ข่าว

จุฬาฯเตือนภัยโลกร้อนแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกขยับ5ม.ต่อปี

จุฬาฯเตือนภัยโลกร้อนแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกขยับ5ม.ต่อปี

23 มี.ค. 2553

อาจารย์จุฬาฯเดินทางกลับจากขั้วโลกใต้ หลังได้รับคัดเลือกร่วมสำรวจกับสถาบันวิจัยญี่ปุ่น 4 เดือน เผยภัยโลกร้อนทำแผ่นน้ำแข็งเคลื่อนออกจากชายฝั่ง 5 เมตรต่อปี

 บริษัท ลอรีอัล ประเทศไทย และ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงข่าวต้อนรับการกลับสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการของ ผศ.ดร. สุชนา  ชวนิชย์ นักวิทยาศาสตร์สตรีไทยคนแรก จากภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้รับคัดเลือกจากสถาบันวิจัยขั้วโลกแห่งชาติ ประเทศญี่ปุ่น (NIPR: National Institute of Polar Research Japan) ให้ร่วมเดินทางไปสำรวจทวีปแอนตาร์กติกกับคณะสำรวจทวีปแอนตาร์กติกญี่ปุ่น คณะที่ 51 (JARE-51: Japanese Antarctic Research Expedition) ณ สถานีวิจัยโชว์วะ (Syowa Station) ของประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

 ผศ.สุชนา เปิดเผยถึงความรู้สึกจากการเดินทางไปสำรวจตลอดระยะเวลา 4 เดือนทีผ่านมาว่า การปฏิบัติงานค่อนข้างยากลำบาก เนื่องจากได้รับผลกระทบอย่างมากจากพายุหิมะ (blizzard) หลายครั้งพัดผ่านตั้งแต่ช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา จนกระทั่งถึงช่วงฤดูร้อนที่คณะสำรวจฯ ได้เดินทางเข้ามาถึง  ส่งผลให้การปฏิบัติงานหลายอย่างต้องล่าช้าหรือหยุดชะงัก ไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนงานทั้งหมดที่กำหนด 

 พายุหิมะที่เกิดขึ้นในระดับที่รุนแรงที่สุดของช่วงฤดูร้อนของปีนี้ มีความเร็วลมสูงกว่า 35 เมตรต่อวินาที ทัศนวิสัยต่ำกว่า 50 เมตร ซึ่งนับว่ารุนแรงกว่าช่วงฤดูร้อนปกติเป็นอย่างมาก หากเปรียบเทียบการเดินทางผ่านทะเลน้ำแข็งในฤดูร้อนปี 2003/2004 ซึ่งมีความหนาของผิวทะเลน้ำแข็งไม่ถึงเมตร หรือฤดูร้อนปีต่อมาจนถึงปี 2008/2009 ที่มีความหนาปกติ กระทั่งฤดูร้อนปี 2009/2010 ครั้งนี้ ที่หนาถึง 4.5 เมตร ซึ่งหนากว่าทะเลน้ำแข็งปกติที่หนาประมาณ 1-3 เมตร และมีความแปรปรวนของสภาพอากาศสูง

 ดังนั้น การตรวจติดตามและเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศระยะยาว ทั้งที่เปลี่ยนแปลงในสภาพที่หนาวหรือร้อนขึ้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในการตอบคำถามที่เราให้ความสนใจในปัจจุบัน (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Climate Change)  ทั้งนี้ รวมถึงการศึกษาผลกระทบอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกับสิ่งมีชีวิต จึงเป็นสิ่งสำคัญและเร่งด่วน

 อย่างไรก็ตาม คณะสำรวจฯ ก็ได้มีโอกาสบันทึกปรากฎการณ์ดีๆ ที่หาดูได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นแสงจากดวงจันทร์ที่สุกสกาวเต็มดวงในช่วงฤดูร้อนปีนี้ ซึ่งโดยปกติแสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงฤดูร้อนทำให้มองเห็นดวงจันทร์ยามค่ำคืนได้ยาก แตกต่างจากฤดูหนาวที่ดวงจันทร์สามารถปรากฎให้เห็นเป็นสง่าอยู่เหนือศีรษะ นอกจากนั้น ยังสังเกตเห็นแสงออโรร่า (Aurora) หลายครั้ง เมื่ออยู่บนเรือขณะเดินทางกลับ แสงออโรร่าเกิดจากการที่อนุภาคที่มีประจุวิ่งเข้ามากระทบกับอนุภาคต่างๆ บนชั้นบรรยากาศ เช่น ออกซิเจน ทำให้เกิดเป็นสีสันต่างๆ ซึ่งไม่ได้ปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งนัก

 นอกจากนี้  ยังได้มีโอกาสร่วมเดินทางออกนอกสถานีวิจัยโชว์วะเข้าสู่บริเวณชายฝั่งทวีปแอนตาร์กติกร่วมกับคณะสำรวจชุดต่างๆ หลายครั้ง  โดยได้ออกสำรวจร่วมกับชุดสำรวจชีววิทยาและสมุทรศาสตร์ เพื่อเก็บตัวอย่างสัตว์ทะเลจากใต้ทะเลน้ำแข็ง (sea ice)  เก็บตัวอย่างชั้นน้ำแข็ง (ice core)  และเก็บตะกอนดินจากทะเลสาบต่างๆ หลายแห่ง เพื่อศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม และนำไปสกัดหาสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มีศักยภาพทางเทคโนโลยีชีวภาพ

   การออกสำรวจร่วมกับชุดสำรวจธรณีวิทยา เพื่อสนับสนุนการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดการสั่นสะเทือนของแผ่นดิน (แผ่นดินไหว) และอุปกรณ์ตรวจวัดการเคลื่อนตัวของแผ่นน้ำแข็ง จากการศึกษาที่ผ่านมายังพบว่าแผ่นน้ำแข็งบริเวณชายฝั่งดังกล่าวมีการเคลื่อนตัวประมาณ 5 เมตรต่อปี ซึ่งค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการเคลื่อนตัวโดยเฉลี่ยของเปลือกโลกบริเวณทวีปแอนตาร์กติกที่มีค่าประมาณ 1 เซนติเมตรต่อปี

 สำหรับงานสำรวจอีกงานหนึ่งที่สำคัญ ได้แก่ การสำรวจอุกกาบาต ซึ่งประเทศญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นประเทศแนวหน้าที่มีการสำรวจและค้นพบหินอุกกาบาตบนทวีปแอนตาร์กติกเป็นจำนวนสูงสุดของโลก และในปีนี้ได้สำรวจพบอุกกาบาตจำนวนทั้งสิ้น 635 ชิ้น ซึ่งชิ้นที่ใหญ่ที่สุดมีน้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม อุกกาบาตเป็นชิ้นส่วนของหินแร่จากอวกาศที่ตกลงสู่พื้นโลก อุกกาบาตเหล่านี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ ได้ทราบถึงการกำเนิดและความเป็นมาของระบบสุริยะ รวมถึงโลกของเราต่อไป 

 "ประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้จากการเดินทางไปสำรวจทวีปแอนตาร์กติกในครั้งนี้ อยากจะนำมาถ่ายทอดให้คนไทยรวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ไทยได้เข้าใจถึงธรรมชาติและความสำคัญของทวีป          แอนตาร์กติกที่มีต่อโลกและมนุษยชาติ  นอกจากนั้น ตัวอย่างหรือสิ่งต่างๆ ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้    จะนำไปวิเคราะห์เพื่อศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมต่อไป" นักวิจัยกล่าว