
สภาฯนัดประชุมปกติพท.ยื่นญัตติกันปฏิวัติอีก
สภาฯนัดประชุมตามปกติ ส.ส.พท.ยื่นญัตติซ้ำหามาตรการป้องกันปฏิวัติ ปชป.ไม่หวั่นเรียกประชุมส.ส.- รมต.ตามปกติเช่นกัน วุฒิทำพิลึก 40ส.ว.ยื่นญัตติเปิดซักฟอกม.161 อีกฉบับ ประสพสุขเตรียมประสานนายกฯพรุ่งนี้ คำนูณระบุ ญัตติไม่ซ้ำซ้อน ยัน ส.ว.ไม่ควรมีเอกภาพ เปรีย
(22มี.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นัดประชุมสภาฯในวันพุธที่ 24 และพฤหัสที่ 25 มี.ค.นี้ ตามปกติในเวลา 9.00 น.โดยมีวาระเรื่องแจ้งต่อที่ประชุมให้รับทราบกรณีวุฒิสภาลงมติให้ขยายเวลาการพิจารณาร่งพ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ ร่างพ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว รวมทั้งร่างพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครออกไปเป็นกรณีพิเศษ และเรื่องที่วุฒิสภาได้ลงมติตั้งกรรมาธิการร่วมกันฝ่ายวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ผู้สูงอายุ เรื่องที่วุฒิสภาแจ้งมติไม่ถอดถอนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศออกจากตำแหน่ง รวมถึงเรื่องที่วุฒิสภาเห็นชอบร่างพ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ และการพิจารณาร่างพ.ร.บงสภาเกษตรกรแห่งชาติที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งค้างการประชุมาเป็นเวลา 3 สัปดาห์แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ส่วนกรณีญัตติด่วนที่น.พ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย เคยเสนอด้วยวาจาให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อหามาตรการป้องกันการเกิดปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติไม่รับพิจารณาไปแล้วและเป็นเหตุให้สภาฯต้องล่มมาเป็นเวลา 3 สัปดาห์ติดต่อกันปรากฏว่าล่าสุดนพ.ชลน่านได้เสนอเป็นญัตติด่วนมาเป็นรายลักษณ์อักษร ขอให้สภาฯตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อหามาตรการป้องกันเหตุการณ์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง โดยให้เหตุผลว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองจากความคิดที่แตกต่างได้สร้างความแตกแยกให้กับสังคม ขณะเดียวกันแต่ละฝ่ายพยายามหยิบยกชาตินิยมมาเป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจต่อรอง และผลักดันให้ฝ่ายตรงข้ามตกเป็นผู้ไม่รักชาติ หรือขายชาติ นับว่าล่อแหลมและเป็นภัยต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอย่างยิ่ง
ปชป.ไม่หวั่นเรียกประชุมส.ส.- รมต.ตามปกติเช่นกัน
นายชุมพล กาญจนะ ประธานส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ในวันอังคารที่ 23 มี.ค.จะมีการประชุมส.ส.พรรคตามเดิมที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตนได้ทำหนังสือเรียกประชุมส่งไปถึงส.ส.และรัฐมนตรีของพรรคทุกคน เพื่อร่วมรับประทานอาหารเที่ยง จากนั้นจะเปิดประชุมเร็วกว่าปกติในเวลา 13.00 น. ทั้งนี้ คงไม่มีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เพราะเชื่อว่ากลุ่มคนเสื้อแดงคงไม่ปิดล้อมพรรค ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าการมาเทเลือดถึงหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ถือเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุแล้ว ดังนั้น คนเสื้อแดงน่าจะเคารพการทำหน้าที่ของพรรคการเมือง โดยเปิดโอกาสให้ส.ส.ได้ประชุมเพื่อหารือถึงทางออกของประเทศ อย่างไรก็ตาม หากที่ประชุมได้ข้อสรุปอย่างใดก็จะนำเสนอต่อไปยังรัฐบาลให้พิจารณาด้วย
