ข่าว

"จรัล-ชินวรณ์"ถกแนวทางเจรจาหาทางออก

"จรัล-ชินวรณ์"ถกแนวทางเจรจาหาทางออก

23 มี.ค. 2553

ในห้วงที่หลายฝ่ายพยายามเพรียกหาแนวทางการเจรจา เพื่อหาทางออกของฝ่ายรัฐบาลกับผู้ชุมนุม นปช.นั้น รายการคม-ชัด-ลึก ทางเนชั่น แชนแนล เมื่อคืนวันที่ 22 มีนาคม ได้หยิบประเด็นร้อนนี้มานำเสนอ ตอน : เจรจาครั้งที่ 1 นปช.-รัฐบาล โดยมีผู้เข้าร่วมรายการสำคัญคือ นายชิน

 นายจรัลกล่าวว่า เหตุที่การเจรจาระหว่างสองฝ่ายไม่สามารถเกิดขึ้นในวันนี้ได้ เพราะเห็นว่าเรื่องอย่างนี้เราจะมาทำกันอย่างง่ายๆ ลวกๆ ไม่ได้ หากสมมติว่ามีการเจรจาเกิดขึ้นมวลชนคนเสื้อแดงคงจะเกิดความสงสัยว่า แกนนำ นปช.แพ้ถึงยอมไปเจรจากับรัฐบาล ในทางกลับกัน คนที่คอยหนุนรัฐบาลก็จะมองว่ารัฐบาลยอมอ่อนข้อให้แก่กลุ่มผู้ชุมนุมจนเกินไป ยืนยันว่าการเจรจากันสามารถเกิดขึ้นได้ พูดคุยกันได้ มีความยืดหยุ่นต่อรองกันได้ เป้าหมายการเจรจา คือ ฝ่าย นปช.ก็ต้องการให้บรรลุถึงการยุบสภา

 ในส่วนรัฐบาลคือ ต้องการให้การชุมนุมสลายตัวไป เห็นว่าการยุบสภาถือว่าเป็นเรื่องเล็กมากๆ ของระบอบประชาธิปไตย เพราะเมื่อรัฐบาลยุบสภาไปแล้วก็เลือกตั้งกันใหม่ โดยคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน ในช่วงเลือกตั้งพรรคการเมืองจะไปหาเสียงอะไรก็สามารถทำได้ไม่มีปัญหา เมื่อเลือกตั้งเสร็จก็ตั้งรัฐบาลใหม่ และพรรคประชาธิปัตย์เข้ารับเลือกตั้งให้เป็นรัฐบาล พวกเราก็พร้อมยอมรับ ซึ่งมั่นใจว่าหลังจากนั้นจะไม่มีเสียงไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกไปอีก

 แกนนำน ปช.รายนี้มองว่า หากจะให้มีการเจรจาเกิดขึ้นได้ ส่วนตัวเห็นว่ารัฐบาลจะต้องยกเลิกประกาศกฎหมายความมั่นคง และให้มีการถอนกำลังทหารและตำรวจ อย่างน้อยๆ ครึ่งหนึ่งของจำนวนเท่าที่มีอยู่ เพราะเราต้องยอมรับว่า ในเวลานี้ตามถนนต่างๆ ในใกล้บริเวณพื้นที่การชุมนุมมีทหารและตำรวจ ทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบเต็มไปหมด เมื่อเห็นบรรยากาศอย่างนี้แล้วการเจรจาคงไม่ดีเท่าไร หากรัฐบาลยกเลิกการประกาศกฎหมายความมั่นคง และถอนทหารและตำรวจออก ก็น่าจะสร้างบรรยากาศการเจรจาดีขึ้น นอกจากนี้ การจัดการวิทยุและโทรทัศน์ที่เป็นสื่อของรัฐ รวมทั้งสื่อของคนเสื้อแดง ก็จะต้องหยุดเช่นกัน ถ้าตราบใดยังคงมีการโจมตีกัน และทำให้ไม่ไว้ใจกัน การเจรจาก็คงจะเกิดขึ้นยาก

 "เชื่อว่าแนวโน้มของสถานการณ์หลังจากนี้เป็นอย่างไร เชื่อว่ารัฐบาลคงจะไม่ยุบสภาอย่างแน่นอน คงจะมีความตึงเครียดกว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมา คาดว่ารัฐบาลจะต้องใช้วิธีการบีบอย่างใดอย่างหนึ่งต่อผู้ชุมนุมอย่างแน่นอน แต่หากรัฐบาลไม่มีการดำเนินอะไร เชื่อว่าการชุมนุมคงจะไม่มีความตึงเครียดแต่อย่างใด ทางกลุ่ม นปช.จะมีการเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 27 มีนาคม สาเหตุที่พวกเราจะต้องมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เพราะเราเห็นว่ารัฐบาลยังคงใจแข็งอยู่" นายจรัลกล่าว

  เมื่อพิธีกรถามว่า หากรัฐบาลประกาศท่าทีออกมาว่าจะยุบสภาวันนั้นวันนี้ การชุมนุมจะยุติหรือไม่ นายจรัลบอกว่า คงจะไม่ยุติ เพราะการพูดคงจะไม่สามารถยืนยันได้ดีเท่ากับการแสดงออกด้วยการกระทำ การชุมนุมของนปช.มีความยืดหยุ่นที่จะสามารถชุมนุมได้ยาวนานเท่าไรก็ได้ หากรัฐบาลไม่สลายการชุมนุม ตนมีความมั่นใจว่าการชุมนุมของ นปช.จะสามารถชุมนุมได้ยาวถึง 6 เดือนอย่างสบายๆ

