ข่าว

มือสมัครเล่น+มือเอ็ม 79 = อาร์พีจี!!

มือสมัครเล่น+มือเอ็ม 79 = อาร์พีจี!!

22 มี.ค. 2553

ได้ฤกษ์ที่ "ฮาร์ดคอร์" จะป่วนกรุงอย่างเป็นทางการเสียที หลังจากมีมือมืดยิงจรวด "อาร์พีจี" หวังจะให้หล่นตูมที่กระทรวงกลาโหม แต่เดชะบุญที่ลูกระเบิดเจ้ากรรมดันพุ่งไปติดสายไฟแล้วตูมตามขึ้นเสียก่อน

 แต่กลายเป็นมืออาร์พีจีที่เจอแรงระเบิดเจาะเกราะอัดเข้าเต็มเปา เล่นเอาเจ็บปางตาย เรียกได้ว่า "กรรมติดจรวด" จริงๆ !!

 ผู้เชี่ยวชาญอาวุธในกองทัพที่เกาะติดข่าวตั้งแต่ต้น ฟันธงเปรี้ยงว่า คนที่ลงมือยิงจรวด "อาร์พีจี" เที่ยวนี้ต้องเป็นพวก "มือสมัครเล่น" เพราะมืออาชีพจริงๆ คงไม่บ้าระห่ำ หรือสิ้นคิดขนาดนี้

 "หลักการยิงอาร์พีจีจะต้องยิงประทับบ่า ต้องยิงในที่โล่ง ไม่มีสิ่งกีดขวาง และต้องเว้นระยะปลอดภัยด้านหลังไว้อย่างน้อย 25 เมตร มิเช่นนั้นคนยิงเอง รวมทั้งคนที่อยู่ด้านหลัง จะต้องบาดเจ็บหนัก หรือตายแน่นอน"

 เขาเปรียบให้เห็นชัดยิ่งขึ้น เพื่อให้เห็นถึงอานุภาพแรงอัดของอาร์พีจีว่า เท่าที่ดูจากสภาพรถที่เสียหายทั้งกระจกแค็บ และกระจกข้างด้านซ้ายที่แตกทั้งบาน รวมทั้งสภาพความเสียหายในตัวรถ แสดงว่าคนยิงต้องยิงในรถแน่นอน

 "ผมไม่รู้ว่าคนยิงจะรู้หรือเปล่าว่าทำอะไรลงไป เพราะถ้ายิงจากในรถแบบนี้ก็ไม่ต่างกับทหารตำรวจที่เจอระเบิดในภาคใต้"

 นอกจากจะไม่รู้ซึ้งถึงอานุภาพจากแรงอัดจนทำให้ตัวเองเจ็บหนักแล้ว ยังไม่รู้ถึงหลักการยิงอาร์พีจีที่ต้องยิงตรงๆ เข้าสู่เป้าหมาย ไม่ใช่ยิงเป็นวิถีโค้งเหมือนยิงเอ็ม 79

 "ปกติการยิงอาร์พีจีจะไม่ยิงวิถีโค้ง เพราะไม่สามารถควบคุมจุดตกได้ ส่วนหัวระเบิดของอาร์พีจีก็ไวต่อสิ่งตกกระทบมาก แค่ละอองฝนมาโดน หรือตกกระทบกิ่งไม้ก็ระเบิดแล้ว"

 ที่มาของอาร์พีจีนั้น เขาเชื่อว่า ไม่น่าจะหลุดมาจากกองทัพ เพราะกองทัพบกเลิกใช้อาร์พีจีมานานเกิน 10 ปีแล้ว เนื่องจากความล้าสมัยของอาวุธที่ต้องขึ้นอยู่กับฝีมือ และประสบการณ์ของคนยิงเป็นหลัก ปัจจุบันจึงใช้ "จรวดนำวิถี" ที่มีความแม่นยำสูงมากแทน

 อย่างไรก็ตาม ถ้าตั้งสมมติฐานว่า อาวุธชนิดนี้น่าจะหลุดมาจากกองทัพก็น่าจะเป็นไปได้ในทฤษฎีเดียว คือ มาจากเหตุระเบิดคลังแสงที่ จ.นครราชสีมา เมื่อ 8 ปีก่อน ซึ่งทำให้อาวุธที่เก็บไว้ รวมทั้งอาร์พีจีกระจัดกระจายในพื้นที่ข้างเคียงจำนวนมาก