40ส.ว.ยื่นญัตติเปิดซักฟอกม.161อีกฉบับ
เมื่อเวลา 13.45 น.กลุ่ม 40 ส.ว.นำโดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน นายสมชาย แสวงการ นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา นส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี เป็นตัวแทนนำรายชื่อส.ว. 80 คน ที่เข้าชื่อยื่นญัตติ เพื่อเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 ต่อนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา
นายคำนูณ กล่าวว่า ได้มีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ในพื้นที่ กทม.ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. โดยมีการระดมมวลชนจำนวนมากเข้ามาเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา พร้อมกับประกาศเป้าหมายว่าเป็นโค่นล้มระบอบอำมาตยาธิปไตย และแกนนำบางคนประกาศว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้น จนมีการเจาะเลือดผู้ชุมนุม ขอเรียกร้องบางประการของผู้ชุมนุมสะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัญหาของประเทศที่ดำรงอยู่ เช่นปัญหาความไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงความขัดแย้งระหว่างคนในชาติที่จะขยายตัวต่อไป จึงจำเป็นที่ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติควรจะต้องรับฟังและนำไปพิจารณาหาทางคลี่คลายปัญหาต่อไป เพื่อไม่ให้ทำลายความเข้มแข็งของประเทศและเชื้อไฟของความขัดแย้งระหว่างคนในชาติจนยากที่จะเยียวยา
นายคำนูณ กล่าวต่อว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นมีกลุ่มและขบวนการที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแปลกแยกไปจากระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขพยายามเข้ามาบทบาทเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของมวลชน มีกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวเป็นองค์กรต่าง ๆที่ออกแถลงการณ์ที่กินความไปถึงการปฏิวัติสังคม และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสังคมครั้งใหญ่ พยายามปลุกปั่นและชี้นำไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการ นอกจากนี้ยังมีความเกี่ยวพันกับอดีตนายกฯที่อยู่ต่างประเทศ แต่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในประเทศอย่างใกล้ชิด ได้เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดการเจรจากับตนเพื่อคลี่คลายปัญหา โดยเฉพาะเกี่ยวกับระบบกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ทั้งนี้ในการชุมนุมไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ส่งผลอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและการเมือง รวมทั้งความไม่สงบสุขและขาดประโยชน์ของประชาชนเจ้าของประเทศ ดังนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายระดมความเห็นเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาต่อไป
