ข่าว

ผวาหวัดศอ.รส.สุเทพสั่งสธ.พ่นยาฆ่าเชื้อด่วน

ผวาหวัดศอ.รส.สุเทพสั่งสธ.พ่นยาฆ่าเชื้อด่วน

22 มี.ค. 2553

ผวาไข้หวัด 2009 ระบาดในศอ.รส.นักข่าวสาวทีวี.ติดงอมแงมรายแรก เชื่อเจ้าหน้าที่สำนักนายกฯ แพร่เชื้อ"สุเทพ”สั่งสาธารณสุขพ่นยาฆ่าเชื้อโรคด่วน อนุฯสิทธิฯ เชิญนปช.-ศอ.รส. กรณีมีคนห่วงความรุนแรง “ จรัล ” ยันความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นจากคนเสื้อแดง พร้อมเปิดทางเจรา

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก แหล่งสมาคมนายทหารภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร. 11 รอ.) ว่า หลังจากนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.)ได้จัดให้แหล่งสมาคมนายทหารเป็นศูนย์ประสานงานให้สื่อมวลชนได้ปฎิบัติหน้าที่และเป็นห้องแถลงข่าวประจำวันของศอ.รส. ซึ่งปรากฏว่ามีสื่อมวลชนหลายแขนงมาปฎิบัติงานทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และวิทยุ รวมถึงสื่อต่างประเทศด้วยโดยมีจำนวนวันละไม่ต่ำกว่า 180 คนทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. 2553 จนถึงขณะนี้มีสื่อมวลชนสลับกันมาร่วมแถลงข่าว รวมถึงเจ้าหน้าที่จากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เจ้าหน้าที่จากสำนักนายกรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเลขานุการกองทัพบกอีกกว่า 60 คนทำให้บรรยายกาศแออัดยัดเยียดอากาศถ่ายเทไม่สะดวกพร้อมกับเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นที่น่าสังเกตว่า มีเจ้าหน้าที่รายหนึ่งจากสำนักนายกรัฐมนตรี มีอาการเป็นไข้หวัดโดยมีอาการจามไอ ตลอดเวลาภายในแหล่งสมาคมฯรวมถึงเจ้าหน้าที่ทหารอีกหนึ่งรายที่มีอาการลักษณะใกล้เคียงกันโดยจามตลอดเวลาขณะปฎิบัติหน้าที่ จากนั้นในวันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่ทั้งสองรายไม่ได้มาปฎิบัติหน้าที่จึงเป็นสงสัยว่า เป็นไข้หวัดใหญ่หรือไข้หวัด 2009

 ทั้งนี้เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมาปรากฏว่ามีผู้สื่อข่าวหญิงรายหนึ่งจากสถานีโทรทัศน์มีอาการไข้ขึ้นสูงคล้ายเป็นไข้หวัดจึงได้รีบเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล จากนั้นรับคำยืนยันจากแพทย์ว่า มีอาการไข้หวัดใหญ่คล้ายกับไข้หวัด 2009 จึงให้ยาแอ็นตี้ไวรัสมารับประทานจึงมีอาการดีขึ้นตามลำดับ

 อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวที่มาปฎิบัติงานภายในแหล่งสมาคมฯต่างวิพากษ์วิจารณ์กันต่าง ๆ นานากลัวว่าจะติดเชื้อไข้หวัด 2009 พร้อมกับได้นำหน้ากากมาปิดจมูกเพื่อป้องกันกันจำนวนมาก

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตรการในการระวังป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ภายในแหล่งสมาคมฯซึ่งเป็นที่ทำงานของสื่อมวลชนนั้น ทางเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขานุการกองทัพบกได้จัดแพทย์จากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯมาตรวจอาการสื่อมวลชนที่มีอาการเป็นไข้หรือไม่สบายครั้งหนึ่งแล้ว

 นอกจากนี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯที่ได้มาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 22 มี.ค.ภายในห้องมีอาการรู้สึกอึดอัดต่อบรรยากาศดังกล่าว จึงได้สอบถามสื่อมวลชนพร้อมสั่งการให้ติดต่อเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขให้นำยาฆ่าเชื้อโรคมาฉีดพ่นทำลายภายในห้องเป็นการด่วน นอกจากนี้ยังสั่งให้เจ้าหน้าที่แพทย์มาตรวจอาการไข้ให้บรรดาสื่อมวลชนทุกระยะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่2009

“จรัล”ยันเสื้อแดงไม่ใช้ความรุนแรง พร้อมโยนกลับถ้าเกิดก็มาจากรัฐ

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 13.30 น. ห้องประชุม 709 คณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมืองที่มีนพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระเป็นประธาน ได้ จัดรับฟังความคิดเห็น กรณีที่ได้รับคำร้องเรียนจากกลุ่มเยาวชนศึกษาสันติวิธี ร้องเรียนขอให้ดำเนินการเพื่อมิให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเชิญ แกนนำ นปช. ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส) และกลุ่มเยาวชนศึกษาสันติวิธี ( ผู้ร้อง) เข้าร่วม นั้น

 ซึ่งในการประชุมวันนี้ในส่วนของนปช.นั้นได้ส่งให้นายจรัล ดิษฐาอภิชัย พร้อมด้วยแกนนำนปช.ทั้ง 4 ภาคเป็นตัวแทน ส่วนศอ.รส.นั้นได้มีนายปรีชา วัชราภัย ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และนายประกอบ จิรกิตติ ผู้ช่วยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี มาเป็นตัวแทนศอ.รส.ในการชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการสิทธิฯ ทั้งนี้ในการชี้แจงดังกล่าวทางคณะอนุกรรมการ ได้แบ่งเป็น 2 ช่วง เพราะเกรง ว่าหากให้ทั้ง 2 ฝ่ายชี้แจงพร้อมกันอาจเกิดการโต้เถียงกันได้ จึงได้ให้ฝ่ายเสื้อแดงชี้แจงก่อน

