ข่าว

หุ้นปิดบวก10.23จุดสูงสุดรอบ22เดือนเลิกหวั่นม็อบ

หุ้นปิดบวก10.23จุดสูงสุดรอบ22เดือนเลิกหวั่นม็อบ

23 มี.ค. 2553

หุ้นไทยทะยานต่อมาปิดที่ 782.48 จุด บวก 10.23 จุด ถือว่าสูงสุดในรอบ 22 เดือน มูลค่าการซื้อ-ขาย 33,104.95 ล้า เลิกหวั่นม็อบแดงชุมนุม "ณรงค์ชัย อัครเศรณี"ระบุขณะนี้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นแล้ว

(23มี.ค.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปิดตลาดช่วงเช้าวันนี้เพิ่มขึ้น 7.54 จุด หรือ 0.98% มาอยู่ที่ระดับ 779.79 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 17,216.82 ล้านบาท โดยการซื้อขายหุ้นช่วงเช้าวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวในแดนบวก โดยแตะจุดสูงสุดที่ 781.64 จุด และจุดต่ำสุดที่ระดับ 774.78 จุด

หุ้นไทยภาคบ่ายปิดที่  782.48 จุด บวก 10.23 จุด

 การซื้อขายหลักทรัพย์ภาคบ่ายวันอังคาร (23 มี.ค. 53) ณ เวลา 17.00 น. ดัชนีปิดที่ระดับ 782.48 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 10.23 จุด หรือ 1.32% มูลค่าการซื้อ-ขายทั้งสิ้น  33,104.95 ล้านบาท // 5 อันดับ หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด คือ  PTTAR ปิดที่ 30.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท, PTT ปิดที่ 256.00 บาท เพิ่มขึ้น 7.00 บาท, TCAP ปิดที่ 25.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท, IRPC ปิดที่ 4.86 บาท เพิ่มขึ้น 0.22 บาท และ IVL ปิดที่ 16.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.10 บาท
 
  ดัชนี SET 100 ปิดตลาดภาคบ่ายที่ 1,191.98 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 17.41 จุด เปลี่ยนแปลง 1.48% มูลค่าซื้อขาย 30,339.08 ล้านบาท    ดัชนี SET 50 ปิดตลาดภาคบ่ายที่ 554.41 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 7.97 จุด เปลี่ยนแปลง 1.46% มูลค่าซื้อขาย 26,445.90 ล้านบาท ดัชนี MAI ปิดตลาดภาคบ่ายที่ 213.35 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 1.26 จุด เปลี่ยนแปลง 0.59% มูลค่าซื้อขาย 394.26 ล้านบาท ดัชนี FSTHL ปิดตลาดภาคบ่ายที่  959.57 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 13.05 จุด เปลี่ยนแปลง 1.38%

น.ส.วชิราลักษณ์ แสงเลิศศิลปชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยยืนในแดนบวกได้ในภาคเช้าวันนี้ และคาดว่า ช่วงบ่ายก็สามารถยืนได้ต่อ ซึ่งเป็นผลจากที่ตลาดประเมินว่า ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสแรกปีนี้ จะออกมาดีทั้งในแง่รายได้และกำไร รวมทั้งยังมีเม็ดเงินจากต่างชาติไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเริ่มกลับมาดีขึ้น จากตัวเลขการส่งออกที่ออกมาล่าสุด ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้นได้ แม้จะยังคงมีปัญหาการเมือง

 นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นแล้ว แต่อุปสรรคสำคัญคือ ปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงจะกระทบต่อรายได้จากการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้สำคัญ แม้ว่าการชุมนุมจะยังไม่มีความรุนแรงหรือความเสียหายเกิดขึ้น แต่การเตือนให้ระมัดระวังในการเดินทางมาท่องเที่ยวเมืองไทย ก็ทำให้นักลงทุนหายไปจำนวนมาก

 "ไม่ทราบว่าการชุมนุมจะยืดเยื้อนานแค่ไหน น่าเป็นห่วงภาคการท่องเที่ยว ดังนั้น จึงแนะนำให้มีการเจรจาเพื่อหาข้อยุติระหว่างรัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุม โดยขอให้ตัดประเด็นเรื่องตัวบุคคลออกไป เชื่อว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดี" นายณรงค์ชัยกล่าว

 อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนในต่างประเทศต่อไทย ยังอยู่ในระดับสูง จากการที่ได้เดินทางไปร่วมประชุมในต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งนักลงทุนมองว่า การชุมนุมในไทยเป็นไปโดยสงบ สนุกสนาน เหมือนดูคอนเสิร์ต ฉะนั้น ความเชื่อมั่นน่าจะอยู่ในระดับสูง เพียงแต่กังวลต่อความปลอดภัยในการท่องเที่ยวเท่านั้น

 นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การแข็งค่าของเงินบาทไม่น่าจะมีผลกระทบต่อตัวเลขการส่งออกมากนัก เพราะที่ผ่านมาก็เคยมีการศึกษาในเรื่องนี้ และพบว่าการปรับทิศทางของค่าเงิน มีผลต่อการส่งออกน้อยกว่าภาวะการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

 “เท่าที่เคยมีการศึกษากันพบว่า ถ้าภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้น ประเทศคู่ค้ามีความต้องการสินค้ามากก็จะมีการสั่งซื้อสินค้ากันมากขึ้น ส่วนการแข็งค่าของค่าเงินนั้น มีผลต่อการส่งออกอยู่บ้างแต่ก็ไม่เท่ากับภาพรวมของเศรษฐกิจโลก และเราเองก็เปิดให้นักลงทุนสามารถป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่าค่าเงินบาทเราเองก็แข็งค่าขึ้นไปบ้าง แต่การส่งออกก็ยังไปได้ดีอยู่”นางสุชาดากล่าว

 ส่วนเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยนั้น ที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีสูงเป็นอันดับหนึ่งเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเช่นกัน โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยมียอดซื้อสุทธิรวมประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับเกาหลีและอินเดีย ซึ่งมียอดซื้อสุทธิของผู้ลงทุนต่างชาติรวมประเทศละ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

 นางสุชาดา กล่าวด้วยว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินในภูมิภาคเอเชีย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนทั่วโลกที่มองว่าแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีความชัดเจนมากขึ้น ทำให้กล้าที่จะโยกเงินลงทุนจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เพื่อหวังผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นเงินส่วนนี้จึงมีการเข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชียกันมากขึ้นด้วย