ข่าว

อภิสิทธิ์พูดเป็นนัยไม่นานสถานการณ์ไม่สงบจบ

อภิสิทธิ์พูดเป็นนัยไม่นานสถานการณ์ไม่สงบจบ

23 มี.ค. 2553

"นายกฯ”พูดเป็นนัยอีกไม่นานสถานการณ์ความไม่สงบจบ หลังครม.ขยายพ.ร.บ.ความมั่นคง ต่ออีก 7 วัน ปรับลดคงเหลือ “กทม.-นนทบุรี 2 อำเภอ วอนคนเสื้อแดงอย่าขัดขวางของรมต.ทุกกระทรวง บอกอยากประชุมครม.ในทำเนียบแต่ไม่อยากเผชิญหน้า พร้อมลั่นไม่ขัดที่จะเจรจา แต่ขอกำหนดกรอบ

 (23มี.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติขยายเวลาในการประกาศพื้นที่ความมั่นคง ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาข้อเสนอที่ทางศูนย์อำนวยความสงบเรียบร้อย ศอ.รส.ได้สรุปสถานการณ์การบริหารในช่วงที่ผ่านมา และเห็นว่าสมควรที่จะขยายระยะเวลาของกาประกาศพื้นที่ความมั่นคงออกไปอีก 7 วัน ขณะเดียวกันก็ได้มีการพิจารณาปรับลดพื้นที่ที่มีการประกาศโดยจะคงเหลือกรุงเทพฯ จังหวัดนนทบุรี 2 อำเภอประกอบด้วย อ.ปากเกร็ด อ.เมือง จังหวัดสมุทรปราการ 5 อำเภอ ประกอบด้วย อ.บางบ่อ อ.บางพลี อ.บางเสาธง อ.พระปะแดง และ อ.เมือง ส่วนกรณีจังหวัดอื่นๆที่มีการประกาศไม่มีความจำเป็นต้อประกาศต่อไป อย่างไรก็ตามเสร็จจากการแถลงข่าวจะไปทำหน้าที่ประธานการประชุมกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)เพื่อจะได้ดำเนินการออกข้อกำหนดและขยายเวลาในเรื่องต่างๆต่อไป

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุม ครม.ได้มีการประเมินสถานการณ์ร่วมกัน และได้มีการกำชับว่าสิ่งสำคัญคือรัฐบาลทุกระทรวง ทบวง กรม ต้องเดินหน้าในการทำงานบริหารราชการแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้ปัญหาการชุมนุมมาเป็นอุปสรรค์ต่อผลที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน ขณะเดียวกันมีการพูดถึงความจำเป็นในการที่จะต้องชี้แจง เนื่องจากข้อกล่าวหาของกลุ่มผู้ชุมนุมเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงหรือหลายๆท่าน ซึ่งจะต้องมีการดำเนินการในการชี้แจงอย่างต่อเนื่องต่อไป ส่วนการบริหารเหตุการณ์สถานการณ์นั้น เห็นฟ้องต้องกันว่าจะให้มีการประชุมอย่างน้อย คือ มีตัวแทนจากทุกพรรคร่วมรัฐบาลมาประชุมกันเป็นระยะ ทั้งเรื่องการประเมินและการปรับแนวทางในการบริหารสถานการณ์หรือแม้แต่เรื่องการพูดคุยเจรจาที่จะเกิดขึ้น

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเมินหรือไม่เราจะต้องประชุมครม.นอกสถานที่ไปอีกนานไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้ประเมินกัน สิ่งสำคัญคือต้องมีการประชุม ครม.และเราอยากจะประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลแต่ไม่อยากให้การประชุมเป็นเงื่อนไขของการเผชิญหน้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่เราพยายามที่จะดำเนินการให้กับไปสู่ความเป็นปกติโดยลำดับ ส่วนการประชุมสภาฯนั้นเราได้กำชับสมาชิกรัฐบาลต้องไปประชุมสภาฯกัน

 เมื่อถามว่าการประชุมสภาฯเบาะบางเกินไปหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รองนายกฯได้รายงานในแง่ของมาตรการ และขอความร่วมมือในการที่จะอำนวยความสะดวกเพื่อให้การเข้าออกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งไดมีการชี้แจงกัน