 นายจรัล กล่าวภายหลังว่า เป็นการชี้แจงตามคำเชิญของอนุฯ เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนโดยแกรงว่าจะเกิดความรุนแรงของคนเสื้อแดง โดยตนก็ได้ยืนยันว่าในที่ประชุมว่า ขณะนี้ชุมนุมมาแล้ว 9 วันยังไม่เกิดความรุนแรง เพราะคนเสื้อแดงยึดแนวสันติวิธี รวมทั้งได้พาแกนนำคนเสื้อแดงทั้ง 4 ภาคมาให้ข้อมูลว่าการชุมนุมในแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร

 “ อนุกรรมการฯ ส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่เคยร่วมในเหตุการณ์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทั้งใน 14 ตุลา หรือแม้แต่เคยขึ้นเวทีพันธมิตร ก็ได้ถามเราว่าการชุมนุมมีปัญหาอะไรหรือไม่จากภาครัฐ ซึ่งผมก็ได้ให้ความมั่นใจไปว่าความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นจากคนเสื้อแดง ถ้าจะเกิดก็เกิดจากภาครัฐ ” นายจรัล กล่าว และว่า นอกจากนี้ยังได้อธิบายให้ที่ประชุมทราบถึงการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงที่ได้นำเลือดไปเทในสถานที่ต่างๆ ว่า เป็นยุทธวิธีที่อยู่ในกรอบสันติวิธี เพราะไม่ใช่การกรีดเลือดสดๆ อีกทั้งต้องการเป็นการแสดงให้เห็นความจริงใจในการเรียกร้องของคนเสื้อแดงว่าแม้แต่เลือดก็สละให้ได้ รวมถึงต้องการให้นายกฯหรือคนในรัฐบาลมีความรู้สึกแบบมนุษย์ เวลาผ่านไปในสถานที่ต่างๆ ก็จะได้รู้สึกว่าได้ผ่านรอยเลือดของคนเสื้อแดง แต่ก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้จะมีกับคนในรัฐบาลหรือไม่ อย่างไรก็ตามคนในเสื้อแดงยังมีอีกหลายยุทธวิธี ในการที่จะเรียกร้อง เช่นตาต่อตา เต้นท์ต่อเต้นท์ที่ใช้อยู่ก็เป็นการใช้สิทธิในฐานะพลเมืองที่ต้องการรู้ว่าที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี บอกว่าจะไม่มีการปราบปรามการชุมนุมนั้น หากเกิดเหตุทหารที่ประจำการอยู่ตามจุดต่างๆ ไม่มีอาวุธอยู่จริงหรือไม่ จึงต้องขอเข้าไปตรวจสอบ เพราะคนเสื้อแดงได้ข่าวมาว่าการประชุมครม.ในวันพรุ่งนี้ ถ้ารัฐไม่ประกาศขยายเวลาพ.ร.บ.ความมั่นคงออกไป รัฐก็เตรียมที่จะประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วถึงตอนนี้ก็จะมีการนำมาสู่การสลายการชุมนุม

 เมื่อถามว่า ในการชี้แจงมีการพูดถึงหนทางในการที่จะเจรจาระหว่างรัฐกับคนเสื้อแดงหรือไม่ นายจรัล กล่าวว่า ยังไม่ถึงเวลา มันต้องคิดให้รอบครอบ เพราะบางทีถ้าเลยไปมันก็อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ เวลานี้ฝ่ายคนที่ได้เปรียบเขาก็ยังไม่อยากเจรจาหรอก แต่เราก็ไม่ได้มีการปิดโอกาสที่จะพูดคุยจริงๆแล้ว เราก็ยังไม่ควรที่จะพูดเรื่องเจรจา และที่วันนี้คนเสื้อแดงไม่ไปคุยกับรัฐบาลเพราะเหตุนี้ ความจริงควรที่จะคุยกันแบบไม่เป็นทางการก่อน อย่างเมื่อวานรัฐบาลก็จะให้นายชินวรณ์ บุญยเกรียติ มาเป็นตัวแทนพูดคุย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก็ยังบอกว่าเป็นคนบ้านเดียวกันคุยกันได้อยู่แล้ว แต่รัฐบาลก็ไปออกข่าวว่าแบบตีกินว่า คนเสื้อแดงไปขอเจรจา และตั้งเงื่อนไขว่าอย่าคุยเรื่องพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเราก็ไม่ยอมให้รัฐบาลตีกินง่ายๆ

 เมื่อถามต่อว่า รัฐบาลตั้งข้อสังเกตุว่าหากรัฐบาลยอมยุบสภาคนเสื้อแดงก็ไม่หยุดการเคลื่อนไหวยุบอำมาตย์ นายจรัล กล่าวว่า เรื่องอำมาตย์เป็นยุทธศาสตร์จะหยุดได้อย่างไร ที่เราเรียกร้องคือ ที่คนเสื้อแดงบอกก็คือ ถ้ารัฐบาลยอมยุบสภา เราก็จะหยุดด่ารัฐบาล และถ้าเลือกตั้งแล้วพรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงข้างมามาเป็นรัฐบาลคนเสื้อแดงก็จะไม่ไปไล่ ให้ออกจากตำแหน่ง เพราะถือว่า มาด้วยวิธีการที่ถูกต้องแล้ว แต่ทั้งนี้เป็นคนละเรื่องกับการทำงาน หากทำงานแล้วไม่มีประสิทธิภาพการวิพากษ์วิจารณ์ ก็ยังคงต้องมีอยู่