
โตโยต้ายึดไทยฐานผลิตส่งออกมุ่งพัฒนาสินค้าเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม
ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมรถยนต์นับเป็นอีกหนึ่งอุตสากรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ขณะเดียวกันกระแสสังคมในเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ทำให้อุตสาหกรรมนี้ตกเป็นจำเลยในอันดับต้นๆ ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน รายการชีพจรโลก
โดย “สุทธิชัย หยุ่น” บุกถึงโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้าที่บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา จับเข่าคุยเรื่องการบริหารจัดการและการดูแลสิ่งแวดล้อมกับ "เคียวอิจิ ทานาดะ" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย
ผลิตสินค้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
โรงงานบ้านโพธิ์ตั้งอยู่บนพื้นที่รวมกว่า 1.5 พันไร่ ในเฟสแรกนี้ใช้อยู่แค่ 300 ไร่ แต่สิ่งที่สะดุดในโรงงานแห่งนี้คือ สวนป่าย่อมๆ ที่เต็มไปด้วยต้นไม้หลากหลายพันธุ์ทำให้ดูร่มรื่น โดยนายทานาดะอธิบายด้วยภาษาไทยที่ชัดเจน ว่าเป็นนโยบายของโตโยต้าที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญด้วย เพราะผู้ผลิตรถยนต์ก็เป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่สร้างมลพิษให้โลกใบนี้ การปลูกป่าถือเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่แสดงว่าโตโยต้าต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
“เวลาผลิตรถยนต์ เราก็คิดถึงสิ่งแวดล้อมด้วย ต้องพัฒนาสินค้าให้มีการใช้น้ำมันลดลง ปล่อยอากาศที่เป็นพิษน้อยลง ไม่ใช่คิดแค่ผลิตรถยนต์ขายอย่างเดียว อันนี้เป็นนโยบายของบริษัทแม่อยู่แล้ว สิ่งที่โตโยต้าทำทั่วโลกอยากให้ประชาชนทราบว่าสิ่งแวดล้อมเป็นเหมือนความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท”
ทั้งนี้ ในเรื่องการรับผิดชอบต่อสังคมนั้น โตโยต้าทำมากว่า 20 ปีแล้ว เช่น โครงการถนนสีขาว บริษัทถือเป็นความรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน และปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนแล้ว มีการขยายมาสู่เรื่องสิ่งแวดล้อม อย่างเมืองไทยขณะนี้เมื่อเทียบกับอดีตอากาศร้อนขึ้นมาก บริษัทก็มองว่าเรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของบริษัทเหมือนกัน เพราะบริษัทผลิตรถยนต์มีส่วนทำให้เกิดการปล่อยมลพิษ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์จากท่อไอเสียรถยนต์ ดังนั้น จึงต้องช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และทำวิจัยพัฒนารถยนต์ที่ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น
สำหรับเรื่องพลังงานทดแทนนั้น โตโยต้ามั่นใจว่าไฮบริดเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะนอกจากช่วยประหยัดน้ำมันแล้ว ยังทำให้สนุกกับการขับขี่ด้วย และเชื่อว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ไฮบริดจะเป็นที่นิยมมากในเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยจึงทำให้โตโยต้าเลือกประเทศไทยเป็นอันดับต้นๆ ในการแนะนำรถยนต์คัมรีไฮบริด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสำหรับโตโยต้าแล้ว เมืองไทยก็เหมือนเอเชีย จากการใช้ที่นี่เป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก
ยกไทยฐานผลิตใหญ่อันดับสี่
ปัจจุบันโตโยต้ากำลังผลิตกว่า 6 แสนคันต่อปี โดยที่โรงงานบ้านโพธิ์ผลิตได้ประมาณ 1 แสนคัน แต่การผลิตแบบเต็มกำลังสามารถเพิ่มได้อีก 3 แสนคัน เป็นปีละ 4 แสนคัน หากรวมทั้งหมด 4 โรงงานกำลังผลิตจะสูงเกือบ 1 ล้านคันต่อปี ถือว่าสูงสุดในเอเชีย ถ้าในระดับโลกก็เป็นที่ 4 รองจากญี่ปุ่น สหรัฐ และจีน เท่านั้น ซึ่งการเลือกไทยเป็นฐานการผลิตของโตโยต้า แม้ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องต้นทุนการผลิต แต่ยังเป็นเรื่องผู้คน ความผูกพันในแง่ประวัติศาสตร์ระหว่างไทยและคนญี่ปุ่นด้วย
“คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ชอบคนไทย และคนไทยส่วนใหญ่ก็ชอบคนญี่ปุ่น เมื่อคนมีความเข้าใจกันก็ทำให้การพัฒนาทำได้ง่ายขึ้น ช่วงเวลาที่ผ่านมาก็จะเห็นว่าฝีมือของไทยมีการพัฒนาขึ้นมาก และในเชิงธุรกิจเองก็เติบโตขึ้นมาก ตลาดรถยนต์ในเมืองไทยโตขึ้นจากเมื่อ 20 ปีก่อนประมาณ 10 เท่า แต่หากรวมส่งออกด้วยก็โตถึง 20 เท่า เห็นได้ชัดมาก การตัดสินใจเลือกเมืองของโตโยต้าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง”
ต่อแนวคิดเรื่องการผลิตอีโคคาร์ตามนโยบายรัฐบาล ที่ดูเหมือนโตโยต้าจะยังไม่ได้ดำเนินนโยบายที่ชัดเจนนั้น กรรมการผู้จัดการใหญ่ โตโยต้ายอมรับว่า ในจุดนี้บริษัทอาจจะช้ากว่าผู้ผลิตรายอื่น นั่นเป็นเพราะโตโยต้ามีความมั่นใจว่ารถยนต์ไฮบริดเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการขับขี่และสิ่งแวดล้อม แต่หากรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนเรื่องอีโคคาร์บริษัทคงไม่ทิ้งเรื่องนี้ คาดอีก 2 ปีข้างหน้าซึ่งครบรอบ 50 ปีในการทำธุรกิจในเมืองไทย ก็จะเริ่มผลิตรถยนต์อีโคคาร์ โดยในระหว่างนี้จะศึกษาและพัฒนาว่าอะไรดีที่สุด
นอกจากความคล่องตัวในการใช้ภาษาไทยแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่เขามองว่าทำให้ถูกส่งมาดูแลโตโยต้าเมืองไทยก็คือ การเป็นตัวนำโชค โดยเล่าว่า เมื่อมาเมืองไทยครั้งแรกประมาณ 20 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเศรษฐกิจตกมาก แต่ในช่วง 5 ปีที่เข้ามาทำงานนั้น ปรากฏว่ายอดขายของโตโยต้าเพิ่มขึ้นจาก 2 หมื่นคันเป็น 7 หมื่นคัน เพราะเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาผลผลิตทางการเกษตรดีขึ้น ราคาน้ำมันไม่แพงมาก ทำให้รถกระบะขายดีมาก
สำหรับการกลับมารอบนี้ เมื่อกลางปีที่ผ่านมาก็เป็นช่วงเศรษฐกิจตกต่ำเช่นกัน แต่ในช่วงไตรมาส 3 ก็เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว จนไตรมาส 4 ปีที่แล้วการฟื้นตัวค่อนข้างชัดเจน จึงมั่นใจว่าเขายังเป็นตัวนำโชคอยู่อย่างแน่นอน และในปีนี้ราคาข้าว ยางพาราล้วนแต่มีทิศทางที่ดี โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดีขึ้น เห็นได้จากรถบรรทุกขายดีขึ้น โยงใยมารถกระบะขายดีตาม เพราะมีการต่อยอดโครงสร้างพื้นฐาน โดยจะเห็นรถบรรทุกฟื้นตัวก่อนเสมอ แต่ถ้ายอดรถบรรทุกลดลง ก็ต้องระวังเพราะรถกระบะก็จะเป็นในทิศทางเดียวกัน ส่วนรถเก๋งจะขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม
มองตลาดรถยนต์ปีนี้โตเกิน 10%