 เมื่อถามต่อว่าการประชุม ครม.ที่สถานการณ์เรียบร้อยสัญญาณในเชิงบริหารเป็นอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องยอมรับว่ายังไม่ใช่เป็นการประชุมซึ่งเป็นภาวะปกติ แต่ถือเป็นการยืนยันถึงความตั้งใจในการที่จะทำงานแก้ไขปัญหา และวันนี้ต้องขอบคุณรัฐมนตรีทุกคนดูจะพร้อมเพียงและตรงเวลากว่าปกติที่ประชุมที่ทำเนียบฯด้วยซ้ำ

 เมื่อถามว่า ที่ประชุม ครม.มีการหารือทางออกให้ประเทศอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้มีการพูดในส่วนของฝ่ายรัฐบาลไม่มีข้อขัดข้องที่จะพูดคุยเจรจา แต่ต้องมีความชัดเจนในกรอบของการเจรจา ซึ่งที่ผ่านมามีคนสองกลุ่มแล้วที่พยายามประสานงาน คือ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสมาชิกวุฒิสภากลุ่มหนึ่ง ซึ่งทั้งสองกรณีรัฐบาลไม่ได้เป็นคนตั้งเงื่อนไขอะไรเลยและพร้อมที่จะดำเนินการ แต่ฝ่ายผู้ชุมนุมเป็นฝ่ายขอยกเลิกทั้งสองกรณี แต่เราจะดูช่องทางเพิ่มเติมในการพูดคุยต่อไป

 เมื่อถามว่า ทำไมรัฐบาลไม่แสดงความจริงใจโดยการยื่นทางออกของปัญหาให้ชัดเจน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คิดว่าควรจะผ่านการพูดคุยกัน เพราะถ้ารัฐบาลไปประกาศว่า หนึ่ง สอง สาม เอาหรือไม่และผู้ชุมนุมก็บอกว่ายุบสภาฯอย่างอื่นไม่เอามันจะทำให้สถานการณ์ไม่เคลื่อนไปสู่การหาทางออกร่วมกัน ฉะนั้นตนได้บอกไปแล้วยินดีที่จะมาคุยกันในกรอบที่เกี่ยวข้องกับการยุบสภาฯ หรือทางออกอื่นๆที่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย

 เมื่อถามว่า การยุบสภาฯก็เป็นทางออกสากลที่ทั่วโลกเขาทำกัน ซึ่งก็บอกให้มีการลงสัตยาบันก่อนจะตัดสินใจดำเนินการใดๆ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในวันเดียวกันก็มีหลายข้อเสนอ นายพายัพ ชินวัตร น้องชายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯก็ออกมาพูดเป็นคนละเรื่อง พอเป็นอย่างนี้ก็ทำให้เราไม่มั่นใจว่าข้อเรียกร้องข้อหนึ่งข้อใดหากตอบสนองแล้วแปลว่าเรื่องจะจบ นั่นคือปัญหาที่หนึ่ง ปัญหาที่สองคือเรามีความกังวลเพราะทุกอย่างที่ผู้ชุมนุมบอกตกลงก็จะบอกต่อไปว่าถ้าไม่เป็นไปตามนี้ก็เป็นการกระทำของแดงเทียม ซึ่งมันต้องมีโอกาสมาพูดคุยกันก่อนว่าถ้ามีแดงเทียมหรือไม่เทียมก็แล้วแต่เราจะแก้ไขปัญหากันอย่างไร ไม่ใช่บอกว่าทำตามนี้ถือว่าเขาได้ทำตามข้อตกลงแล้ว ถ้าไม่เป็นไปตามข้อตกลงก็ไม่ใช่เขา เพราะมันไม่ใช่องค์กรที่มีสมาชิกที่ตายตัว ดังนั้นต้องมีกรอบที่จะมาคุยกันก่อนให้เรียบร้อย ซึ่งก็บอกไปตั้งแต่ต้นว่ายินดีที่จะพูดคุยในกรอบลักษณะนี้

 เมื่อถามว่า ทำไมนายกฯไม่ตัดสินใจใช้ภาวะผู้นำหาทางออกของปัญหา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ ตนได้คุยกันทางพรรคร่วมรัฐบาลแล้วพร้อมที่จะคุยแต่การจะมาคุยต้องมีกติกาในการคุย เช่น ตนได้บอกไปแล้วว่าไม่เคยตั้งเงื่อนไขว่าต้องเลิกชุมนุมก่อนถึงจะคุย ก็บอกว่าชุมนุมได้ แต่พฤติกรรมของการชุมนุมซึ่งนอกเหนือจากรัฐธรรมนูญต้องหยุด ซึ่งขณะนี้ก็ไม่ชัดเจนว่าจะหยุด เมื่อถามว่า รัฐบาลมองเงื่อนไขการขอให้ยุบสภาฯก่อนที่จะเจรจาอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากจะมีการพูดคุยกันแล้วยื่นคำขาดเอาข้อเรียกร้องเลยเท่ากับไม่ได้มีการพูดคุยกัน ตนถึงบอกว่าถ้าตนไปเสนอว่าต้องอย่างนี้ อย่างนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการยื่นคำขาดระหว่างกันและกันในที่สุดก็จะไม่มีทางมาเจอกัน ฉะนั้นข้อเสนอของเขาเรื่องการยุบสภาฯก็มาคุยกันเรื่องเงื่อนไขการยุบภาฯก็เท่านั้นหากพร้อมที่จะคุยตรงนี้ก็คุยได้

 เมื่อถามว่า ตอนนี้ช่องทางการเจรจาเกิดขึ้นยังไม่ได้ขณะเดียวกันผู้ชุมนุมนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันที่ 27 มีนาคมนี้ห่วงหรือไม่จะมีการยกระดับที่ทำให้เกิดปัญหามากขึ้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของผู้ชุมนุมที่จะชุมนุมในกรอบ แต่ถ้าชุมนุมนอกรอบก็เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายและไม่ได้ช่วยให้ประเทศกลับเข้าสู่ภาวะที่ปกติหรือนำไปสู่ความมั่นใจเรื่องการยุบสภา เพราะยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าการยุบสภาฯนี้อาจจะนำไปสู่ความวุ่นวายยิ่งกว่า

 เมื่อถามว่า สถานการณ์ที่ยังยืดเยื้ออาจจะกระทบต่อความเชื่อมั่นทั้งด้านเศรษฐกิจและอื่นๆ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถูกต้อง เป็นเรื่องที่เราพยายามหาทางออกอย่างต่อเนื่อง และยืนยันว่าเราไม่ได้ไปตั้งข้อรังเกียจในกลุ่มต่างๆที่พยายามเป็นตัวเชื่อม และประเด็นที่จะคุยก็คุยได้ อยากจะคุยกันตนก็คุยได้ แต่ถ้าตั้งต้นเข้ามาบอกว่าต้องหนึ่ง สอง สาม กำหนดฝ่ายตัวเอง อีกฝ่ายและกำหนดข้อยุติด้วยมันก็ไม่รู้จะคุยกันอย่างไร

 เมื่อถามว่าที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้รับผลกระทบ รัฐบาลจะสามารถรักษาความมั่นใจลักษณะนั้นต่อไปได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เศรษฐกิจได้รับผลกระทบแน่นอน เช่น ตัวเลขการท่องเที่ยว ในตลาดจากเอเชียตรงนี้ชัดเจน ฉะนั้นเราไม่ได้นิ่งนอนใจ ขณะเดียวกันเราต้องฟังฝ่ายต่างๆของสังคมด้วย ซึ่งอยากจะบอกว่ามีอีกหลายๆกลุ่มในสังคมซึ่งเขาได้ส่งเสียงผ่านช้องทางต่างๆมาเหมือนกัน ไม่ได้เห็นด้วยกับผู้ชุมนุมหรือเห็นตรงข้ามกับผู้ชุมนุมด้วยซ้ำ ฉะนั้นการตัดสินใจของรัฐบาลต้องเป็นประโยชน์ของทุกฝ่ายจะยึดความต้องการของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ได้

 เมื่อถามว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย บอกว่าจะเดินสายพบพรรคร่วมรัฐบาลขอให้มีการยุบสภาฯ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็เป็นสิทธิ์ที่จะไปคุยกับทางพรรคร่วม เมื่อถามว่าจะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลหวั่นไหวหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องถามพรรคร่วมรัฐบาล แต่วันนี้จากการทำงานร่วมกันตอนเช้าก็มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันชัดเจนดี

 เมื่อถามว่ายังมั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลยังหนุนอยู่ต่อร่วมกันหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ไม่เห็นมีอะไรที่บ่งบอกว่ารัฐบาลไม่เป็นเอกภาพ เมื่อเช้าการทำงานก็เป็นไปด้วยดี อย่างไรก็ตามใครจะคุยกับใครก็ได้ทั้งนั้นไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย

 เมื่อถามว่า นายกฯจะไปคุยกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ด้วยตัวเอง หรือจะส่งตัวแทนไป นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า โดยหลักถ้าจะคุยกับตนเรื่องเนื้อหาสาระก็ควรจะมีคนอื่นไปคุยก่อนในเรื่องของกรอบการพูดคุยกันเหมือนกับที่ทางฝ่ายผู้ชุมนุมที่ก่อนหน้านี้จะส่งนพ.แหวง โตจิราการ มา แต่ตนเข้าใจว่าถ้ามีการพูดคุยกันจริงคงไม่ใช่นพ.เหวง หรอกที่จะคุย หลักการทำงานส่วนใหญ่เป็นลักษณะนี้

 “ กรอบที่จะพูดคุยกันถ้าจะมีการยุบสภาฯควรจะมีการกำหนดแนวทางที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งและนำไปสู่ความสงบจริงๆ ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

 เมื่อถามว่า เป็นไปได้ไหมที่จะมีการยุบสภาและลงสัตยาบันกันก่อน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาคงไม่ใช่เรื่องรูปแบบสัตยาบันหรอก ปัญหาคือเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร เมื่อถามว่าจะปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปแบบนี้อีกนานแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่นานก็จะจบ การกระทำใดๆจะดำเนินการตามความจำเป็น แต่ นปช.ต้องทำอะไรที่อยู่ในกรอบด้วย

พท.นัดส.ส.ประเมินสถานการณ์ที่มูลนิธิ 111 ทรท. ก่อนเข้าสภา

  ผู้สื่อข่าวรายงานจากที่ประชุมพรรคเพื่อไทย โดยมีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้มีการหารือถึงสถานการณ์ทางการเมือง และการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง และการที่รัฐบาลนำกำลังทหาร ตำรวจ ปิดสภาโดยอ้างว่าต้องการดูแลความปลอดภัย ส.ส.หลายคน อาทิ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรคเพื่อไทย ได้ขอหารือจุดยืนการเข้าร่วมประชุมสภาและหารือกันอย่างเคร่งเครียดถึงพฤติกรรมของรัฐบาล โดยนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.อยุธยา ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ได้แจ้งให้ส.ส.ของพรรคไปเจอกันบริเวณประตูทางเข้าประตูหน้าสภา ซึ่งหากทหารยังไม่ถอนกำลังออกจากสภาก็จะไม่ยอมเข้าไปในสภาเด็ดขาด เพื่อแสดงการคัดค้านว่าส.ส.พรรคเพื่อไทยไม่สนับสนุนการเข้ามาลุกล้ำบริเวณรัฐสภา ซึ่งถือว่าเป็นอำนาจนิติบัญญัติของประเทศและเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน โดยที่ประชุมพรรคจึงได้มีมติและได้แจ้งนัดส.ส.ของพรรคทุกคนไปพบที่มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ย่านนางเลิ้ง เวลา 7.00 น. เพื่อประเมินสถานการณ์อีกครั้งหนึ่ง

 นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมพรรคได้มีมติเข้าร่วมประชุมสภาในวันพรุ่งนี้(23 มีค.) เพราะส.ส.ต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชน แม้จะมีการดำเนินการของฝ่ายรัฐบาลที่ใช้กำลังทหารตำรวจ เข้าไปปิดสภาพร้อมจัดรั้วลวดหนาม ซึ่งเท่ากับเป็นการไปก้าวก่ายนิติบัญญัติ ส.ส.ส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะเข้าร่วมประชุมสภา แต่จะนัดหมายไปพบที่กันที่มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย เวลาประมาณ 7.00 น. เพื่อหารือและประเมินสถานการณ์ก่อนที่จะเข้าไปประชุมสภา แต่ถ้าการเข้าไปประชุมสภาแบบไม่มีเกียรติ โดยต้องรอดรั้วลวดหนามไปก็จะต้องมีการพิจารณาและหามาตราการ ตอบโต้การกระทำที่ลุแก่อำนาจของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็จะส่งตัวแทนคือ ประธานวิปรัฐบาลเข้าไปประสานกับรัฐบาล

 นายสุรพงษ์ กล่าวว่า  ได้ตรวจสอบข้อมูลและวิเคราะห์ ร่วมกับพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภา ทราบว่านายชัย ชิดชอบ ประธานสภา น่าจะเป็นคนรับคำสั่งมาจากรัฐบาลให้ทำหนังสือขอกำลังทหารมาอยู่ในสภา แต่นายชัยทำเป็นไม่รู้เรื่อง ตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องที่เอาทหารมาอยู่ในบริเวณพระราชฐาน ดังนั้นนายชัยต้องแสดงความรับผิดชอบ เพราะไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการดำเนินการที่ผิดรัฐธรรมนูญ การห้ามส.ส.ไม่ให้เข้าไปทำงาน