
ส.ว.ถกเครียดปัญหาสถานการณ์การเมืองนานาทัศนะ
ส.ว. ถกปัญหาสถานการณ์การเมือง "คำนูณชี้ เสื้อแดง-เสื้อเหลือง ออกมาชุมนุมเพราะเห็นปัญหาเหมือนกัน จี้นายกฯอย่าซุกกองทัพ ออกจากราบ 11 บริหารประเทศ แนะ รบ.บริหารการชุมนุมโดยเจรจามี 4 ขั้น ด้าน ส.ว.นครศรีธรรมราช ชี้ รบ.ต้องมองก้าวผ่านตัวทักษิณ ด้าน ส.ว.สิงห์
(22มี.ค.) ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา มีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในการประชุม โดยที่ประชุมได้มีการอภิปรายถึงสถานการณ์การเมือง โดยนายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ขณะนี้มีหลายกลุ่มที่อาสาเข้ามาช่วยเจรจา ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กลุ่มสันติวิธีนำโดยนายโคทม อารียา หรือแม้แต่ส.ว.บางส่วน ซึ่งเป็นความปรารถนาดี แต่ก็ยังมีคำถามว่า ประเด็นการเจรจาคืออะไร ไม่ว่าจะเป็น การยุบสภา การสร้างรัฐไทยใหม่ การนำรัฐธรรมนูญ 40 กลับมาใช้ การนิรโทษกรรมให้ใครบางคน ซึ่งแบบนี้คงไม่ใช่ แล้วถ้าเจรจาไปแล้วคนที่อยู่ที่ประเทศมอนเตรเนโกรไม่ยอมรับแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
“ การเจรจาต้องมีจุดที่แตกต่างกันน้อยที่สุดถึงจะเจรจาได้ แต่นี่เป็นการเจรจาระหว่าง ความถูกต้องกับความไม่ถูกต้อง ความชอบธรรมกับความไม่ชอบธรรม ความมีเหตุผลกับความไม่มีเหตุผล ประโยชน์ของคนคนเดียวกับประโยชน์ของแผ่นดิน ถามว่า ฝ่ายหนึ่งเอาเลือดสาดถนน กับอีกฝ่ายพร้อมเจรจา แบบนี้จะไปเจรจาอย่างไร ผมจึงเห็นว่า การเจรจาคงเป็นแค่ความพยายาม แต่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จริง” นายประสารกล่าว
นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา อดีตประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางสร้างความสมานฉันท์ทางการเมืองของสังคมไทย กล่าวว่า วุฒิสภาควรทำต่อยอดจากผลการศึกษาของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาทิ ลดเงื่อนไขความขัดแย้ง ลดวิวาทะการใส่ร้ายป้ายสี การสร้างเวทีพูดคุยในทุกภาคส่วน เป็นต้น แต่ปรากฏว่า นายกฯและคนรอบตัว เช่น โฆษกส่วนตัว ออกมาต่อยอดความขัดแย้ง ให้สัมภาษณ์ตอบโต้ไปมาเสมอ ส่วนนายกฯเองต้องเข้าหาประชาชน เพราะปัญหาที่คนเสื้อแดงเรียกร้องมีอยู่จริง ต้องรู้จักฟัง และคุยกับฝ่ายอื่นๆบ้าง หากปล่อยให้ชุมนุมไปเรื่อยๆจนผู้ชุมนุมเหนื่อยและกลับไปเอง แม้รัฐบาลจะชนะในเป้าหมาย แต่ถือว่าแพ้ในวิธีการ เพราะความขัดแย้งจะร้าวลึกลงไปถึงวิถีชีวิต ฉะนั้นต้องเร่งแก้ปัญหาที่แก่น ส่วนถ้าจะมีการเจรจา ก็ควรเจรจาลับ หากเจรจาผ่านทีวีจะทำให้บานปลาย ส่วนที่วุฒิสภาจะใช้มาตรา 161 ตนคิดว่า ช้าไป แต่วุฒิสภาควรทำเป็นข้อเสนอให้รัฐบาลจากการประชุมวันนี้
นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ประเทศกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่จะเข้าไปสู่ยุคใหม่ ฉะนั้นการบริหารความขัดแย้งเฉพาะหน้าสำคัญ เพราะจะทำให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างสันติ เพราะหากรุนแรงก็จะทำให้บางคนได้ประโยชน์ และบางคนเสียประโยชน์ อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า การจะตัดประเด็นตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หรือการเรียกร้องให้ยุบสภาออกไปนั้นยาก แต่ถ้าพิจารณาการเคลื่อนไหวเรียกร้องของกลุ่มคนเสื้อแดง และกลุ่มเสื้อเหลืองก็ตาม ล้วนเกิดจากปัญหาการคอรัปชั่น การรวมศูนย์ทางระบบเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนคนรวย ความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นจริง การตั้งครม.ก็ทำตามโควตา การซื้อขายตำแหน่ง พอมีคนออกมาพูดก็ถูกฟ้อง สิ่งเหล่านี้ต้องนำมาเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการไปพร้อมกัน แต่ถ้ารัฐบาลมุ่งมั่นแต่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่ละเลยปัญหาพื้นฐานที่เป็นมาทุกสมัย วาทกรรมสงครามไพร่อำมาตย์จะเกิดขึ้นจริงในวันข้างหน้าซึ่งอันตราย เพราะมีการอัดฉัดข้อมูลมากขึ้นทุกวัน จนอาจเกิดสถานการณ์แบบ 3 จังหวัดภาคใต้
“ นายกฯต้องบริหารการชุมนุม และบริหารจัดการประเทศไปพร้อมกัน เพราะประเทศมีความไม่เป็นธรรม มีสภาพสองนคราประชาธิปไตย มีช่องว่างระหว่างคนจนคนรวย มีระบบอุปถัมภ์ซึ่งต่อเนื่องจากอดีตมายาวนาน นายกฯต้องเป็นผู้นำ เป็นแกนกลางร่วมกับสังคมทุกภาคส่วนในการปฎิรูปประเทศ ต้องจัดลำดับความสำคัญในการปฏิรูป อาจตั้งกรรมการเหมือนปี 39 ที่มีนพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสเป็นประธาน ที่มีชุดความคิดออกมานำมาสู่รัฐธรรมนูญ 40 หรืออย่างใดก็แล้วแต่ ” นายคำนูณ กล่าว
นายคำนูณ กล่าวต่อว่า ตนไม่เห็นด้วยที่จะยุบสภาช่วงนี้ แต่ก็ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะอยู่ไปเรื่อยๆโดยไม่ทำอะไร นายกฯต้องแสดงให้ประชาชนทุกสีเห็นว่า จะทำอะไรให้แตกต่างจากการบริหารในสถานการณ์ปกติ วันนี้ นายกฯควรออกจากกองพันทหารราบที่ 11 และเข้าทำงานที่ทำเนียบฯ และสภาตามปกติ เพราะเรื่องภาพลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะผู้ชุมนุมเองก็บอกว่า จะไม่มาปิดล้อม หรือถ้ามาก็บอกว่า จะมาอย่างสันติ และแม้ว่าจะไม่มาสันติ รัฐบาลก็มีแนวทางการดำเนินการตามที่ศาลปกครองกลางเคยวินิจฉัยไว้ ส่วนเรื่องการเจรจารัฐบาลต้องออกทีวีพูลโดยเชิญแกนนำผู้ชุมนุมมาร่วมพูดคุย โดยน่าจะมี 4 ขั้นคือ 1.หากรอบการเจรจาว่า อะไรเจรจาได้หรือเจรจาไม่ได้ และไม่ต้องมีคนกลาง 2. นายกฯเป็นประธานการเจรจา และมีคนกลางจากฝ่ายสังคมมาร่วมฟัง และออกทีวีพูลเพื่อให้สาธารณะตัดสิน 3.สิ่งที่ผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงเรียกร้องทั้งความไม่เป็นธรรม การซื้อขายตำแหน่ง การคอร์รัปชั่น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ฉะนั้นรัฐบาลต้องประกาศแก้ไขเรื่องดังกล่าวเป็นวาระแห่งชาติ ต้องปรับครม.โดยหาคนที่มีฝีมือและตรงไปตรงมา มาทำ จากนั้นควรตั้งกรรมการจากทุกภาคส่วน มาวิเคราะห์ปัญหาและสังเคราะห์ออกมาเป็นแนวทางดำเนินการ 4.เมื่อทำเสร็จแล้วทั้งหมด นายกฯอาจสามารถประกาศกำหนดช่วงวันยุบสภาล่วงหน้าได้
นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ว.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า วันนี้ต้องก้าวข้ามผ่านตัวบุคคล อย่าไปให้ค่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯมากไป แต่ต้องมองให้ถึงแก่นซึ่งจะพบปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะสังคมไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน อำนาจการเมืองเศรษฐกิจ ผูกติดอยู่ในมือคนกลุ่มเดียวคือ อยู่ในมืออำมาตย์หรืออภิชนาธิปไตย แต่ปรากฏว่า วันนี้มีการพูดกันเพียงแต่ระดับเหตุการณ์ และฝ่ายรัฐยังมีการใส่ร้ายผ่านสื่อกระแสหลัก เช่น หาว่าเป็นขบวนการล้มเจ้า หรือคอมมิวนิสต์ ถามว่า คนที่มาชุมนุมที่หลากหลายระดับมาก มีทั้งคนชั้นกลาง คนชั้นสูง ทหาร ท่านผู้หญิง ถามว่าคนเหล่านี้หรือเป็นไปอย่างที่รัฐพยายามใส่ความ ฉะนั้นรัฐอย่ามองด้วยสายตาเหยี่ยว ที่ผ่านมา ฝ่ายที่ยึดกุมอำนาจมานานแบบรวมศูนย์ พยายามฝังหัวว่า นักการเมืองโกงเลือกตั้ง ชาวบ้านโดนซื้อเสียง อย่างไรก็ดี ประชาชนในระบอบประชาธิปไตย มีสิทธิ์มีเสียงเท่ากัน และการเลือกตั้งอย่างน้อยๆ เป็นการที่ประชาชนจะมีอำนาจต่อรองรัฐผ่านนักการเมือง แม้นักการเมืองนั้นจะมีข้อสงสัยและต้องจับตาตรวจสอบอยู่ก็ตาม ฉะนั้นหากกลุ่มที่กุมอำนาจเดิม ไม่ยอมมีเมตตากระจายอำนาจ อาจโดนล้มในเชิงโครงสร้างนำมาสู่การฆ่าฟัน ซึ่งไม่มีใครอยากเห็น เพราะเห็นจากประเทศมาแล้วเช่น เขมร
“ วันนี้อย่าเอาชนะคะคานกันไปวันๆ แต่ต้องแก้ปัญหาโครงสร้าง รัฐบาลต้องมุ่งออกกฎหมายภาษีมรดก ภาษีที่ดิน และอื่นๆที่เคยสัญญาไว้ เพื่อทำให้ความเหลื่อมล้ำน้อยลง ทั้งนี้ หากฝ่ายนิติบัญญัติจะริเริ่มช่วยคิดแก้ปัญหา ควรเชิญนักวิชาการที่ค่อนข้างเป็นกลาง อาทิ นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ นางผาสุก พงษ์ไพจิตร ศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายเสกสรร ประเสริฐกุล คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เป็นต้น รวมถึงนักวิชาการคนอื่นๆทั้งที่โดนมองว่าเป็นเสื้อแดง และเสื้อเหลือง มาร่วมกับสภาช่วยกันตั้งต้นริเริ่มวิเคราะห์โจทย์การปฏิรูปประเทศและแผนการดำเนินการ” นายสิริวัฒน์ กล่าว
นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ส.ว.สรรหา ได้อภิปรายตำหนิการแก้ไขปัญหาต่างๆของรัฐบาลว่า หากเทียบรัฐบาลกับกลุ่มผู้ชุมนุม หากจะตำหนิต้องตำหนิรับบาลมากกว่าประชาชนเพราะรัฐบาลมีเครื่องมืออำนาจรัฐแต่ประชาชนไม่มี ตลอด 1 ที่รัฐบาลปฏิบัติงานมาตนยังไม่เห็นผลงานการแก้ไขปัญหาใดๆของรัฐบาลที่เป็นรูปธรรมแม้แต่เรื่องเดียว โดยเฉพาะการแก้ไขความขัดแย้งในสังคม ขณะนี้ผู้บริหารไม่มีเวลาบริหารประเทศเพราะมัวแต่ไปทุ่มกับการแก้ไขการชุมนุมของมวลชน จนลืมไปว่าเคยแถลงนโยบายอะไรไปบ้าง หนึ่งในนโยบายหลักที่เคยแถลงไว้คือการสร้างความสมานฉันท์แต่จนถึงวันนี้รัฐบาลกลับไม่เคยทำสิ่งเหล่านี้เลย ถึงแม้จะมีการตั้งกรรมการสมานฉันท์ขึ้นมาเพื่อหาข้อสรุปแต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่เกิดผลสัมฤทธิ์
นายสิงห์ชัย กล่าวอีกว่า ตนเห็นว่านายกรัฐมนตรีเป็นคนที่มีวุฒิภาวะนั่นคือมีไอคิวซึ่งหากมีเงินมีฐานะก็สามารถเรียนสั่งสมไอคิวได้ แต่อีคิว ความรู้สึกต่างๆมันซื้อกันไม่ได้ไม่มีตำราสอนมันอยู่ที่การสร้างสมมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่แปลกใจเลยว่าแม้แต่ “จ่าเพียรขาเหล็ก” หรือพ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญาที่เคยมาร้องเรียนขอเข้าพบนายกฯแต่นายกฯก็ไม่ให้พบ ดังนั้นตนจึงขอตำหนิรัฐมากกว่าตำหนิประชาชน เพราะรัฐคือผู้ใหญ่แต่ไร้ศักยภาพ นอกจากนี้อยากให้รัฐบาลลดดีกรีในการออกมาตอบโต้รายวันโดยเฉพาะการเน้นย้ำคำพูดที่ว่ามีกลุ่มคนทำลายสถาบัน ไม่รักชาติ เพราะมันเป็นคำพูดที่ฆ่าคนตายทั้งเป็นเพราะกลุ่มคนที่ถูกกล่าวหานั้นเขาไม่มีสิ่งมาพิสูจน์ได้ว่าเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ ที่ผ่านมานักการเมืองฆ่าคนได้ง่ายสุดคือฆ่าด้วยวาทะกรรม จึงขอรัฐบาลโดยเฉพาะนายกฯควรจะคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วยและลดวาทะกรรมทางการเมืองเพื่อเป็นแนวทางสร้างสันติ
น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. กล่าวว่า รัฐบาลต้องมองให้เห็นมากไปกว่ายอดภูเขาน้ำแข็ง แต่ต้องมองเห็นทั้งก้อน และต้องแก้ปัญหาเชิงรุกในเรื่องโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมกับคนรากหญ้า ปัญหาความยากจน ไม่ใช่อยู่นิ่งๆหวังให้ผู้ชุมนุมเหนื่อยและกลับบ้านไปเอง เพราะถ้าทำแบบนี้ก็ไม่จบ
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา ได้อภิปรายเป็นคนสุดท้าย โดยกล่าวว่า ตนได้อาสาเป็นคนกลางให้มีการพบปะเจรจาระหว่างรัฐบาลและผู้ชุมนุม เพื่อให้เหตุการณ์ยุติอย่างสงบ เพราะไม่รู้ว่า ปล่อยยาวนานจะเสียหายเศรษฐกิจกี่หมื่นล้านบาท หรืออาจเกิดมิคสัญญี ตนไม่ต้องการเป็นพระเอกขี่ม้าขาว แต่ทำด้วยสำนึก ซึ่งการเจรามีหลายทาง แต่ตนคิดว่า ถ้าทั้งสองฝ่ายส่งคนมานั่งคุยกันเบื้องต้น หาแนวทางที่ใกล้เคียงกัน แต่ขณะนี้ยังอยู่จุดที่ห่างกันเป็นกิโล และการที่จะให้นายกฯมาเจรจาด้วยตัวเอง คงไม่สำเร็จ อย่างไรก็ดี ตนขอชื่นชมที่นายกฯ ยินดีที่จะเจรจา แม้กรอบกว้างๆเช่น กติกาการเลือกตั้ง การยุบสภา นายกฯก็ไม่ได้ปิดประตู ก็เป็นหนทางรอมชอม ตนจึงติดต่อไปยังทั้งสองฝ่าย ฝ่ายผู้ชุมนุมก็มีพัฒนาการก้าวหน้าแต่การที่ไม่มา