 ดังนั้น จึงอาจเป็นไปได้ที่ชาวบ้านพบเห็นจรวดอาร์พีจีที่ตกหล่นอยู่ แล้วนำไปขายให้ทหารบางส่วน หรือพวกที่นิยมสะสมอาวุธ ทำให้เกิดการหลุดลอดเข้าไปในขบวนการค้าอาวุธสงคราม

 ส่วนทฤษฎีที่ดูจะเป็นไปได้มากกว่า คือ การไปซื้อจากพวกชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนด้านทิศเหนือ และทิศตะวันตก รวมทั้งตามแนวชายแดนด้านตะวันออก

  เขากระซิบว่า ถ้าอยากรู้ว่า ที่มาของจรวดมาจากไหน ก็ให้ดูว่า แพนครีบหางลูกระเบิด หรือฝาครอบส่วนขับเคลื่อนลูกระเบิดที่เป็นปลอกอะลูมิเนียมบางๆ ยาวประมาณ 1 นิ้วครึ่ง สลักอะไรไว้บ้าง

 ชิ้นส่วนทั้งแพนครีบหาง และปลอกอะลูมิเนียม จะไขปริศนาได้ชัดเจนว่า อาร์พีจีนี้ท่านได้แต่ใดมา !?

 สำหรับคำถามที่คนสนใจว่า ถ้าระเบิดเจ้ากรรมไม่โดนสายไฟเสียก่อน อานุภาพทำลายล้างจะรุนแรงแค่ไหนนั้น เขาก็ให้ความรู้ว่า หัวกระสุนอาร์พีจีจะมี 3 ชนิด คือ 1.กระสุนเจาะเกราะ 2.กระสุนระเบิดเพลิง 3.กระสุนลูกระเบิดสังหาร ซึ่งแต่ละชนิดก็มีอานุภาพแตกต่างกันไป

 "ถ้าเป็นระเบิดสังหารธรรมดาก็จะเหมือนเอ็ม 79 คือตกแล้วสะเก็ดกระจายไปทั่ว แต่อานุภาพจะร้ายแรงกว่ามาก คือ มีระยะหวังผลถึง 200 เมตร ใครโดนสะเก็ดเข้าก็รอดยาก ส่วนถ้าเป็นระเบิดเพลิงก็จะสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง และเกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง

 แต่ถ้าเป็นกระสุนเจาะเกราะจะมีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงที่สุด เพราะชื่อก็บอกแล้วว่าเจาะเกราะ คือ เจาะทำลายรถถัง หรือบังเกอร์ขนาดใหญ่ แต่ถ้าเป็นตึกเก่าๆ อย่างกระทรวงกลาโหมก็มีสิทธิ์พังลงมาทั้งหลังได้เหมือนกัน"

 สอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญในชุดพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) ของตำรวจ ซึ่งมองตรงกันว่า มือยิงน่าจะเป็นพวกมือสมัครเล่น

 ที่สำคัญ คือ น่าจะเป็นกลุ่มเดียวกับที่ตระเวนยิงเอ็ม 79 ไปทั้งเมือง แต่พอเปลี่ยนจากเอ็ม 79 มาเป็นอาร์พีจี กลับไม่ทราบถึงความร้ายแรงที่แตกต่างกันของอาวุธทั้ง 2 ชนิด

 "เครื่องยิงเอ็ม 79 เวลายิงจะไม่มีพลังงานออกมาเหมือนกับอาร์พีจี ที่จะมีแก๊สจำนวนมากพุ่งออกมาท้ายลำกล้องขณะยิง จึงเชื่อว่าคนร้ายน่าจะนั่งยิงจากในรถ แรงอัดจากท้ายลำกล้องจึงทำให้กระจกแตกหลายบาน" เขาอธิบายในสิ่งที่มือยิงควรจะรู้

 ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ทำให้เขาฟันธงโดยไม่ลังเลว่า คนร้ายน่าจะยิงอาร์พีจีไม่เป็น ส่วนเบาะแสคนร้ายทราบว่ามี 2 คน โดยคนยิงถนัดซ้าย ขณะที่พาหนะที่ใช้ก็เป็นรถที่จำนำไว้ที่บ่อนแห่งหนึ่งใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

 เบาะแสที่ชัดเจนขนาดนี้ ทั้งพยานในที่เกิดเหตุ รวมทั้งพยานในโรงพยาบาลที่คนร้ายเข้าไปรักษาตัวทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่า น่าจะลากคอ "แก๊งเอ็ม 79+อาร์พีจี" ที่คิดร้ายทำลายล้างบ้านเมืองได้ไม่ยาก


ทีมข่าวความมั่นคง