
รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์
วันนี้ (15 มี.ค.) เวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ เป็นครั้งที่ 9 โดยเป็นการบันทึกเทปรายการระหว่างเดินทางไปเยือนสหราชอาณาจักรตามคำเชิญของรัฐบาลอังกฤษ ออกอากาศทาง
สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพครับ กลับมาพบกันอีกครั้งนะครับทุกวันอาทิตย์ สัปดาห์นี้ผมอัดรายการมาจากที่ประเทศอังกฤษ เพราะว่าผมได้มาเยือนประเทศอังกฤษตามคำเชิญของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งเดี๋ยวช่วงที่ 2ในรายการ เราคงจะมาพูดกันถึงการเดินทางมาครั้งนี้ ครม.ลงพื้นที่ติดตามงานตามนโยบายรัฐบาล สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ หลังจากที่ผมได้มีโอกาสพบปะกับพี่น้องประชาชนที่จังหวัดลพบุรีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับรัฐมนตรีทุกท่าน ซึ่งทางรัฐบาลได้ขอให้ไปลงพื้นที่ทั่วประเทศ โดยรวมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่ารัฐมนตรีทุกท่านได้ไปติดตามงานที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล และค่อนข้างที่จะพึงพอใจกับการได้มีโอกาสไปพบปะชี้แจงพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับนโยบายสำคัญ ๆ เหมือนกับที่สัปดาห์ที่แล้วผมได้ตั้งวงพูดคุยกับทางผู้สูงอายุกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) แต่ก็จะมีอีกหลายพื้นที่ซึ่งมีการลงไปชี้แจง ทั้งในเรื่องของโครงการชุมชนพอเพียง ทั้งในเรื่องของมาตรการอื่น ๆ ซึ่งรัฐบาลกำลังดำเนินการ ขณะเดียวกันครับการรับฟังปัญหาต่าง ๆ ได้ทำอย่างเป็นระบบ และได้มีการมารายงานแลกเปลี่ยนกันในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เตรียมมาตรการรับมือปัญหาภัยแล้ง อยากจะเรียนว่าปัญหาใหญ่ซึ่งเรามีความเป็นห่วงในขณะนี้คือ ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งชัดเจนมากว่าในหลายพื้นที่ของประเทศไทยปีนี้จะประสบกับปัญหาภัยแล้งค่อนข้างจะรุนแรง ในเรื่องนี้ผมได้ขอให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ ได้จัดการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการตั้งเป็นกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมา เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น โครงการรับจำนำข้าวนาปรังเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ขณะเดียวกันในแง่ของภาคการเกษตรเอง สัปดาห์นี้จะเป็นการเริ่มต้นในเรื่องของโครงการรับจำนำข้าวนาปรัง ซึ่งทางคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติได้มีการพิจารณารายละเอียดเงื่อนไขของโครงการ ในระหว่างที่ผมกำลังอัดรายการนี้อยู่ ในสัปดาห์หน้าคงมีจะได้มีโอกาสมาพูดคุยกันถึงรายละเอียด แต่อยากจะย้ำว่าเราได้เตรียมความพร้อมในเรื่องนี้พอสมควร และก็ต้องการที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ในส่วนของข้าวนาปรัง ราคาแน่นอนครับ คงจะเทียบกับข้าวนาปีไม่ได้ แต่เชื่อว่าจะเป็นราคาที่ช่วยทำให้ตลาดขยับไปในทางที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็จะทำให้โครงการนี้เป็นโครงการที่มีปัญหาน้อยลง เทียบกับที่ผ่านมาในแง่ของปัญหาที่ต้องมีการบริหารจัดการจากการที่ราคาอาจจะฝืนสภาพของตลาดมากจนเกินไป ซึ่งเรื่องนี้คงจะได้มาพูดคุยรายละเอียดกันในสัปดาห์เช่นเดียวกัน รัฐบาลมีนโยบายเรื่องที่ดินทำกินอย่างชัดเจน