
ควรหรือไม่ พาเด็กไปม็อบ???
คำอินทร์ (สงวนนามสกุล) ชาวอุบลราชธานี วัย 42 ปี เดินทางมาร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. หรือกลุ่มคนเสื้อแดงตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา เธอยอมรับว่าการมาร่วมชุมนุมครั้งนี้ทราบดีว่าเป็นการมาเพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภา เพื่อมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งการเข้ามาร่วมกิ
ขณะที่ สุรัตน์ แก้วสด คุณแม่จากอุดรธานี เป็นอีกคนหนึ่งที่นำลูกชายวัย 8 ขวบมาด้วย เธอบอกว่าเนื่องจากเป็นช่วงปิดภาคเรียนจึงไม่อยากให้ลูกชายอยู่บ้านเพียงลำพัง เพราะเกรงว่าอาจจะถูกเพื่อนๆ ชักชวนออกไปเที่ยว และเป็นอันตรายมากกว่าการที่นำมาอยู่ร่วมในที่ชุมนุม
"มาอยู่ที่นี่อยู่ใกล้หูใกล้ตา ขืนปล่อยให้อยู่บ้านก็คงยังไม่สามารถที่จะทำอะไรเองได้ และที่ฉันมานี่ก็ไม่ได้ลำบากอะไร และอีกไม่กี่วันรัฐบาลก็จะต้องยุบสภาเราก็จะได้กลับบ้านแล้ว ลูกชายฉันรู้เรื่องนะว่าเรามาทำอะไรกันที่นี่ ฉันก็อธิบายให้เขาฟังในช่วงแรกๆ ที่เขาถามว่าคนเสื้อแดงเขามาทำอะไรกัน” คุณแม่เสื้อแดง แจง
ไม่ว่าการชุมนุมเรียกร้องอะไรก็ตาม ภาพที่เห็นอยู่บ่อยๆ ก็คือ มักจะมีลูกเด็กเล็กแดงปะปนในฝูงชน บ้างก็ว่าพามาเพื่อให้เด็กๆ เรียนรู้ บ้างก็ว่าไม่สามารถปล่อยหนูน้อยอยู่บ้านแต่เพียงลำพัง ด้วยหลากหลายเหตุผล ลองหันมาตรวจสอบเสียงจากผู้คนรอบข้างดูบ้างว่าพวกเขาคิดเห็นกันเช่นไร...
สำหรับคนนอกพื้นที่ชุมนุม สุพัตรา บุญวิสุทธิ์ วัยย่าง 64 ปี ในฐานะคุณย่าซึ่งมีหลานอยู่ในวัยกำลังโต ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า การที่จะนำเด็กไปร่วมในม็อบนั้นเป็นเรื่องไม่สมควรด้วยประการทั้งปวง เพราะเป็นสถานที่ไม่เหมาะกับเด็กเป็นอย่างยิ่ง แต่ที่เห็นเป็นภาพข่าวปรากฏตามสื่อต่างๆ ว่ามีผู้ชุมนุมบางท่านนำเด็กไปร่วมนั้น คิดว่าจริงๆ แล้วคงไม่มีใครอยากพาไปนัก แต่อาจติดปัญหาในเรื่องของการดูแลมากกว่า
"เป็นสถานที่ที่ไม่มีความปลอดภัย อาจมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ทุกขณะ และหากเกิดอะไรขึ้นก็จะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและน่าสงสารมาก อีกทั้งพื้นที่ในการชุมนุมก็มีคนเป็นจำนวนมาก อากาศก็ร้อน อาจทำให้เด็กซึ่งมีภูมิต้านทานต่ำอยู่แล้ว จะทำให้ติดโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และตอนนี้มีข่าวออกมาว่ามีผู้ชุมนุมบางคนติดโรคไข้หวัด 2009 ยิ่งเป็นสิ่งไม่สมควรที่จะนำเด็กไปอยู่ในพื้นที่นั้นโดยเด็ดขาด ผู้ปกครองที่พาไปอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์" คุณย่ากล่าว
สอดคล้องกับคุณพ่อลูกสอง "อู๋" นภัสถ์ อัสสกุล บอกว่า เชื่อในเรื่องสิทธิส่วนบุคคล และทุกคนมีสิทธิทำอะไรก็ได้ ตราบเท่าที่จะไม่ทำให้ใครเดือดร้อน แต่การพาลูกเล็กๆ ไปนอนกลางดินกินกลางแจ้งนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกันหากเป็นเด็กโตพอที่จะตัดสินใจเองได้ หรือรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนว่าไปเพื่ออะไร ไปทำอะไร ก็คงจะเห็นด้วย
