไร้สังกัด หากแต่คนทั้งในและนอกวงการเมืองย่อมรู้ดีว่ามีร่มเงาพรรคเพื่อแผ่นดินทาทาบอยู่ นั่นเป็นเพราะเธอคือ เพื่อนสนิ้ท...สนิท ของ "ตี๋กร่าง" สุชาติ ตันเจริญ กำลังสำคัญแห่งบ้านเลขที่ 111
 เพียงไม่นานชื่อ "อาจารย์กุ้ง" ได้รับการกล่าวขานในวงกว้างอีกรอบในฐานะเสมา 3 ผู้รับหน้าที่ตะลุยงานอาชีวศึกษา และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) อย่างเต็มกำลัง จนได้รับการขนานนามว่า "เจ้าแม่อาชีวะ" กันเลยทีเดียว เกี่ยวกับประเด็นนี้เธอขยายความให้ฟังว่า
 "ที่มาของฉายานี้เกิดจากเวลาถูกตั้งคำถามแล้วเราตอบได้หมด แม้ว่าตามหน้าที่ของรัฐมนตรีช่วยเหมือนตัวแทนของคณะรัฐบาลจะเพียงแค่กำกับดูแลนโยบายเท่านั้น แต่เราก็ต้องพยายามทำงานให้เข้าได้กับทุกๆ ฝ่าย แม้อายุน้อยแต่ก็รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วย ก็เหมือนเป็นสื่อกลางควบคู่กับงานประชาสัมพันธ์ ภาพก็จะติดว่าเราอยู่กระทรวงศึกษาฯ ดูแลอาชีวศึกษา เวลามีอะไรทุกคนก็จะเข้ามาบอกมารายงาน อะไรดีเราก็ไปบอกต่อ" อาจารย์กุ้ง กล่าว
 ก้าวสู่งานการเมืองอย่างเต็มตัว หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่ารู้สึกกลัวหรือไม่ที่จะต้องทำงานด้านอาชีวะโดยตรง เสมา 3 ตอบด้วยความมั่นใจตามสไตล์คนรุ่นใหม่ ที่ผ่านประสบการณ์ทำงานมาอย่างโชกโชนทั้งด้านการตลาด การโฆษณา หรือแม้แต่การเป็นอาจารย์พิเศษ ว่าไม่เคยกลัวเลย
 "ที่ตอบเช่นนี้ เพราะรู้อยู่แล้วว่า เด็กเหล่านั้นเป็นคนดีและเป็นคนเก่ง เด็กเรียนอาชีวะจบออกมามีงานทำเยอะแยะ แต่ในเรื่องของการสร้างภาพของพวกเขาออกมาดีสักเท่าไร จึงอยากเปลี่ยนความคิดของคนทั่วไปว่า เด็กไม่มีอะไรเรียนแล้วมาเรียนอาชีวะ โอเคค่านิยมในสังคมต้องมีปริญญาตรี มีอุดมศึกษา เราก็พยายามผลักดันให้มีระดับปริญญาตรีด้วยสายอาชีพอาชีวะเอง จริงๆ ก็ออกเป็นพระราชบัญญัติแล้วด้วย" ผู้ได้รับฉายาเจ้าแม่อาชีวะยืนยันหนักแน่น
 ด้วยดีกรีเกียรตินิยมอันดับ 2 เอกเทคโนโลยี โทบริหาร สาขาด้านการศึกษาศาสตร์ ระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน และปริญญาโททางด้านการตลาด จากประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เพื่อนสาวของอดีตนักการเมืองดังจากเมืองแปดริ้วมั่นใจว่าเธอเหมาะกับงานด้านการศึกษาที่สุด !!