สำหรับการเติบโตของตลาดรถยนต์โดยรวมนั้น เขามองว่าน่าจะเติบโตราว 10% จากยอดขาย 5.5 แสนคันในปีที่แล้ว ขึ้นมาเป็น 6 แสนคันในปีนี้ แต่เมื่อดูจากยอดขายในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาแล้ว โอกาสที่จะเติบโตถึง 15-20% ก็เป็นไปได้ เพราะเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วที่คาดไว้ โดยปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อคือ อัตราดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน ราคาสินค้าเกษตร
“ตอนนี้ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ยังเอื้อต่อตลาดรถยนต์ แต่เวลาดอกเบี้ยขึ้นเราต้องระวังเพราะกระทบต่อการตัดสินใจ ส่วนราคาน้ำมันระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลก็ยังรับได้ ขณะที่การเมืองแม้ไม่อยากพูดถึงแต่ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญอันดับสามที่มีผลกระทบต่อตลาดรถยนต์เหมือนกัน”
สำหรับตลาดส่งออกนั้น มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยปีที่แล้วโตโยต้าส่งออกไป 55% ของการผลิต ขายในประเทศ 45% ในอนาคตการส่งออกจะเพิ่มสัดส่วนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะรถกระบะ มีตลาดอยู่กว่า 100 ประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ตะวันออกกลาง แอฟริกา ยูเออี อังกฤษ และออสเตรเลีย ซึ่งตอนนี้โตโยต้าที่ญี่ปุ่นไม่ได้ผลิตรถกระบะแล้ว จึงเป็นการส่งออกจากเมืองไทยทั้งหมด
“ฝีมือการผลิตในเมืองไทยไม่แพ้ญี่ปุ่นแน่นอน ซึ่งเป้าหมายในอนาคตของโตโยต้าไทยไม่ใช่แค่การผลิตอย่างเดียว แต่จะเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาทั้งด้านบุคลากรและเทคโนโลยี มีนโยบายให้คนไทยพัฒนาสินค้าของคนไทย รวมทั้งการบริหารด้วย ผมอยากเห็นคนไทยเป็นเบอร์หนึ่งในเมืองไทยเอง แต่จะเวลาใดขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทแม่”
นายทานาดะเล่าถึงการหลักการทำงานว่า ยึดเรื่อง 3 ส เป็นหลัก ได้แก่ สวัสดี นั่นคือการทักทายกัน เพราะในการทำงานเป็นทีมต้องมีการพูดจาทักทายกันป็นเรื่องปกติ และ ส ต่อมาคือ สบายดี หมายความสุขภาพต้องแข็งแรง จิตใจต้องสบายด้วย ส่วนอีก ส ได้แก่ สนุก โดยเขามองว่าพนักงานใช้เวลาเกือบครึ่งหนึ่งในชีวิตอยู่กับการทำงาน ดังนั้น ควรทำงานให้สนุก ยิ้มแย้มแจ่มใจ
ปัจจุบันโตโยต้ามีพนักงานกว่า 1.3 หมื่นคน หากรวมธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นซัพพลายเออร์ชิ้นส่วน และตัวแทนขายแล้วก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 5 หมื่นคน
นอกจากนี้ เขายังพูดถึงวิกฤติหนักของโตโยต้าจากปัญหาการเรียกรถคืนจำนวนมากในสหรัฐด้วยว่า มั่นใจว่าปัญหาทุกอย่างจะแก้ไขได้ และในอนาคตสหรัฐก็จะมั่นใจว่าโตโยต้ามีการปรับปรุงให้ดีขึ้นแล้ว โดยตอนนี้มีการตั้งองค์กรใหม่มาดูแลคุณภาพให้เข้มงวดและทั่วถึงมากขึ้น ซึ่งช่วงที่ผ่านมาจุดอ่อนคือ การดูแลอาจไม่ทั่วถึงเพราะมีการเติบโตอย่างรวดเร็วเกินไป อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้กระทบต่อตลาดในประเทศไทย
“ในเมืองไทยเราอธิบายกับตัวแทนขาย เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้า และเราก็มั่นใจว่าชิ้นส่วนที่ผลิตจากที่นี่ต่างจากสหรัฐ เพราะเป็นคนละแบบกัน ผมเชื่อว่าการตรวจสอบที่เมืองไทยดีมาก จะไม่มีปัญหาเหมือนที่เกิดขึ้นในสหรัฐ โดยบทเรียนสำคัญที่เราได้รับคือ เราต้องปรับปรุงสินค้า ทำให้ลูกค้ามั่นใจเรื่องคุณภาพ และเราไม่คิดเรื่องผลิตสินค้าอย่างเดียว ต้องนึกถึงสังคมไทยด้วย”