 ในส่วนตัวแทนของรัฐบาลอย่างนายชินวรณ์ กล่าวว่า เป้าหมายของรัฐบาลในการเจรจาครั้งนี้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้ยุติการชุมนุม แต่สิ่งที่รัฐบาลมีความต้องการในการเจรจาคือ การชุมนุมครั้งนี้ขอให้การชุมนุมของคนเสื้อแดงอยู่ในกรอบ ไม่มีการใช้ความรุนแรง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสาดเลือดที่บ้านนายกฯ หรือที่ทำเนียบรัฐบาล เราต้องยอมรับว่าเป็นการกระทำที่มีความรุนแรง เรื่องการเจรจาเป็นเพียงการเริ่มต้นของกระบวนการที่จะนำไปสู่เรื่องทุกอย่าง

  ถามว่า ข้อเสนอของ นปช.ที่ให้ยกเลิกประกาศกฎหมายความมั่งคงจะไหวหรือไม่ นายชินวรณ์กล่าวว่า สิ่งที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เตรียมเสนอต่อ ครม.ให้ต่ออายุกฎหมายความมั่นคงออกไป เท่าที่ทราบจะมีการลดพื้นที่บางส่วน แต่จะต้องมีการคงไว้ในบางพื้นที่ที่ยังมีความจำเป็นเอาไว้ เรื่องนี้คงจะไม่เกี่ยวกับว่าจะไหวหรือไม่ไหวอะไร ส่วนตัวเห็นว่า หากการชุมนุมตราบใดไม่มีการเคลื่อนย้ายออกจากที่ตั้ง หรือไม่มีการชุมนุมที่เข้าข่ายการปิดกั้น หรือปิดล้อมที่ของเอกชน หรือส่วนราชการ หรือไม่ใช้เวทีไปล่วงละเมิดคนอื่น เรื่องนี้เห็นว่าน่าจะเป็นเงื่อนไขที่น่าจะมีการพูดคุยกันได้ และคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และอาจจะมีมากกว่านั้น คือ อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงก็ได้ เรื่องนี้เราจะต้องมาดูว่า สิ่งที่น่าแปลกใจว่าทำไมประเทศไทยถึงมีประชาชนให้การยอมรับการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เรื่องนี้เหมือนเป็นบริบทที่สร้างให้สังคมเกิดการเรียนรู้จากอดีตที่ผ่านมา

 ทั้งนี้ สิ่งที่มีความเป็นห่วงคือ ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการใช้คำว่าชนชั้น ซึ่งการหยิบยกในเรื่องนี้อาจจะนำไปสู่การแตกแยกที่ร้าวลึกในสังคมไทยได้ และถือว่าเป็นเรื่องที่น่าอันตรายอย่างยิ่ง วันหนึ่งคนอย่างตน หรือแม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็จะต้องจากไป แต่แนวความคิดที่สร้างให้เกิดว่าไม่มีความเป็นธรรม และการแบ่งแยกชนชั้นในสังคม สิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นเรื่องที่แปลก คือ ทำไมคนที่ถูกมองว่าเป็นคนเลวในสายตาคนกลุ่มหนึ่ง แต่กลับถูกเชิดชูจากคนอีกกลุ่มหนึ่ง เรื่องอย่างนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นในสังคมประชาธิปไตย เพราะจะต้องเคารพความเห็น และความแตกต่างของแต่ละฝ่าย ส่วนปัญหาที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้าง หรือปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติสองมาตรฐาน เรื่องอย่างนี้รัฐบาลพร้อมที่จะรับฟัง และพร้อมที่จะปรับปรุง เพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

 "ยืนยันได้ว่า นายกฯ อภิสิทธิ์เป็นนักประชาธิปไตยคนหนึ่ง ทำงานการเมืองมากนานถึง 17-18 ปีมาแล้ว ส่วนข้อกล่าวหาที่นายกฯ อภิสิทธิ์ได้รับอำนาจมาโดยไม่ชอบธรรม หากจะย้อนกลับไปกระบวนการได้มาถึงอำนาจก็เหมือนกับนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หากจะถามตามความเป็นจริงแล้ว หากเราจะอดทนกันรัฐบาลเหลือเวลาเพียงปีกว่าก็จะหมดอายุแล้ว แต่เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งมองว่าการยุบสภาเป็นคำตอบ คำถามหลังจากนี้คงจะต้องถามว่า เมื่อยุบสภาไปแล้ว จะมีข้อเรียกร้องอะไรอีกหรือไม่ มั่นใจว่าข้อเสนอในการเจรจา หากเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นไปตามกฎหมาย และทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ เชื่อว่าคนอย่างนายกฯ ก็พร้อมยอมรับเหตุดังกล่าว" นายชินวรณ์ กล่าว  

 เมื่อถามว่า ถ้าหากการยุบสภาภายใน 3 เดือน กับการยุบสภาจนรัฐบาลอยู่ครบวาระ จะมีความแตกต่างกันหรือไม่ นายชินวรณ์ชี้ว่า การยุบสภาก่อนหมดวาระ หรือยุบสภาตามวาระ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่เราจะต้องตั้งคำถามต่อไปหลังจากนี้ คือ เมื่อยุบสภาไปแล้วจะนำไปสู่ความสงบ และสันติ และยอมรับกฎกติกาหรือไม่  ที่สำคัญทุกพรรคการเมืองจะสามารถลงพื้นที่หาเสียงได้อย่างอิสระหรือไม่ ส่วนประเด็นเรื่องใครจะได้เสียงมากน้อยกว่ากันนั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญ หากเราไม่ยอมรับกฎกติกาตามหลักประชาธิปไตย สิ่งที่เราควรจะต้องทำหลังจากนี้ คือ การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และทุกฝ่ายยอมรับหลักกติกาของประชาธิปไตย ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ผุ้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากจบรายการบุคคลทั้งสองได้ทักทายและจับมือกัน