
เตรียม8.7พันล้านประกันรายได้รอบ2ธ.ก.ส.เร่งทำสัญญา-โชว์สำรวจชาวนาพอใจ72%
ธ.ก.ส.เร่งทำสัญญากับผู้ปลูกข้าวนาปรัง ไม่รอใบรับรองจากกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดทางเลือกใช้สิทธิ 3 แนวทาง คาดใช้เงินกว่า 8,700 ล้าน หลังชาวนาแห่เข้าโครงการเกินคาด เผยชาวนาพอใจประกันรายได้กว่า 72%
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยถึงการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรปีการผลิต 2552/53 เฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังว่า ขณะนี้มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนเข้าร่วมโครงการกว่า 6 แสนราย สูงกว่าเป้าหมายที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรกำหนดไว้ที่ 4.8 แสนราย และผ่านการทำประชาคมแล้ว 3.39 แสนราย แต่มีการทำสัญญากับ ธ.ก.ส.แล้วราว 4.6 หมื่นราย เนื่องจากกรมส่งเสริมการเกษตรต้องตรวจสอบอย่างรัดกุมว่ามีพื้นที่เพาะปลูกจริงหรือไม่ เนื่องจากฐานข้อมูลเดิมมีพื้นที่เพียง 12 ล้านไร่ แต่ที่ขึ้นทะเบียนรอบ 2 มีถึง 14 ล้านไร่
“ที่ผ่านมายอมรับว่ามีเกษตรกรทำสัญญาได้ค่อนข้างน้อย เนื่องจากยังไม่ได้ใบรับรองจากกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวจึงทำหนังสือแจ้งไปยังทุกสาขาให้สามารถจัดทำสัญญาให้เกษตรกรที่ผ่านการทำประชาคมไปก่อน ซึ่งในส่วนของ 3 แสนกว่ารายน่าจะเสร็จภายในเดือนเมษายนนี้ เพื่อให้เกษตรกรคลายความวิตกกังวล” นายลักษณ์ กล่าว และว่า การประกันราคารอบ 2 นี้ คาดว่าจะใช้เงินชดเชยส่วนต่าง 8,700 ล้านบาท
นอกจากนี้ รัฐบาลยังยืดหยุ่นแนวทางการใช้สิทธิถึง 3 ทางเลือก คือ 1.ทำสัญญาแล้วเกษตรกรสามารถเลือกกำหนดวันใช้สิทธิได้ทันที 2.เกษตรกรกำหนดขอใช้สิทธิในภายหลัง และ 3.แม้จะกำหนดวันใช้สิทธิแล้วแต่ต้องการเปลี่ยนใหม่ให้มาแจ้งเปลี่ยนได้ก่อนถึงกำหนดวันที่ใช้สิทธิเดิม 3 วัน
จากผลสำรวจความคิดเห็นของเกษตรกรต่อโครงการประกันรายได้เทียบกับโครงการรับจำนำเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าวพบว่า มีความพึงพอใจและเห็นว่าโครงการประกันราคาดีกว่า 72.3% และส่วนที่เห็นว่าโครงการรับจำนำดีกว่ามี 17.2% ที่เหลืออีก 10.5% ไม่มีความเห็น อย่างไรก็ตาม ส่วนของโครงการประกันรายได้มีเกษตรกรได้รับประโยชน์ถึง 4,099,021 ราย โดยรัฐใช้งบชดเชยและการดำเนินงานเพียง 33,449 ล้านบาท ขณะที่โครงการรับจำนำมีเกษตรกรได้รับประโยชน์เพียง 882,530 ราย แต่รัฐบาลใช้งบในการดำเนินงานถึง 108,706 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม จากปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นช่วงนี้ จึงกำชับให้ทุกสาขาสอบถามเกษตรกรที่ขอสินเชื่อเพาะปลูกด้วยว่ามีปัญหาเรื่องแหล่งน้ำเพียงพอหรือไม่ หากไม่เพียงพอก็จะแนะนำให้เปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ใช้น้ำน้อยกว่าแทน เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง เพราะปลูกข้าวอาจมีความเสี่ยงมากกว่า แต่หากเกษตรกรยืนยันจะปลูกข้าวและมีการทำสัญญาเข้าโครงการประกันราคาแล้วเกิดปัญหาในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตก็มีสิทธิได้รับเงินชดเชยส่วนต่างราคาด้วยเช่นกัน