จากนั้นนายประสพสุข กล่าวว่า กล่าวว่า ถือเป็นญัตติที่ 2 ที่คณะ ส.ว.ได้ยื่นตามมาตรา 161 ตนก็จะประสานไปยังนายกฯพร้อมกับญัตติที่ส.ว.อีกกลุ่มยื่นก่อนหน้านี้โดยอย่างช้าภายในวันพรุ่งนี้ (23 มี.ค.)อย่างไรก็ตามถือว่าไม่ใช่เป็นการเสนอญัตติที่ซ้ำซ้อน เพราะสามารถนำมาพิจารณารวมกันได้ ส่วนรูปแบบการอภิปรายคงต้องหารือกันในที่ประชุม ซึ่งอาจจะให้ผู้ยื่นญัตติแรกอภิปรายเปิดก่อน แล้วให้ผู้ยื่นญัตติที่สองเปิดต่อ สลับกันไป แต่การนัดประชุมเพื่ออภิปรายคงไม่สามารถเปิดได้ภายในสัปดาห์ เนื่องจากติดประชุมไอพียู
เมื่อถามว่าการเสนอญัตติดังกล่าวเป็นการเสนอซ้ำซ้อน เหตุใดจึงไม่เสนอรวมกัน นายคำนูณ กล่าวว่า เป็นความเห็นส่วนตัว วุฒิสภาไม่ควรเป็นเอกภาพ เพราะวุฒิสภาไม่มีพรรค ไม่มีกลุ่มการเมือง แต่อาจรวมกลุ่มเพื่อทำงาน บางกรณีอาจจะเห็นต่าง 150 คนก็ 150 ความเห็น การเสนอสองญัตติไม่ได้เป็นความแตกแยก ตรงกันข้ามเมื่อนำญัตติมารวมกันจะทำให้มีความกว้างขวาง ครอบคลุม รอบด้าน ซึ่งประเด็นคือทุกคนต้องการให้ปัญหาคลี่คลาย และสันติ แต่ แต่มุมมองและจุดยืนแตกต่างกัน ตนเคารพความคิดที่แตกต่าง แต่คนอื่นก็ต้องเคารพความเห็นต่างของตนด้วย ยืนยันว่าเป็นความหลากหลายทางความคิด เป็นความงดงามของดอกไม้นานาพันธุ์ที่อยู่ในสวนเดียวกัน
ด้านนส.รสนา กล่าวเสริมว่า การยื่นญัตติซ้อนไม่ถือว่าเป็นการชิงไหวชิงพริบ ซึ่งเหมือนการเสนอกฎหมายสามารถเสนอเข้ามาได้หลายฉบับในเรื่องเดียวกัน เมื่อส.ว.มีความเห็นหลากหลายมองว่าเป็นความอุดมสมบูรณ์ หรือเติมเต็มมากกว่าความแตกแยก ไม่ควรมองว่าเป็นความแตกแยก เพราะส.ว.ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง เสนอมา 10 ญัตติยังได้เลย ไม่เห็นเป็นไร หากหาชื่อได้ตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และเซ็นชื่อซ้ำได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่ยื่นญัตติ นส.สุมล ได้ถามประธานวุฒิว่า ทราบว่าในการผู้ที่ยื่นญัตติแรกได้เรียกญัตติกลับคืน เพื่อล่ารายชื่อเพิ่มใช่หรือไม่ ประธานวุฒิ หัวเราะแล้วบอกว่า ไม่ทราบ เมื่อยื่นมาก็ส่งให้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบ รู้เร็วขนาดเลยเหรอ ผมไม่รู้เลย
ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ผู้เสนอญัตติแรก กล่าวว่า ปัญหาคือรัฐธรรมนูญมาตรา 161 วรรค 2 กำหนดเอาไว้ชัดเจนว่าให้ยื่นได้เพียงครั้งเดียวในหนึ่งสมัย จึงมีปัญหาว่าการยื่นญัตติซ้ำมาแบบนี้จะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะญัตติของตนได้มีการลงเลขรับไว้แล้วเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ซึ่งที่จริงประธานจะต้องส่งไปให้รัฐบาลพิจารณาเพื่อนัดการประชุม แต่การมารอให้เกิด 2 ญัตติเช่นนี้หากมีผู้หยิบยกให้เอามาโหวตในสภาอะไรจะเกิดขึ้น อย่างนี้ถือว่าเกิดปัญหาแล้ว เพราะญัตติ 2 ญัตติมีเนื้อหาแตกต่างกันคนละความคิด กลุ่มผู้เสนอก็คนละพวก หากประธานจะนำ 2 ญัตติมารวบไว้เพื่อประชุมคราวเดียวกัน แต่ให้แยกอภิปรายคนละญัตติจะทำให้วุฒิสภามีหนึ่งสภา สองระบบหรือไม่
“ผมต้องถามว่าจะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะไม่แน่ใจว่ารัฐธรรมนูญได้เขียนไว้หรือไม่ว่าทุกอย่างให้อยู่ที่การวินิจฉัยขอประธานวุฒิสภา และให้ถือเป็นอันสิ้นสุดเด็ดขาด “นายเรืองไกร กล่าว
