ข่าว

ล้าง "สีแดง" ใน 217 หมู่บ้านเป้าหมาย !!

ล้าง "สีแดง" ใน 217 หมู่บ้านเป้าหมาย !!

16 มี.ค. 2552

ท่ามกลางบรรยากาศการฆ่าฟันใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมนี้ เพราะมีทั้งการฆ่าตัดคอ และฆ่าแล้วเผาแบบถี่ยิบ คล้ายจงใจเย้ยรัฐบาลโดยเฉพาะ

 แต่จู่ๆ ก็มีข่าวว่า รัฐบาลกำลังจะส่ง "ทหารพราน" ลงไปอีกกว่า 4,000 นาย ทั้งที่เดิมก็มีกำลังอยู่แล้ว 5-6 หมื่นนาย ซึ่งดูเหมือนจะขัดกับคำประกาศของรัฐบาลก่อนหน้านี้ว่า จะลดกำลังทหารในพื้นที่ลง และจะใช้การเมืองนำการทหารมากขึ้น !!

 ร้อนถึง พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งต้องออกมาอธิบายถึงผลการประชุม กอ.รมน. เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2552 ว่า เป็นไปตามพระราชบัญญัติความมั่นคง (พ.ร.บ.ความมั่นคง) มาตรา 17

 ส่วนการที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าจะมีการเพิ่มกำลังทหารในพื้นที่อีก 4,000 นาย เป็นกำลังทหารพรานจำนวน 28 กองร้อย ที่รัฐบาลชุดก่อนได้อนุมัติหลักการไว้ในช่วงปี 2551

 แต่เมื่อ พ.ร.บ.ความมั่นคง มีผลบังคับใช้ และมีคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาก็ต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น

 กระนั้น แม้รัฐบาลไหนจะเป็นต้นคิด แต่ความสำคัญคือ รัฐบาลชุดนี้ก็ให้ความเห็นชอบด้วย ซึ่งมีนัยสำคัญว่า รัฐบาลเริ่มเห็นคล้อยตามการโน้มน้าวของทหารที่ให้คงกำลังทหารไว้ และเพิ่มกำลังลงไปในหมู่บ้านให้มากขึ้นเพื่อแย่งชิงมวลชนกลับมาจากฝ่ายตรงข้าม

 เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่า ถึงอย่างไรกองทัพก็ยังมี "อำนาจต่อรอง" ที่สูงมากจนยากที่รัฐบาลจะหักหาญน้ำใจได้ง่ายๆ แต่สัญญาณตรงจุดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจมากนัก เพราะรู้กันดีว่า อำนาจของกองทัพสำคัญกับรัฐบาลชุดนี้อย่างไร

 แต่ความน่าสนใจกลับอยู่ที่การ "จัดทัพ" ลงไปในพื้นที่ "หมู่บ้านสีแดง" เพื่อ "รุกเต็มตัว" ของทหารมากกว่า เพราะหากสามารถลดโทนสีให้เป็นเหลืองหรือเขียวได้ การใช้นโยบายการเมือง หรือเศรษฐกิจนำการทหารของฝ่ายการเมืองก็จะทำได้สะดวกโยธินยิ่งขึ้น

 การจัดทัพครั้งล่าสุดของทหารจะจัดกำลังชุดลงไปในหมู่บ้านละ 1 ชุด ประกอบด้วย ทหาร 25 นาย ตำรวจ 2 นาย อรบ.ผสมกับ ชรบ.หมู่บ้านละ 4 นาย ลงไปปฏิบัติหน้าที่ในหมู่บ้านพัฒนาสันติ หรือหมู่บ้าน 3 ส. ซึ่ง กอ.รมน.ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550-2551