ตนก็เข้าใจในจุดยืนที่ต้องการให้ยุบสภาและต้องการเจรจากับนายกฯเพียงคนเดียว แม้สุดท้ายการมาพุดคุยกันวันนี้ยังเกิดขึ้นไม่ได้ ก็คงต้องอาศัยเวลาสักระยะแล้วค่อยมาพิจารณาประสานงานกันอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกวุฒิสภาได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง รวมแล้ว 22 คน โดยส่วนใหญ่ได้มีการวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและเห็นตรงกันว่า วิธีการเจรา น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด หลังจากใช้เวลาอภิปรายนานกว่า 6 ชั่วโมง ประธานในที่ประชุมได้สั่งปิดประชุมเวลา 17.30 น.
กลุ่มสันติวิธีชวนออกจากบ้านต่อต้านหากมีเหตุรุนแรง
แถลงการณ์จากห้องสันติวิธี Peace Room ชวนผู้รักสันติออกจากบ้านทันที หากเกิดความรุนแรง ความว่า จากท่าทีของกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงและรัฐบาลที่มีแนวโน้มที่อาจจะนำไปสู่การเผชิญหน้าในเช้าวันที่ 23 มีนาคม 2553 เนื่องจากผู้ชุมนุมจะติดตามไปล้อมการประชุมคณะรัฐมนตรีที่กระทรวงสาธารณสุข ถนนงามวงค์วาน ขณะที่ทางรัฐบาลได้วางกำลังอารักขาคณะรัฐมนตรีอย่างเต็มที่ หากการเผชิญหน้านำไปสู่ความรุนแรง กลุ่มเครือข่ายสันติวิธีขอเชิญชวนประชาชนผู้รักสันติ เดินทางไปพบกันทันทีที่มีความรุนแรงเกิดขึ้น เพื่อแสดงพลังสันติต่อต้านความรุนแรง ณ ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน (ตรงข้ามมาบุญครอง)
เครือข่ายสันติวิธีได้จัดตั้งห้อง Peace Room และมีกลุ่ม “ สันติอาสาสักขีพยาน ” ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดที่บริเวณกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเป็นพยานรายงานข้อเท็จจริง เข้ามาสู่ห้อง Peace Room ซึ่งจะรวบรวมรายงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาดูได้ที่ เว๊ปไซด์ www.nonviolencenetwork.com
เจ้าหน้าที่แตกตื่นทหารสำรวจศูนย์ราชการจัดประชุมครม.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงสายของวันนี้( 22 มี.ค.) ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาตรวจสำรวจพื้นที่โดยรอบของศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นที่ทำงานของหน่วยราชการจำนวนมาก พร้อมกับเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพไทย ทำให้ข้าราชการ และคนที่มาติดต่อราชการต้องตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมมีทหารเข้ามาเดินในอาคารศูนย์ราชการเป็นจำนวนมาก
ภายหลังจากสอบถามกับกับเจ้าหน้าพบว่า รัฐบาลได้ติดต่อมาให้จัดเตรียมสถานที่ เผื่อไว้ในการประชุมครม.ในวันที่ 22 มี.ค. หากที่ที่เตรียมไว้ไม่สามารถจัดประชุมได้ ที่ศูนย์ราชการฯ ก็พร้อม เพราะศูนย์ราชการฯมีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจรักษาความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา



