
การเมืองกับคดีอาญา
วันนี้เราต้องยอมรับว่า คนไทยได้แบ่งออกเป็น 2 สีอย่างชัดเจน
การชุมนุมคนเสื้อแดงกำลังดำเนินไปตามบทที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กำกับเพื่อล้มอำมาตย์ทวงคืนอำนาจและเงินที่ถูกยึดไปว่า 4 หมื่นล้านบาท
สำคัญกว่านั้นเป้าหมายของอดีตนายกฯ คือ ต้องการล้มคดีทั้งหมด ซึ่งขณะนี้มีโทษจำคุกค้ำคออยู่ 2 ปีในคดีที่ดินรัชดาฯ ยังมีอีกหลายคดีที่อยู่ในชั้นศาล
วิดีโอลิงก์ที่อดีตนายกฯ ส่งเสียงปลุกเร้าพลพรรคเสื้อแดงทุกวัน ล้วนล่อแหลมต่อความผิดทางอาญารวมถึงความมั่นคง
หลายครั้งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่าเข้าข่ายความผิด บางส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสียหาย เช่น การนำคลิปเสียงที่ถูกตัดต่อไปเปิด การนำเลือดไปปาที่บ้านพักส่วนตัว กำลังเตรียมดำเนินคดี
โดยธรรมชาติของม็อบต้องมีการปลุกเร้าผู้ชุมนุมสร้างอารมณ์ร่วม ใช้ภาษากาย น้ำเสียงภาษาที่ดุดัน เพื่อเรียกความสนใจ การใช้เหตุผลหรือข้อเท็จจริงประกอบน้อยมาก
ที่ผ่านมาชาวบ้านเกิดอาการเลี่ยนทั้งฝ่ายเสื้อเหลือง เสื้อแดง ไม่อยากฟังประเภทปั้นน้ำเป็นตัว บวกกับการเผาบ้านป่วนเมือง
จึงเกิดเสียงเรียกร้องว่า ครั้งนี้ควรใช้แนวทางสันติในการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มเสื้อแดง เป็นความปรารถนาของชาวบ้านเพื่อให้สงบ
เงื่อนไขที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอยากเห็นคือ แยกการเมืองออกจากคดีอาญา ต้องไม่มีเงื่อนไขของอดีตนายกฯ เข้ามามีส่วนในการเจรจาสงบศึก ต้องไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการแก้กฎหมาย หรือการใช้รัฐสภาเพื่อช่วยเหลือคนคนเดียว ไม่งั้นปัญหาไม่จบ
แกนนำคนเสื้อแดงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเหมือนกับเสื้อเหลือง คดีต้องไม่ล่าช้าและเสมอภาค
ข้อต่อรองเพื่อให้นายกฯ อภิสิทธิ์ ยุบสภาหรือลาออก ต้องเป็นเงื่อนไขที่ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ
ถ้าแยกสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ไม่ว่าม็อบสีไหนออกมาเคลื่อนไหวก็ยากที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจะยอมรับ
บทบาทสำคัญในการหยุดวิกฤติประเทศต้องใช้กลไกทางกฎหมาย แต่ในขณะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้นธารกลับเสียศูนย์ไร้ผู้นำ ถูกแทรกแซงจากการเมืองอย่างหนัก เมื่อกลไกกฎหมายฟ่อ เลยปลุกระดมม็อบให้เผาบ้านเผาเมืองกันตามชอบ
วันนี้หากแยกการเมืองออกจากกฎหมายไม่ได้ อนาคตประเทศไทยต้องมีมากกว่า 2 สี ถึงเวลานั้นไม่ต้องมีกระบวนการยุติธรรม ก็คงไม่เป็นไร !!