 การดำเนินงานในรอบปี 2550-2551 ทหารระบุว่าประสบความสำเร็จในหมู่บ้านสีแดง 50 หมู่บ้าน และในกรอบงบประมาณปี 2551-2552 จะดำเนินการต่อในอีก 217 หมู่บ้านตามยุทธศาสตร์ของ กอ.รมน. คือ การจะแก้ไขปัญหาได้จะต้อง "เอาชนะในระดับหมู่บ้าน" ให้ได้ก่อน

 พ.อ.ธนาธิป ระบุว่า รัฐบาลเข้าใจในสิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงได้อธิบาย โดยเฉพาะกำลังในพื้นที่ที่ประกอบเป็น กอ.รมน. ไม่ได้มีแค่ทหาร แต่มีทั้งตำรวจและพลเรือน การใช้กำลังทหารขณะนี้ที่มีอยู่ก็ยังมีความจำเป็นในการปิดล้อม ตรวจค้น และชุดคุ้มครองต่างๆ ยังต้องมี

 "การจะลดกำลังลงหรือไม่ กองทัพจะพิจารณาดูความเหมาะสมไปตามสถานการณ์ ทั้งนี้กองทัพได้อธิบายโครงสร้างการจัดกำลัง ภาระหน้าที่ต่างๆ ว่าทหารทำอะไรบ้าง เรามี ฉก.ยะลา นราธิวาส และ ปัตตานี ที่จะประสานกับจังหวัดได้โดยตรง ที่ผ่านมาจากการปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาความสงบในพื้นที่ชายแดนใต้ถือได้ว่าสถิติการก่อเหตุลดลงไปกว่าครึ่ง"

 คำชี้แจงแบบกำปั้นหุ้มแพรของโฆษก กอ.รมน.ชัดเจนว่า ผู้ที่กุมยุทธศาสตร์ความมั่นคงตัวจริงใน พ.ศ.นี้ ยังเป็นทหารอยู่

 ตัวเลขกลมๆ ตามโครงสร้างของ กอ.รมน.ในปี 2552 จึงมีกำลังไปกองอยู่ปลายด้ามขวานกว่า 6.6 หมื่นนาย โดยแบ่งเป็นทหาร 3.8 หมื่นนาย ตำรวจ 1.3 หมื่นนาย และพลเรือน 1.5 หมื่นนาย
 ในจำนวนนี้เป็นทหารพรานรวมทั้งสิ้น 76 กองร้อย ประจำอยู่ใน 5 กรมทหารพรานใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ ประมาณ 8,000 นาย

 ที่น่าสนใจคือ กำลังประมาณ 6,000 นาย หรือ 1 ใน 10 ของกำลังทั้งหมดจะกระจายลงไปใน 217 หมู่บ้านสีแดง เพื่อทำสงครามจิตวิทยาเพื่อแย่งชิงมวลชนคืนมาจากกลุ่มก่อความไม่สงบที่กำลังก่อเหตุอย่างหนักเพื่อแย่งชิงมวลชนกลับคืนเช่นกัน

 เดิมพันของกองทัพครั้งนี้จึงสูงยิ่ง เพราะลองได้ทุ่มเทสรรพกำลัง ซ้ำยังได้อำนาจจากรัฐบาลเช่นนี้แล้วยังทำให้สีแดงจางไปจากพื้นที่เป้าหมายไม่ได้ก็แสดงว่านโยบายการทุ่มกำลังทหารครั้งใหญ่อาจไม่ใช่การตอบโจทย์ที่ถูกต้องก็ได้

 เมื่อกองทัพเดินเกม "พลาด" ก็ย่อมเป็นความชอบธรรมของรัฐบาลที่จะลงมาคุมเกม และคุมงบประมาณ แล้วทดลองใช้นโยบายเชิงเศรษฐกิจผ่าน ศอ.บต. แบบเต็มตัว ซึ่งต้องติดตามดูกันต่อไปว่าขุนทหารผู้มากบารมีจะแฮปปี้กับความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้หรือไม่

 

ทีมข่าวความมั่คง