
จาก "เสมา 3" สู่ฉายานาม "เจ้าแม่อาชีวะ" และ "รมช.นกหงส์หยก"
เรียกเสียงฮือฮามาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยรายชื่อและหน้าตาในทำเนียบคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะ น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ หรือ อาจารย์กุ้ง ผู้รั้งตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ที่แม้ว่าจะประกาศชัดถ้อยชัดคำว่า ไร้สังกัด หากแต่คนทั้งในและนอกวงการเมืองย่อมรู้ดีว่ามีร่มเงาพรรคเพื่อแผ่นดินทาทาบอยู่ นั่นเป็นเพราะเธอคือ เพื่อนสนิ้ท...สนิท ของ "ตี๋กร่าง" สุชาติ ตันเจริญ กำลังสำคัญแห่งบ้านเลขที่ 111
เพียงไม่นานชื่อ "อาจารย์กุ้ง" ได้รับการกล่าวขานในวงกว้างอีกรอบในฐานะเสมา 3 ผู้รับหน้าที่ตะลุยงานอาชีวศึกษา และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) อย่างเต็มกำลัง จนได้รับการขนานนามว่า "เจ้าแม่อาชีวะ" กันเลยทีเดียว เกี่ยวกับประเด็นนี้เธอขยายความให้ฟังว่า
"ที่มาของฉายานี้เกิดจากเวลาถูกตั้งคำถามแล้วเราตอบได้หมด แม้ว่าตามหน้าที่ของรัฐมนตรีช่วยเหมือนตัวแทนของคณะรัฐบาลจะเพียงแค่กำกับดูแลนโยบายเท่านั้น แต่เราก็ต้องพยายามทำงานให้เข้าได้กับทุกๆ ฝ่าย แม้อายุน้อยแต่ก็รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วย ก็เหมือนเป็นสื่อกลางควบคู่กับงานประชาสัมพันธ์ ภาพก็จะติดว่าเราอยู่กระทรวงศึกษาฯ ดูแลอาชีวศึกษา เวลามีอะไรทุกคนก็จะเข้ามาบอกมารายงาน อะไรดีเราก็ไปบอกต่อ" อาจารย์กุ้ง กล่าว
ก้าวสู่งานการเมืองอย่างเต็มตัว หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่ารู้สึกกลัวหรือไม่ที่จะต้องทำงานด้านอาชีวะโดยตรง เสมา 3 ตอบด้วยความมั่นใจตามสไตล์คนรุ่นใหม่ ที่ผ่านประสบการณ์ทำงานมาอย่างโชกโชนทั้งด้านการตลาด การโฆษณา หรือแม้แต่การเป็นอาจารย์พิเศษ ว่าไม่เคยกลัวเลย
"ที่ตอบเช่นนี้ เพราะรู้อยู่แล้วว่า เด็กเหล่านั้นเป็นคนดีและเป็นคนเก่ง เด็กเรียนอาชีวะจบออกมามีงานทำเยอะแยะ แต่ในเรื่องของการสร้างภาพของพวกเขาออกมาดีสักเท่าไร จึงอยากเปลี่ยนความคิดของคนทั่วไปว่า เด็กไม่มีอะไรเรียนแล้วมาเรียนอาชีวะ โอเคค่านิยมในสังคมต้องมีปริญญาตรี มีอุดมศึกษา เราก็พยายามผลักดันให้มีระดับปริญญาตรีด้วยสายอาชีพอาชีวะเอง จริงๆ ก็ออกเป็นพระราชบัญญัติแล้วด้วย" ผู้ได้รับฉายาเจ้าแม่อาชีวะยืนยันหนักแน่น
ด้วยดีกรีเกียรตินิยมอันดับ 2 เอกเทคโนโลยี โทบริหาร สาขาด้านการศึกษาศาสตร์ ระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน และปริญญาโททางด้านการตลาด จากประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เพื่อนสาวของอดีตนักการเมืองดังจากเมืองแปดริ้วมั่นใจว่าเธอเหมาะกับงานด้านการศึกษาที่สุด !!
