ข่าว

โลกที่(ไร้)ความยุติธรรมของตำรวจ

โลกที่(ไร้)ความยุติธรรมของตำรวจ

24 มี.ค. 2553

“หัวโต๊ะต้องไม่ใช่การเมือง” ถ้อยคำส่วนหนึ่งที่ดิฉันให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเมื่อถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องราวของจ่าเพียร การพูดคุยใช้เวลาประมาณ 20 นาทีจากเดิมที่ตั้งใจจะพูดคุยแลกเปลี่ยน 5 ประเด็นถูกลดลงเหลือเพียงหนึ่งประเด็นเมื่อเราเริ่มต้นพูดคุยเกี่ยวกั

 ดิฉันเกิดข้อสงสัยเมื่อการสัมภาษณ์สิ้นสุดลง ผู้สัมภาษณ์ได้โทรศัพท์กลับมายังดิฉัน พร้อมกับสอบถามว่าดิฉันต้องการให้ตัดประโยคใดออกหรือไม่ ดิฉันเพียงแต่นำเสนอข้อมูลจากภาคสนามใจความว่า ภารกิจของตำรวจคือการพิทักษ์สันติราษฎร์ รักษาความมั่นคงปลอดภัยให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนมิใช่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งหรือกลุ่มใครกลุ่มหนึ่ง

 ดิฉันเสนอว่าสถานะของการเมืองไทยปัจจุบันเปรียบเสมือนน้ำเน่าที่จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปปรับเปลี่ยนและปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมืองมีความเกี่ยวข้องกับองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ถึงแม้ว่าจะเกี่ยวข้องแต่ก็ไม่จำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซงจนอาจเรียกได้ว่า ครอบงำองค์กรภาครัฐ อย่างเช่นองค์กรตำรวจคือหนึ่งในภาพสะท้อนที่แสดงให้เห็นว่าการเมืองได้เข้ามาครอบงำแทรกแซงจนกระทั่งส่งผลกระทบอย่างมากในประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ แม้กระทั่งผู้นำสูงสุดแท้ๆ ยังต้องอยู่ในภาวะรักษาการณ์

 ความล้มเหลวที่ทำลายขวัญและกำลังใจคนทำงานที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดและเป็นผลกระทบมาจากการกระทำของภาคการเมืองคือระบบการแต่งตั้งและโยกย้ายตำรวจที่ผ่านมา มิใช่มีเพียงกรณีของจ่าเพียรเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น วันดีคืนดีมีคำสั่งออกมาว่านายตำรวจระดับสารวัตรได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้กำกับสถานีตำรวจแห่งหนึ่งต่อมาอีกไม่ถึงสองเดือนมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งสารวัตรคนเดิมถูกลดชั้นกลับมาเป็นสารวัตรเหมือนเดิม ส่วนคนที่ครั้งแรกไม่ได้ขึ้น (เลื่อนตำแหน่ง) กลับกลายเป็นได้เป็นรองผู้กำกับแทน “สิ่ง” ที่ถูกสั่งมาจากภาคการเมืองสร้างความอึดอัด อิหลักอิเหลื่อให้ผู้นำองค์กรจนไม่สามารถบังคับบัญชาได้ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่นับได้ว่าสำคัญที่สุดถูกแทรกแซงจนล้มเหลวทำลายระบบคุณธรรมในการทำงาน (ที่กล่าวว่า คนทำดีต้องได้ดี) ลงอย่างสิ้นเชิง

 “แต่ก่อนบอกได้เลยว่าคนนี้ได้ขึ้นเพราะทำคดีสำคัญอะไรไว้” นายตำรวจมือปราบเล่าถึงประวัติศาสตร์เมื่อคราวที่ระบบการเลื่อนตำแหน่งยังคำนึงถึงผลงานอยู่บ้าง แตกต่างจากปัจจุบัน ”ชี้ตัวได้เลยว่าคนนี้จ่ายมาเท่าไหร่ เรียกได้เลยว่าเป็นระบบประมูล น่าไม่อายที่จะนิยามตัวตนเลยว่าฉันคือคนของการเมืองพรรคนั้นพรรคนี้” กล่าวโดยสรุปคือดิฉันพยายามเรียกร้องให้ประชาชนทวงตำรวจคืนจากภาคการเมืองเพื่อให้ตำรวจกลับมาเป็นตำรวจของประชาชน

 การเมืองไทยที่จะต้องพัฒนาให้พ้นไปจากระบบอุปถัมภ์และความสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนนั้น หากยังครอบงำองค์กรตำรวจซึ่งมีบุคลากรจำนวนมากที่กระจายอยู่ในชุมชน อยู่ใกล้ชิดประชาชนและผลประโยชน์จะทำหน้าที่ในฐานะต้นธารของกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร

 ทำไมในสายธารของกระบวนการยุติธรรมทั้งในส่วนของอัยการ และผู้พิพากษาไม่มีการเมืองนั่งหัวโต๊ะ การปรับโฉมโครงสร้างตำรวจในส่วนของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ต.ร.) ให้ปลอดพ้นจากการเมืองเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งหรือไม่ที่จะทำให้ระบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรตำรวจเป็นไปอย่างยุติธรรมและมีคุณธรรมมากขึ้น ภารกิจในการรักษาความยุติธรรมนั้นผู้ปฏิบัติงานสมควรที่จะต้องได้รับความยุติธรรมด้วยเช่นกัน

ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข