
ครม.เลี่ยงม็อบเสื้อแดงย้ายไปประชุมสธ.
ศอ.รส.เพิ่มมาตราการให้ ทหารพกอาวุธ ในหน่วยที่ตั้ง-สถานที่ราชการ เพื่อยับยั้ยเหตุร้าย-ป้องกันตัว เดือดมีที่ไหนให้ม็อบตรวจอาวุธทหาร ครม.เลี่ยงปะทะม็อบ ย้ายไปประชุม ที่ สธ. ส่งทหาร ตำรวจ ตรึงแน่น ขู่จับทันที หากบุกรุกที่ประชุม จวกแดงบิดเบือนก่อเหตุป้ายสีรั
(22มี.ค.) ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ(ศอ.รส.) ภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร. 11 รอ.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส. เป็นประธานในการประชุม ศอ.รส. โดยมีนาย สาทิตย์ วงษ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสนาธิการทหารบก พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 เข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลาในการหารือ 1 ชั่วโมง
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอ.รส.แถลงว่า ที่ประชุมพูดถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน และกลุ่มผู้ชุมนุม รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง บัญญัติไว้ว่า เจ้าหน้าที่สามารถพกพาอาวุธ เพื่อป้องกัน ระงับยับยั้ง แก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ที่จะมีความรุนแรงเกิดขึ้นจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีได้ ซึ่งช่วงเวลาที่ผ่านมาถือเป็นความตั้งใจของ ศอ.รส.ที่ไม่ให้เจ้หาน้าที่พกพาอาวุธ และเหตุผลเพื่อป้องกันการกล่าวอ้าง หรือบิดเบือนข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่มีความพยายามนำอาวุธมาใช้กับผู้ชุมนุม แต่ด้วยสถานการณ์ช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีกลุ่มผู้ไม่หวังดีพยายามสร้างสถานการณ์ก่อความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 และ อาร์พีจี เข้าไปในสถานที่ราชการ และบ้านพัก
"ทาง ศอ.รส.มีความกังวลถึงความปลอดภัยของประชาชนและความปลอดภัยของกลุ่มผู้ชุมนุม และอาจมีการสร้างสถานการณ์แล้วโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็นห่วงเรื่องการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และพลเรือนจึงจำเป็นต้องปรับวิธีการ การปฏิบัติงานบางประการ โดยเจ้าหน้าที่บางส่วนมีความจำเป็นที่จะต้องถืออาวุธ ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่จะออกปฏิบัติภารกิจใกล้กับผู้ชุมนุมคงเหมือนเดิม คือ ไม่มีการพกพาอาวุธ จะมีเฉพาะเครื่องมือควบคุมฝูงชนเท่านั้น และจะมีอาวุธเฉพาะภายในพื้นที่หน่วยทหาร และสถานที่ราชการที่ต้องดูแล เพราะเจ้าหน้าที่มีความจำเป็นต้องมีอาวุธไว้ป้องกันตัวเพื่อไม่ให้ผู้ไม่หวังดี เข้ามาสร้างสถานการณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน่วยทหาร เพราะแต่ละหน่วยมีอาวุธ เครื่องกระสุน ” พ.อ.สรรเสริญ กล่าว
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า อีกส่วนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องมีอาวุธในการปฏิบัติภารกิจคือ จุดตรวจ และสายตรวจที่อยู่ประจำจุด และเคลื่อนที่ ซี่งมีอาวุธเฉพาะผู้บังคับหน่วยเท่านั้น และใช้เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับตนเอง และประชาชน ในกองรักษาการณ์ทุกพื้นที่หน่วยทหารจำเป็นต้องเตรียมพร้อมเพื่อรองรับเหตุการณ์ทุกกรณี ซึ่งทหารทุกนายที่มีอาวุธจะมีเครื่องแบบ และมีสังกัด โดยกำลังพลที่ได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธต้องปฎิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด ซึ่งผบ.หน่วยทุกระดับต้องรับผิดชอบต่อการปฏิบัติของกำลังพลทุกคน
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า การที่กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามตรวจค้นอาวุธของเจ้าหน้าที่นั้น ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีสิทธิ์ และทหารก็จะไม่ยอมให้ทำ เพราะไม่มีบ้านเมืองไหนให้กลุ่มผู้ชุมนุมหรือผู้ไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจค้นภายในพื้นที่ตั้ง จุดตรวจ สายตรวจ หรือแม้กระทั่งเต้นท์รักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจุดทั้งหลายสามารถมองเห็นได้ว่า เจ้าหน้าที่ปฏิบัติภารกิจในลักษณะอย่างไร มีใครถืออาวุธในลักษณะอย่างไร หากผู้ชุมนุมยังพยายามดำเนินการอีก แสดงว่า การชุมนุมโดยสันติ ไม่ประสงค์ความรุนแรงที่อ้างมาตลอดนั้น ไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่า กลุ่มผู้ชุมนุมส่วนใหญ่จะรู้ว่า สิ่งไหนถูก หรือผิด ส่วนที่มีการกังวลว่า ผู้ชุมนุมจะจับตัวเจ้าหน้าที่เป็นตัวประกันเพื่อใช้ในการต่อรองนั้น ทุกกรณีจะต้องมีการป้องกัน
เมื่อถามถึงกรณีที่ผู้ชุมนุมจะนำเต็นท์ไปตั้งประกบจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ทุกจุด พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า สามารถทำได้แต่ต้องอยู่ห่างจากเจ้าหน้าที่ในระยะที่เหมาะสม และให้ผู้บังคับหน่วยในพื้นที่พิจารณาตามความเหมาะสม