สัปดาห์ที่ผ่านมามีอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องเกษตรกร นั่นคือปัญหาที่ทำกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือมีเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยได้มาชุมนุมเรียกร้องปัญหาซึ่งค่อนข้างที่จะเรื้อรังมาเรียกว่าหลายปี หลายรัฐบาลทีเดียว ในเรื่องนี้ผมได้จัดให้มีการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมา และได้มีการประชุมพูดคุยกันกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นทางเกษตรกรเอง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ครอบคลุมไปตั้งแต่ที่ราชพัสดุ ที่ในเขตป่าสงวน ที่อุทยาน ที่ ส.ป.ก. ซึ่งทั้งหมดนี้ได้มีการพูดคุยอย่างนี้ครับว่า รัฐบาลมีนโยบายในเรื่องที่ทำกินอย่างชัดเจน ที่ผ่านมาเราได้ทำหลายเรื่องที่ชี้ชัดว่าเราต้องการที่จะรักษาที่ให้กับพี่น้องเกษตรกร ที่มีความจำเป็นที่จะต้องทำกินในพื้นที่ หรือที่ดินที่มีความจำเป็นในการที่จะประกอบอาชีพ ในการที่จะเลี้ยงดูตนเอง เราจะใช้เครื่องมือที่มีความหลากหลายมากขึ้น นอกจากกฎหมายที่เคยใช้กันอยู่ รวมทั้งกฎหมายปฏิรูปที่ดิน รัฐบาลก็มีนโยบายใหม่ในเรื่องของธนาคารที่ดิน และในเรื่องของโฉนดชุมชน สิ่งสำคัญที่เราได้พูดคุยกับพี่น้องที่ได้มาชุมนุมทั้ง 4 ภาคคือว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดคือการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม และที่ทำกิน ขณะเดียวกันถ้าหากว่ามีปัญหาในเชิงกฎหมาย ในเชิงโครงสร้าง ก็เป็นเรื่องที่จะต้องมาร่วมกันพิจารณาแก้ไข โดยให้พี่น้องประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ก็มีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมา และให้เวลาในการทำงาน 90 วัน ที่คิดว่าจะสะสางปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับที่ดินทำกินในทุกภูมิภาค ในกลุ่มของเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน ตั้งอนุกรรมการแก้ปัญหนี้สินให้เครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ ก็เรียนว่าเรื่องนี้กับเรื่องหนี้สินก็เป็นรูปธรรมอย่างหนึ่งที่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้พยายามที่จะแก้ไขปัญหาเรื้อรัง ซึ่งอาจจะใช้เวลาบ้าง แน่นอนที่สุดไม่ได้ถูกใจพี่น้องประชาชนในทุกเรื่อง แต่เราจะพยายามลดเงื่อนไข ซึ่งเป็นปัญหาเป็นอุปสรรค และบางครั้งก็เป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับพี่น้องประชาชน โดยในระหว่างที่เราทำการแก้ไข ทำการดำเนินการในเรื่องนี้ จะมีความอะลุ่มอล่วยในการปฏิบัติต่อพี่น้องประชาชนจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งก็มีความจำเป็นในการรักษากฎหมาย เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็คือความคืบหน้าในเรื่องของการแก้ปัญหาในภาคการเกษตร เตรียมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจช่วง 2 โดยอาศัยเงินกู้จากต่างประเทศ สำหรับปัญหาเศรษฐกิจโดยรวมขอเรียนอย่างนี้ครับว่า ผมเคยคุยกับพี่น้องประชาชนไว้ว่า สภาวะการณ์เศรษฐกิจของเรา คงจะขึ้นอยู่กับปัญหาของเศรษฐกิจโลก และวันนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าสภาวะของเศรษฐกิจโลกหนักหนาสาหัสกว่าที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ไว้ ทุกวันนี้ฝ่ายต่าง ๆ ก็ยังมีการปรับการพยากรณ์ของโลกไปในทางลบ เพราะฉะนั้น ที่ผมเคยพูดไว้ครับว่าเราคงจะต้องเตรียมแผนในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ 2 ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเงินกู้จากต่างประเทศ เรียนว่าคณะรัฐมนตรีในวันอังคารได้พิจารณา และอนุมัติกรอบการเจรจาที่เกี่ยวข้องกับเงินกู้ ก็จะเป็นเงินกู้อยู่ในกรอบวงเงิน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 70,000 ล้านบาทที่จะนำมาใช้ในเรื่องของโครงการในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีความจำเป็นจะต้องใช้เงินตราต่างประเทศด้วย ซึ่งตรงนี้ตามรัฐธรรมนูญเราจะต้องมีการนำเสนอต่อรัฐสภา เพื่อให้อนุมัติกรอบการเจรจา แล้วจะมีการดำเนินการเจรจาซึ่งคาดว่าน่าจะทำให้เราสามารถมีเงินก้อนนี้มาใช้จ่ายได้ประมาณไตรมาสที่ 3 หรือประมาณเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งคิดว่าจะมารับช่วงจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งเราได้ดำเนินการไปแล้วในช่วงครึ่งปีแรก ผมทราบดีนะครับว่าพี่น้องประชาชนจำนวนหนึ่งมีความเป็นห่วงเป็นใยว่า เราจะต้องไปกู้เงินจากต่างประเทศ อยากจะเรียนว่าที่จริงแล้ว เรามีเงินตราต่างประเทศเยอะครับเป็นเงินสำรอง ซึ่งขณะนี้มีมากกว่าหนี้ต่างประเทศของเราหลายเท่าตัว แต่ว่าตามกฎหมายของเรา ๆ ไม่สามารถนำเอาเงินสำรองเหล่านั้นมาใช้จ่ายได้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจะทำโครงการการพัฒนา เราจึงจำเป็นต้องไปกู้เงินมา แต่ไม่ได้หมายความว่า สถานะทางการเงินหรือเงินสำรองของประเทศมีปัญหา ขณะเดียวกันที่หลายคนห่วงว่าการกู้ยืมเงินนั้นจะเป็นการทำให้เงินปัญหาหนี้ของสาธารณะหรือหนี้ของรัฐบาล ก็เรียนว่าคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ได้มีการติดตามตัวเลขหนี้สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันจะอยู่ประมาณร้อยละ 38 ของรายได้ประชาชาติของเรา คาดว่าในช่วงของวิกฤตนี้ ซึ่งจำเป็นต้องมีการกู้ยืมเงินมากขึ้น และขณะเดียวกันรายได้ก็ไม่ขยายตัวหรืออาจจะหดตัวบ้างเล็กน้อย สัดส่วนหนี้ตรงนี้ต้องสูงขึ้นเป็นธรรมดา อาจจะขึ้นไปถึงใกล้เคียงกับร้อยละ 50 อยากจะเรียนว่าไม่ใช่ตัวเลขที่น่าตกใจอะไร หลายประเทศก็มีตัวเลขที่สูงกว่านี้ และที่สำคัญที่สุดว่าในขณะนี้ทุกประเทศเห็นตรงกันว่า ในยามที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ในยามที่มีความเสี่ยงที่พี่น้องประชาชนจะตกงาน ในยามที่พี่น้องยากลำบาก จากปัญหาการไม่มีรายได้ รัฐบาลจะต้องมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในยามที่เศรษฐกิจฝืดเคืองการจัดเก็บภาษีก็จะจัดเก็บได้น้อย เพราะฉะนั้น การกู้เงินต้องเกิดขึ้น แต่จะเป็นการกู้เงินซึ่งไม่ทำให้กระทบกับเรื่องของวินัยทางการเงินการคลังของเรา และเราก็เชื่อมั่นว่าเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น เราจะสามารถจัดเก็บรายได้มาชดเชยในส่วนของหนี้หรือว่าการขาดดุลในช่วงที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ซึ่งเป็นแนวทางที่ทุกประเทศกำลังทำอยู่ ที่จริงผมเดินทางมาที่นี่ เวลาตอบคำถามสื่อมวลชน เขากลับถามเราครับว่า ทำไมเราไม่ใช้จ่ายเงินหรือกู้ยืมเงินมากกว่านี้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งผมได้ชี้แจงไปว่าเราต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายของเรา แต่ขณะเดียวกันเราก็กำลังมองหาช่องทางต่าง ๆ ที่จะทำให้เราสามารถที่จะมีเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องงานทางด้านเศรษฐกิจ
ที่มา-เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล
|