ด้านนายอนุรักษ์ นิยมเวช ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ในเมื่อกลุ่มของตนได้ยื่นไปแล้ว และมีการลงเลขรับหนังสือตามสารระบบราชการไว้แล้ว ทำไมจึงไม่มีการประสานงานไปยังรัฐบาล มัวรออะไรอยู่ แล้วรู้แล้วอย่างไรว่าจะมีอีกญัตติยื่นซ้ำเข้ามาจึงต้องรอกัน ประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมาไม่มีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายตามมาตรา 161 ซ้ำซ้อนกันเช่นนี้ อย่างในอดีตเราก็เคยทำมาแล้ว 3 ครั้ง ในสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ หรือแม้กระทั่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดภาพความแตกแยกกัน วุฒิสภาควรมีความเป็นเอกภาพก่อนที่จะมีข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาของชาติ อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้มีสมาชิกมาร่วมลงชื่อในญัตติของพวกตนแล้วรวม 83 คน
ด้ายนายกฤต อาทิตย์แก้ว ส.ว.กำแพงเพชร กล่าวว่า ในญัตติของเราก็ไม่ได้มีการปิดกั้น เราเปิดกว้างเพื่อนสมาชิกทุกคนมาร่วมเข้าชื่อต่อท้ายได้ หรือใครไม่เข้าชื่อก็ยังมีสิทธิ์อภิปรายได้ แต่ทำไมต้องยื่นญัตติใหม่ซ้ำเข้ามา ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ามีกลุ่มหนึ่งยื่นไว้แล้ว เมื่อถามว่าภาพที่ออกมาดูเหมือนเป็นการเอาชนะคะคานกัน นายกฤต กล่าวว่า ไม่รู้ แต่เราไม่ได้เอาชนะใคร
"อภิสิทธิ์"เจอแดงหนองคายดักไล่ริมฝั่งโขง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกเดินทางจากขส.ทบ.เมื่อเวลา09.00น.เพื่อไปที่กองบิน 23 จ.อุดรธานีเพื่อไปตรวจสถานการณ์น้ำในเเม่น้ำโขงเเห้งเเล้ง และเมื่อเดินทางมาถึง จ.อุดรธานี นายอภิสิทธิ์ได้รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ภัยแล้งจากนายนายวิรัตน์ ลิ่มวิวัฒน์ รองผวจ.อุดรธานี และสรุปสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนของพื้นที่ภาคอีสานตอนบนจากพล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ เเม่ทัพภาคที่ 2 ก่อนจะพาคณะขึ้นเฮลิคอปเตอร์เบล 212 จำนวน 4 ลำ ไปลงที่โรงสังคมวิทยาอ.สังคม จ.หนองคาย เพื่อตรวจดูสถานการณ์ของน้ำในแม่น้ำโขงที่ปีนี้ถือว่าแห้งแล้งมากที่สุดใน รอบ 30 ปี และตรวจเยี่ยมโครงการชุมชนเข้มแข็งของรัฐบาลโดยนายอภิสิทธิ์ได้ใช้เวลายืนดูปริมาณน้ำริมตลิ่งแม่น้ำโขง 20 นาที เนื่องจากได้มีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 50 คนได้พากันเข้าตะโกนถือตีนตบโห่ไล่ห่างจุดที่นายอภิสิทธิ์ยืนไม่ถึง 100 เมตร โดยมีกำลังทหารและอาสาสมัครมาคอยยืนกันกลุ่มคนเสื้อแดงดังกล่าว
จากนั้นนายอภิสิทธิ์ ได้เดินทางกลับไปที่โรงเรียนสังคมวิทยาโดยได้เข้าพบปะกับเด็กนักเรียนและร่วมถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงยังได้ตามมาตะโกนไล่บริเวณหน้าโรงเรียนอีกรอบ อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ ได้ยกเลิกภารกิจที่จะต้องไปตรวจสภาพน้ำในลำน้ำโขงที่โรงเรียนพานพร้าว ต.พานพร้าว อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคายเพราะมีกลุ่มคนเสื้อแดงไปรอไล่เป็นจำนวนมาก โดยคณะของนายอภิสิทธิ์ได้เดินทางออกจากโรงเรียนสังคมวิทยาไปยังกองบิน 23 เพื่อรับประทานอาหารกลางวัน และเดินทางกลับไปถึงสนามบิน ขส.ทบ.ดอนเมืองในเวลา 14.30 น.ทั้งนายอภิสิทธิ์ รีบเดินทางเข้าไปยังร.11 รอ.ทันที โดยไม่ให้สัมภาษณ์ใด ๆ