เมื่อถามว่า ผู้ชุมนุมหวาดระแวงว่าเจ้าหน้าที่เป็นผู้สร้างสถานการณ์รุนแรงเอง พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า นี่คือส่วนหนึ่งที่กังวล เจ้าหน้าที่เองก็แสดงความบริสุทธิ์ใจตลอดว่าเราไม่ใช่จุดเริ่มต้นสร้างความรุนแรง
เมื่อถามว่า การให้ทหารถืออาวุธในที่ตั้งหน่วยเป็นการยั่วยุให้เกิดความรุนแรงหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ไม่ใช่ เพราะอาวุธอยู่ในหน่วยไม่ได้อยู่ข้างนอก ศอ.รส. พิจารณาแล้วว่าในกรณีใดบ้างที่เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องถืออาวุธ แต่กรณีอื่นยังเหมือนเดิม
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 23 มีนาคมนี้ ศอ.รส.เห็นว่าจะให้ไปประชุมที่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกัน โดยจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารไปดูแลรักษาความปลอดภัยจำนวนมาก เพื่อให้การประชุมเป็นไปด้วยดี และลดโอกาสในการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับผู้ชุมนุมให้มากที่สุด
"ต้องมีวงรอบเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าใกล้บริเวณที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งคงต้องมีการพูดคุยกัน เพราะศาลได้พิจารณาแล้วว่า การชุมนุมปิดล้อมสถานที่ไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติงาน ไม่ใช่วิธีการชุมนุมโดยสงบ หากมีการฝ่าฝืนหรือฝ่าวงล้อมเข้าไปในพื้นที่คงต้องมีการจับกุมดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด มั่นใจว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดูแลการประชุมได้ "
ส่วนกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามเคลื่อนไปกดดันทุกสถานที่ที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปนั้น พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า สามารถทำได้ตามอัธยาศัยที่คิดว่า อยากทำ แต่เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ดูแลสถานที่ราชการ และการปฏิบัติภารกิจของรัฐเพื่ออำนวยประโยชน์ให้กับประชาชน ซึ่งทุกคนต้องเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกันว่า ทำได้แค่ไหน สังคมจะเป็นคนตัดสิน
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการจับตัวคนร้ายที่ยิงเอ็ม 79 ใส่กระทรวงกลาโหมนั้น มีความคืบหน้าระดับหนึ่ง เป็นที่ทราบดีว่าเรื่องของอาวุธมีการพยายามลักลอบหามาก่อเหตุ ซึ่งก่อนหน้านี้มีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาวุธเช่นนี้ถ้าไม่มาจากหน่วยทหารจะมาจากไหน ซึ่งได้ประจักษ์ชัดว่า มีการลักลอบผลิตชิ้นส่วนอาวุธ สามารถประกอบเป็นรูปร่างได้ ซึ่งทางศอ.รส.ขอความกรุณาจากประชาชนเป็นหูเป็นตา หากใครมีข้อมูลข่าวสารต้องรีบแจ้ง
เมื่อถามว่า ทั้งกลุ่มคนเสื้อแดงและรัฐต่างกล่าวหาว่า อีกฝ่ายเป็นคนทำ พ.อ.สรรเสริญ กล่าว อยากให้สื่อมวลชนวิเคราะห์เอง เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจเราตั้งจุดตรวจเป็นจำนวนมากในพื้นที่กทม.ทั้งจุดตรวจกลางวันและกลางคืน หากทำเองคงไม่มีโอกาสที่จะไม่สำเร็จ ซึ่งการปฏิบัติภารกิจแต่ละครั้งผู้ที่พยายามสร้างสถานการณ์มีเวลาน้อยมาก มาตรการต่างๆที่ศอ.รส.กำหนดขึ้นทำให้เขาไม่มีเวลา และยังทิ้งหลักฐานเบาะแสไว้ในที่เกิดเหตุ จึงอยากให้วิเคราะห์กันว่า ที่พยายามมีความบิดเบือนว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ทำ นอกจากนี้ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการสร้างสถานการณ์ของรัฐ เพื่อให้มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น จะเห็นว่า เกิดเหตุการณ์อย่างนี้หลายครั้ง แต่ไม่ประกาศสักครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ และที่ประชุมศอ.รส.ไม่เคยพูดถึงพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแถลงข่าว ศอ.รส.ได้แจกเอกสารชี้แจงถึงการข้อเน้นย้ำการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ต่อสื่อมวลชน โดยเอกสารระบุข้อปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ว่า 1.. ให้กองรักษาการณ์พร้อมรับสถานการณ์ในทุกรูปแบบ 2. ให้จัดเวรสายตรวจพร้อมอาวุธประจำกาย ลาดตระเวนตรวจการณ์ภายในและรอบที่ตั้งหน่วย 3 .การใช้อาวุธตอบโต้สถานการณ์ให้กระทำเฉพาะในกรณีที่จำเป็น เพื่อการป้องกันตนเองจากการคุกคามที่เป็นอันตรายต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่และประชาชน 4 .ให้กำลังพลของศอ.รส.ระดับผบ.หมู่ขึ้นไปที่อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ณ จุดตรวจ และสายตรวจเคลื่อนที่มีอาวุธปืนพก เพื่อป้องกันตนเอง 5 .ให้กำลังพลทุกนายที่ได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธต้องแต่งเครื่องแบบ ส่วนมาตรการการควบคุมการใช้อาวุธ ให้กำลังพลที่ใช้อาวุธยึดถือและปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎ และใช้กำลังอย่างเคร่งครัด และให้ผบ.หน่วยทุกระดับชี้แจงกำลังพลและกำกับดูแลการปฏิบัติของกำลังพลอย่างใกล้ชิดไม่ให้เกิดความบกพร่องโดยเด็ดขาด