 "พื้นฐานเราจบมาทางด้านการศึกษา เคยสอนหนังสือมาบ้าง อย่างตอนนี้เวลาเจอนักเรียนหรือนักศึกษาก็จะให้เขาเรียกว่า "อาจารย์กุ้ง" แม้จะเพิ่งรับเงินเดือนมาแค่ 2 งวด แต่กลับรู้สึกเหมือนว่าตัวเองอยู่มาเป็นปีๆ วันหนึ่งๆ คิดอะไรก็ออกมาเป็นงานของอาชีวะตลอด จนรู้สึกอินกับกระทรวงศึกษาธิการมาก เพราะได้รู้เรื่องหลายๆ อย่างมากขึ้น ประกอบกับการได้รับร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าทำงานกันเป็นทีม" อาจารย์กุ้งเปิดใจ
 และในฐานะเสมา 3 แห่งวังจันทรเกษม นอกจากการดูแลงานอาชีวศึกษาแล้ว ความรับผิดชอบด้านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เธอผู้นี้ก็ให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่างานในส่วนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะแนวคิดที่ว่าโอกาสทางการศึกษาคือสิ่งดีที่สุดและสำคัญที่สุดต่อเยาวชนยากจน หรือด้อยโอกาสผู้เป็นอนาคตของประเทศ ด้วยการไปช่วยให้ระบบต่างๆ ง่ายขึ้น ขณะนี้ก็อยู่ระหว่างติดตามความคืบหน้า
 ที่ผ่านมาแม้จะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับงานทางด้านการเมืองโดยตรง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการดำรงตนในฐานะเพื่อนซี้ของผู้มีอำนาจนอกพรรคเพื่อแผ่นดิน ส่งผลให้ "อ.กุ้ง" มีโอกาสได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ จนกลายเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้อย่างเต็มภาคภูมิ
 "เมื่อเข้ามาอยู่ในแวดวงนี้ เราก็เริ่มเรียนรู้ว่าชีวิตคนการเมืองเป็นอย่างไร งานการเมืองเป็นอย่างไร โดยเฉพาะที่ผ่านมารูปแบบการเมืองจะเปลี่ยนไป ทำให้คนรุ่นใหม่สนใจการเมืองมากขึ้น เราเองก็เช่นเดียวกัน ส่วนหลักในการทำงานก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแต่เน้นพัฒนาตนเองอยู่เรื่อยๆ ไม่ยึดติดอยู่กับอะไรเพียงสิ่งเดียว เห็นอะไรดี อะไรจะทำได้ ก็นำมาปฏิบัติ และในทางกลับกันถ้าเห็นว่าสิ่งไหนไม่ดีหรืออาจจะเป็นโทษต่อสังคม ก็คงไม่นำมาปฏิบัติ"
 ส่วนบุคคลต้นแบบหรือไอดอลในงานการเมืองนั้น รัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาฯ วัย 40 ปี บอกว่า ไม่ยึดใครเป็นหลักตายตัว เพราะทุกท่านล้วนมีหลักการที่ดี ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย หรืออย่าง ฯพณฯ อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ กรณ์ จาติกวณิช ก็มีแนวคิดของคนรุ่นใหม่ เราก็ดูและเรียนรู้ไปแล้วเลือกเอามาปรับใช้ให้เข้ากับสไตล์การทำงานของตัวเอง เพราะรู้ว่าจุดยืนของตนเองอยู่ไหน
 และดูเหมือนว่าบทบาทของ "เสมา 3" หรือ "เจ้าแม่อาชีวะ" จะเด่นชัดเกินกว่าใคร จนได้รับการจับตามอง วันนี้อาจารย์กุ้งได้รับอีกหนึ่งฉายาว่าเป็น "รมช.นกหงส์หยก" แม้ไม่รู้แน่ชัดว่าจุดกำเนิดมาจากตรงไหนและต้องการสื่อความหมายใด แต่หญิงมั่นใจอย่างเธอบอกว่าพร้อมน้อมรับอย่างเต็มใจ
 "ได้ยินอยู่เหมือนกันว่าเราถูกเรียกว่า รัฐมนตรีนกหงส์หยก แต่คิดในแง่ดีว่าผู้ตั้งใจคงอยากชื่นชมเรามั้ง เพราะนกหงส์หยกก็สวยนะ แสดงว่าเขาอยากจะชมเรานั่นแหละ" อาจารย์กุ้งกล่าวอย่างอารมณ์ดี
 ด้วยหน้าที่ซึ่งต้องแบกความรับผิดชอบไว้เต็มสองบ่า อาจารย์กุ้งขวัญใจเด็กช่างกล่าวยอมรับว่า มีทั้งเครียดและเหนื่อย ซึ่งเธอก็เลือกวิธีการปรนนิบัติพัดวีตนเองให้ผ่านห้วงอารมณ์เหล่านั้นมาได้ด้วยกิจกรรมสุดโปรด ทั้งอ่านแม็กกาซีน ดูทีวี บางทีก็อ่านละครในหนังสือพิมพ์ และถ้าวันไหนไม่เหนื่อยเกินไปก็ตระเวนหาซื้อต้นไม้ โดยเฉพาะกล้วยไม้ เพราะมีสีสันสดใส มองแล้วสบายตาสบายใจ
 และนี่คือวิถีงานวิถีชีวิตของเสมา (สาว) 3 เจ้าของ 3 ฉายานาม