"ในแง่ของเด็กเล็กอายุ 5-7 ขวบ ผมอยากถามคนที่พาไปว่าทำเพื่ออะไร เด็กเหล่านั้นไม่เพียงว่ายังไม่มีสิทธิออกเสียงเท่านั้น แต่ยังไม่รู้อะไรด้วยซ้ำ แม้บางคนจะให้เหตุผลว่าอยากให้ลูกเรียนรู้ประชาธิปไตย แต่สำหรับผมคิดว่าแค่พาไปดูแล้วก็พากลับบ้านน่าจะจบแล้ว ไม่ใช่พาไปนอน 3-4 วัน มันเหมือนว่าเอาเด็กไปเป็นกำบังมากกว่า ส่วนเรื่องการเรียนรู้ถือว่าเป็นเรื่องดี หากเป็นไปตามวัยตามขั้นตอนที่เหมาะสม จะสอนเด็กทำกับข้าวทั้งที่เด็กยังตักข้าวกินเองไม่ได้ ผมอยากถามว่าสอนเพื่ออะไร" คุณพ่อยังหนุ่มฝากถาม
สำหรับกรณีของครอบครัวนักเรียกร้องที่ไม่สามารถปล่อยลูกไว้บ้านตามลำพัง คุณพ่อลูกสองให้มุมมองว่า พ่อหรือแม่ควรสลับกันอยู่กับลูกๆ แทนการกระเตงไปด้วยกัน เพราะลูกคือความรับผิดชอบของพ่อแม่ เด็กยังไม่รู้จักประชาธิปไตย ถ้าคนที่เป็นพ่อแม่คิดตรงนี้ไม่ได้ก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว
ในมุมของคนทำงานเพื่อเด็กๆ อย่าง "ครูหยุย" วัลลภ ตังคณานุรักษ์ เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก กล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่าไม่เคยเห็นด้วยกับการนำเด็กไปชุมนุมในทุกๆ ที่ เพราะด้วยความที่เป็นเด็ก ไม่มีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการ เมื่อเกิดอะไรขึ้นก็เอาตัวรอดลำบาก แค่ได้ยินเสียงประทัดก็กลัวแล้ว ต่างจากเยาวชนที่อายุครบ 18 แล้ว กลุ่มนี้มีความเข้าใจในสิทธิ รู้กระบวนการ ในส่วนของม็อบต่างจังหวัดที่เข้ามาชุมนุมนั้นต้องมานอนพื้น ถือเป็นการทารุณกรรมเด็กโดยพ่อแม่เองก็รู้เท่าไม่ถึงการณ์ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมทำให้เด็กซึมซับความรุนแรงทั้งภาษาและการกระทำอีกด้วย
อีกหนึ่งผู้ที่ทำงานในองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการส่งเสริม ป้องกันปัญหาสุขภาพจิตเด็ก วัยรุ่น และครอบครัว นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น ราชนครินทร์ ซึ่งได้แสดงความห่วงใยที่ผู้ปกครองบางรายพาบุตรหลานไปร่วมชุมนุมว่า อันที่จริงการชุมนุมไม่ว่าจะเป็นประเด็นไหน ควรจะเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ แม้หลายคนจะให้เหตุผลว่า ต้องการให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ประชาธิปไตยก็ตาม เพราะนอกจากเรื่องสุขภาพที่ส่งผลเสียโดยตรงแล้ว ในทางอ้อมเด็กอาจจะได้รับผลเสียในด้านสุขภาพจิตด้วย
"ผลเสียในเรื่องสุขภาพร่างกาย เมื่อผู้ปกครองพาลูกหลานไปอยู่ในที่กลางแดด โล่งแจ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กเล็กที่มีโรคประจำตัว อาจติดเชื้อได้ง่าย ร่างกายขาดน้ำ อาหาร และการขับถ่ายไม่ถูกสุขลักษณะ ล้วนมีผลต่อสุขภาพร่างกายทั้งสิ้น ส่วนในเรื่องสุขภาพจิต การชุมนุมแต่ละครั้งจะมีการใช้เสียงในระดับดัง บางครั้งอาจจะใช้คำไม่สุภาพ ใช้วาจาค่อนข้างแรง เด็กเล็กๆ ไม่เข้าใจ อาจจะส่งผลให้มีอาการผวาตกใจ ต่างจากเด็กโตหรือผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้วก็เป็นอีกเรื่อง" นพ.ทวีศิลป์ กล่าว
นอกจากนี้ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นฯ ยังได้สะกิดเตือนไปถึงผู้ปกครองทั้งหลายที่คิดจะพาบุตรหลานไปเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยในสนามชุมนุมอีกว่า หากเกิดเหตุสุดวิสัยที่ไม่คาดคิด เด็กจะรับเคราะห์ก่อนใคร เพราะเด็กตัวเล็ก จะอยู่ในระดับต่ำกว่าสายตา และถ้าหากต้องการจะให้น้องๆ เรียนรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยขอให้เรียนรู้จากที่บ้านจะดีกว่า



