ข่าว

"ก่อนจะเจรจา"

"ก่อนจะเจรจา"

23 มี.ค. 2553

การเจรจาระหว่างคนเสื้อแดงกับรัฐบาล เป็นเรื่องที่พูดกันมาก แต่ไปไม่ถึงไหน ด้วยเหตุผลสองสามประการ

 ประการแรก ฝ่ายเสื้อแดงก็ยืนยันว่าการยุบสภาเป็นข้อเสนอเดียว และเป็นข้อเสนอที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่เรื่องของการต่อรอง ประเด็นของการต่อรองมีเพียงแค่เรื่องของว่าจะยุบเมื่อไหร่เท่านั้น

 ประการที่สอง แม้ฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่าพร้อมเจรจา แต่นายกฯ ไม่ได้เจรจาเอง ซึ่งทำให้ฝ่ายแดงเองก็ไม่อยากเจรจาด้วย เพราะอยากเจรจากับนายกฯ ไม่ใช่กับตัวแทนซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ว่ามีอำนาจแค่ไหน

 ประเด็นนี้อาจจะมีลักษณะไม่เหมือนกับทางฝั่งเสื้อแดง ที่ดูเหมือนว่าสามารถอธิบายได้ว่าใครเป็นแกนนำและผู้สามารถตัดสินใจได้ แม้อาจจะมีการกล่าวหาคนเหล่านั้นต้องฟังคำสั่งจากทักษิณเช่นกัน แต่ก็ดูเหมือนกับว่าแกนนำนั้นมีความสามารถในการนำและการตัดสินใจได้ในระดับหนึ่ง

 ประการที่สาม นอกจากนายกรัฐมนตรีไม่ได้เจรจาเองแล้ว ยังไม่หยุดที่จะออกมาใช้วิธีสื่อสารกับฝ่ายสนับสนุนตัวเองด้วยการออกโทรทัศน์ผ่านการดึงเอาพิธีกรรายการต่างๆ มาเป็นพวก ซึ่งกรณีนี้ผมเห็นว่าอาจจะไม่เป็นคุณกับตัวนายกรัฐมนตรีเอง (ซึ่งผมอาจจะเห็นต่างจากทีมงานของนายกฯ ที่อาจจะเชื่อว่างานมวลชนนั้นทำไม่ยาก แค่มีพิธีกรมาช่วยก็น่าจะโอเค)

 เรื่องที่สำคัญก็คือ การเจรจานั้นจะเป็นผลได้ยาก ถ้ายังไม่สามารถก้าวพ้นปัญหาสำคัญประการหนึ่งไปได้ นั่นก็คือเรื่องของ "ความเป็นตัวแทนต่อประชาชน" ของคุณอภิสิทธิ์ และของคุณทักษิณ

 เพราะเรื่องที่ทำให้เราไปถึงทางตันในวันนี้เรื่องหนึ่งนั่นก็คือ เรื่องของความถูกต้องทางกฎหมาย ที่ต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าตัวเองถูกต้อง

 ฝ่ายคุณอภิสิทธิ์ ก็เชื่อว่าตนนั้นมีความชอบธรรมในการเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะมาถูกต้องตามกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ แถมยังเชื่อว่าตนมีสิทธิในการควบคุมความไม่สงบในสังคม โดยอ้างคำตัดสินของศาล (ปกครอง) เสียอีก

 ฝ่ายคุณทักษิณ ก็เชื่อว่าตนนั้นมีความชอบธรรมในการเป็นนายกรัฐมนตรี และไม่ได้โกง เรื่องทั้งหมดเกิดจากการรัฐประหาร และระบบอำมาตย์ แถมยังเชื่อว่าเสียงข้างมากคือความถูกต้องเสมอ

 ผมจะไม่ขอตัดสินว่าใครถูก เพราะว่าเมื่อเราพูดถึงเรื่องการเจรจานั้น เราไม่ได้ว่าด้วยเรื่องของความถูกต้องอย่างเดียว แต่เรากำลังพูดถึงการพูดจากันผ่านความเข้าอกเข้าใจของทั้งสองฝ่าย และในขณะเดียวกัน หากผมบอกว่าใครถูกในครั้งนี้ ผมก็คงไม่สามารถสื่อสารกับทั้งสองฝ่ายได้ เพราะจะถูกผลักให้อยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือถูกผลักให้อยู่ในฝ่ายที่ไม่มีฝ่ายเข้าไปอีก

 ประเด็นอยู่ที่ว่า การเจรจาจะเป็นไปได้ยาก ถ้าคุณอภิสิทธิ์เองไม่สามารถอธิบายว่าเขาเชื่อมโยงกับมวลชนที่ไม่เอาเขาได้อย่างไร เพราะว่าคำอธิบายที่คลุมเครือว่า ประชาชนมีสิทธิชุมนุม แต่ไม่มีสิทธิใช้ความรุนแรง ไม่มีสิทธิละเมิดตัวเขา และไม่มีสิทธิกดดันเรื่องทักษิณนั้น ไม่สามารถสื่อสารกับคนเสื้อแดงได้เลย ตราบใดที่คุณอภิสิทธิ์ ไม่สามารถอธิบายได้ว่า เขาเป็นตัวแทนของ (และเชื่อมโยงกับ) ประชาชนเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะการบอกว่าเขามาถูกต้องตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้อธิบายความสัมพันธ์ของคนกับคน แต่อธิบายความสัมพันธ์ของคนกับกฎหมาย และกฎหมายในการบังคับคนเสียมากกว่า

 ในทางตรงข้าม คุณทักษิณ เองก็ต้องอธิบายความถูกต้องและความเป็นตัวแทนของเขาไปยังคนที่ไม่เห็นด้วยและต่อต้านคุณทักษิณได้ด้วย

 การจะมายืนยันว่าไม่ได้โกง ทั้งที่มีความคลางแคลงใจกันทั้งประเทศก็เป็นปัญหาไม่น้อยไปกว่าการที่คุณอภิสิทธิ์บอกว่ามาถูกต้องแต่พูดกับผู้ชุมนุมไม่ได้ ซึ่งกรณีนี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่สมมติว่าคุณทักษิณจะยังเชื่อจริงๆ ว่าตัวเองนั้นถูก และไม่ได้โกง คุณทักษิณก็ควรจะลองคิดใหม่ว่า ถ้าคุณทักษิณยังมีแนวร่วมคือพวกที่ไม่เอารัฐประหารแต่ไม่ชอบการบริหารสไตล์คุณทักษิณ ที่ไม่ค่อยจะเห็นหัวคนอีกกลุ่มสักเท่าไหร่ ประเด็นท้าทายก็คือว่าจะไม่เป็นการดีกว่าหรือที่คุณทักษิณเองก็ควรจะพยายามเข้าถึงคนเหล่านั้นมากว่าการปฏิเสธและเชื่อในความถูกต้องของการปกครองด้วยจำนวนตลอดเวลา?

 สรุปง่ายๆ ก็คือ เรื่องสำคัญไม่ใช่การเจรจา หรือสานเสวนาอะไรให้มันวุ่นวายและกลายเป็นทาสของกฎเกณฑ์ กระบวนการและคนกลาง แต่เป็นเรื่องของการที่ผู้นำทั้งสองคนจะต้องพูดกับมวลชนของอีกฝ่ายหนึ่งให้ได้ต่างหาก