ข่าว

ล็อก"ส.ต.ท.-ไอ้โก้"พันยิงอาร์พีจี...ถล่มกลาโหม

ล็อก"ส.ต.ท.-ไอ้โก้"พันยิงอาร์พีจี...ถล่มกลาโหม

24 มี.ค. 2553

หลักฐานที่คนร้ายยิงอาร์พีจีหมายถล่มกระทรวงกลาโหม เมื่อกลางดึกวันที่ 20 มีนาคม 2553 มากพอให้ตำรวจสืบสวนแกะรอยไปจนถึงต้นตอและสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเอาไว้ได้แล้ว ?!!

 หลักฐาน 2 ชิ้นที่สำคัญมากจนทำให้งานของตำรวจง่ายขึ้น ประกอบด้วย รถกระบะโตโยต้า วีโก้ ทะเบียน ตศ 9818 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นทะเบียนปลอม ส่วนทะเบียนที่แท้จริงของรถคันนี้ คือ บว 8802 สงขลา เป็นรถหนีไฟแนนซ์และคนสุดท้ายที่ครอบครองใน จ.พัทลุง ได้ขายต่อให้คนชื่อ "โก้" ใน จ.ปทุมธานี ในราคา 1 แสนบาทเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 ชุดสืบสวนจึงเริ่มตรวจสอบประวัติของ "ไอ้โก้" พบว่าในแวดวงรับซื้อรถหนีไฟแนนซ์หรือรถเถื่อนรู้จักกันดีในชื่อ "โก้หัวล้าน" หรือ "ผู้กองโก้" หรือ "สารวัตรโก้" หรือ "โก้ปทุมธานี" สาเหตุที่มีการเรียกยศตำรวจนำหน้า เพราะไอ้โก้ชอบปวารณาตัวเองเป็นตำรวจ ประกอบกับมั่วสุมอยู่ในกลุ่มตำรวจนอกรีตหลายคน จนชอบแอบอ้างตัวเป็นตำรวจ

 "ไอ้โก้" เป็นคนรับซื้อ รับจำนำ ขายรถ หรือหาที่ปล่อยรถหนีไฟแนนซ์ในชุด "สวนพริกไทย" ด้วยเหตุนี้ทำให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยคนหนึ่งเข้าใจผิด และเชื่อมโยงตัวละครระหว่างสารวัตรโก้คนหนึ่งในปทุมธานี กับบิ๊กตำรวจในนครบาล ?!!

 หลังจากได้ข้อมูลเบาะแสชุดสืบสวนจึงติดตามไปควบคุมตัว "ไอ้โก้" ได้ที่ปทุมธานี ก่อนจะนำมาสอบสวนและให้การซัดทอดว่า ได้ให้รถกระบะคันที่คนร้ายใช้เป็นยานพาหนะก่อเหตุยิงถล่มกระทรวงกลาโหมแก่ "ส.ต.ท.บัณฑิต" ใช้

 ...ในระหว่างที่ชุดสืบสวนชุดแรกออกหาเบาะแสรถกระบะวีโก้ ตำรวจอีกชุดก็ดูกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพ 2 คนร้ายรูปร่างสูงใหญ่ ที่กำลังหลบหนีหลังเกิดเหตุระเบิด จู่ๆ ก็มีหนึ่งในชุดสืบสวนยืนยันว่า 1 ใน 2 คนร้าย มีรูปร่างหน้าตาตลอดจนตำหนิรูปพรรณคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนตำรวจภูธรภาค 2 ชลบุรี

 ข้อมูลที่ชุดสืบสวนคนดังกล่าวบอกต่อทีมงานเรียกความสนใจได้เป็นพิเศษ ชุดสืบสวนคนเดิม อธิบายต่อไปว่า เพื่อนคนที่เอ่ยถึง คือ "ส.ต.ท.บัณฑิต" รับราชการตำรวจได้ไม่กี่ปีก็ถูกจับในความผิดค้าไม้เถื่อนที่ จ.ปราจีนบุรี ผู้บังคับบัญชาจึงมีคำสั่งให้ออกจากราชการ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่เคยพบเจอกันอีกเลย กระทั่งมาเห็นในภาพวงจรปิดทำให้นึกหน้าขึ้นมาได้

 เมื่อได้ข้อมูลที่แน่ชัด ชุดสืบสวนเฉพาะกิจ นำโดย พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร.และรักษาการ ผบช.ภ.2 พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รักษาการ ผบช.ประจำ พร้อมฝ่ายสืบสวน จึงเดินทางไปติดตามหาตัว ส.ต.ท.บัณฑิต ได้ที่จังหวัดหนึ่งในพื้นที่ บช.ภ.2 นำมาตัวมาสอบปากคำว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นหรือไม่

 ทั้งนี้ มีรายงานว่า ส.ต.ท.บัณฑิต มีใบหน้าคล้ายกับภาพสเก็ตช์ที่พยานให้การเอาไว้ก่อนหน้านี้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นคนไหนในสองคนร้าย ?!!

 จากประวัติบุคคลของ ส.ต.ท.บัณฑิต ที่ปรากฏในสำนักงานกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า จบจากโรงเรียนตำรวจภูธรภาค 2 ชลบุรี บรรจุเข้ารับราชการครั้งแรกเมื่อปี 2532 ตำแหน่งตำรวจลูกแถว บก.ภ.จว.ปราจีนบุรี ปี 2536 ได้ย้ายมาเป็น ผบ.หมู่ ป.สภ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว ต่อมาถูกตำรวจปราจีนบุรีจับกุมเนื่องจากอยู่ร่วมในขบวนการค้าไม้เถื่อน แล้วมีคำสั่งให้ออกจากราชการ เงินเดือนครั้งสุดท้ายอยู่ที่ 2,300 บาท จากนั้นก็ไม่พบประวัติอีกระบุเพียงแค่ว่า เป็นตำรวจนอกราชการ

 "คม ชัด ลึก" ติดต่อไปยัง สภ.วังน้ำเย็น เพื่อสอบถามเกี่ยวกับ ส.ต.ท.บัณฑิต ส่วนใหญ่ต่างพูดไปในทำนองเดียวกันว่า ได้หายหน้าหายตาไปหลายสิบปีแล้ว ไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ไหนหรือทำอะไร

 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ชุดสืบสวนกำลังสอบปากคำ ส.ต.ท.บัณฑิต ในฐานะผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้มากน้อยแค่ไหน เหตุใดถึงไปปรากฏอยู่ในภาพวงจรปิด รวมถึงคำให้การซัดทอดของไอ้โก้ที่ว่า ให้รถกระบะโตโยต้าวีโก้ ที่ยึดไว้เป็นของกลางไปใช้ส่วนตัว ซึ่งปรากฏต่อมาว่าเป็นคันเดียวกับรถของคนร้ายที่บรรทุกจรวดอาร์พีจี ปืนกลอูซี่ ระเบิดเอ็ม 67 ฯลฯ

 ทั้งนี้ ชุดสืบสวนมีการวิเคราะห์กันด้วยว่า อาวุธที่ยึดได้ในรถกระบะโตโยต้าวีโก้ โดยเฉพาะปืนกลอูซี่และระเบิดเอ็ม 67 มีสภาพค่อนข้างเก่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า ส.ต.ท.บัณฑิตเก็บสะสมไว้ตั้งแต่สมัยรับราชการอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า ตั้งแต่ยุคเขมรแตกมีอาวุธสงครามจำนวนไม่น้อยทะลักเข้ามาชายแดนไทย ชาวบ้านผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ หรือแม้ข้าราชการท้องถิ่น เก็บซ่อนเอาไว้มากมาย ทั้งชโลมน้ำมันห่อพลาสติกฝังดิน หรือยัดใส่ยุ้งฉางข้าวไว้ หากใครต้องการแค่ไปติดต่อผู้กว้างขวางก็หาได้ไม่ยากนัก

 ส่วนการติดตามผู้ต้องสงสัยอีกคนที่กำลังหลบหนีอยู่นั้น ขณะนี้ชุดสืบสวนกำลังติดตามความเคลื่อนไหวในทุกกรณี ทุกๆ ด้าน ไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ คาดว่ากำลังกบดานอยู่