"พื้นฐานเราจบมาทางด้านการศึกษา เคยสอนหนังสือมาบ้าง อย่างตอนนี้เวลาเจอนักเรียนหรือนักศึกษาก็จะให้เขาเรียกว่า "อาจารย์กุ้ง" แม้จะเพิ่งรับเงินเดือนมาแค่ 2 งวด แต่กลับรู้สึกเหมือนว่าตัวเองอยู่มาเป็นปีๆ วันหนึ่งๆ คิดอะไรก็ออกมาเป็นงานของอาชีวะตลอด จนรู้สึกอินกับกระทรวงศึกษาธิการมาก เพราะได้รู้เรื่องหลายๆ อย่างมากขึ้น ประกอบกับการได้รับร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าทำงานกันเป็นทีม" อาจารย์กุ้งเปิดใจ
และในฐานะเสมา 3 แห่งวังจันทรเกษม นอกจากการดูแลงานอาชีวศึกษาแล้ว ความรับผิดชอบด้านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เธอผู้นี้ก็ให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่างานในส่วนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะแนวคิดที่ว่าโอกาสทางการศึกษาคือสิ่งดีที่สุดและสำคัญที่สุดต่อเยาวชนยากจน หรือด้อยโอกาสผู้เป็นอนาคตของประเทศ ด้วยการไปช่วยให้ระบบต่างๆ ง่ายขึ้น ขณะนี้ก็อยู่ระหว่างติดตามความคืบหน้า
ที่ผ่านมาแม้จะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับงานทางด้านการเมืองโดยตรง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการดำรงตนในฐานะเพื่อนซี้ของผู้มีอำนาจนอกพรรคเพื่อแผ่นดิน ส่งผลให้ "อ.กุ้ง" มีโอกาสได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ จนกลายเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้อย่างเต็มภาคภูมิ
"เมื่อเข้ามาอยู่ในแวดวงนี้ เราก็เริ่มเรียนรู้ว่าชีวิตคนการเมืองเป็นอย่างไร งานการเมืองเป็นอย่างไร โดยเฉพาะที่ผ่านมารูปแบบการเมืองจะเปลี่ยนไป ทำให้คนรุ่นใหม่สนใจการเมืองมากขึ้น เราเองก็เช่นเดียวกัน ส่วนหลักในการทำงานก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแต่เน้นพัฒนาตนเองอยู่เรื่อยๆ ไม่ยึดติดอยู่กับอะไรเพียงสิ่งเดียว เห็นอะไรดี อะไรจะทำได้ ก็นำมาปฏิบัติ และในทางกลับกันถ้าเห็นว่าสิ่งไหนไม่ดีหรืออาจจะเป็นโทษต่อสังคม ก็คงไม่นำมาปฏิบัติ"
ส่วนบุคคลต้นแบบหรือไอดอลในงานการเมืองนั้น รัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาฯ วัย 40 ปี บอกว่า ไม่ยึดใครเป็นหลักตายตัว เพราะทุกท่านล้วนมีหลักการที่ดี ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย หรืออย่าง ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กรณ์ จาติกวณิช ก็มีแนวคิดของคนรุ่นใหม่ เราก็ดูและเรียนรู้ไปแล้วเลือกเอามาปรับใช้ให้เข้ากับสไตล์การทำงานของตัวเอง เพราะรู้ว่าจุดยืนของตนเองอยู่ไหน
และดูเหมือนว่าบทบาทของ "เสมา 3" หรือ "เจ้าแม่อาชีวะ" จะเด่นชัดเกินกว่าใคร จนได้รับการจับตามอง วันนี้อาจารย์กุ้งได้รับอีกหนึ่งฉายาว่าเป็น "รมช.นกหงส์หยก" แม้ไม่รู้แน่ชัดว่าจุดกำเนิดมาจากตรงไหนและต้องการสื่อความหมายใด แต่หญิงมั่นใจอย่างเธอบอกว่าพร้อมน้อมรับอย่างเต็มใจ
"ได้ยินอยู่เหมือนกันว่าเราถูกเรียกว่า รัฐมนตรีนกหงส์หยก แต่คิดในแง่ดีว่าผู้ตั้งใจคงอยากชื่นชมเรามั้ง เพราะนกหงส์หยกก็สวยนะ แสดงว่าเขาอยากจะชมเรานั่นแหละ" อาจารย์กุ้งกล่าวอย่างอารมณ์ดี
ด้วยหน้าที่ซึ่งต้องแบกความรับผิดชอบไว้เต็มสองบ่า อาจารย์กุ้งขวัญใจเด็กช่างกล่าวยอมรับว่า มีทั้งเครียดและเหนื่อย ซึ่งเธอก็เลือกวิธีการปรนนิบัติพัดวีตนเองให้ผ่านห้วงอารมณ์เหล่านั้นมาได้ด้วยกิจกรรมสุดโปรด ทั้งอ่านแม็กกาซีน ดูทีวี บางทีก็อ่านละครในหนังสือพิมพ์ และถ้าวันไหนไม่เหนื่อยเกินไปก็ตระเวนหาซื้อต้นไม้ โดยเฉพาะกล้วยไม้ เพราะมีสีสันสดใส มองแล้วสบายตาสบายใจ
และนี่คือวิถีงานวิถีชีวิตของเสมา (สาว) 3 เจ้าของ 3 ฉายานาม



