ข่าว

มองต่างมุมภัยแล้งเมืองเหนือคนภาคเกษตรจี้รัฐแก้ให้ถูกทาง

มองต่างมุมภัยแล้งเมืองเหนือคนภาคเกษตรจี้รัฐแก้ให้ถูกทาง

22 มี.ค. 2553

ขณะที่หลายฝ่ายต่างตื่นตระหนกต่อภาวะความแห้งแล้งของน้ำในลุ่มแม่น้ำโขงที่ลดลงอย่างรวดเร็วเกินความคาดหมายนั้น อีกมุมหนึ่งของสถานการณ์ภัยแล้งในภาคเหนือก็ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ในปี 2553 ต้องยอมรับว่ามีแนวโน้มรุนแรงมากกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา

เพราะนอกจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงจากผลกระทบของปรากฏการณ์ "เอลนีโญ่" ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ยังมีอีกหลายปัจจัย หลายสาเหตุ ที่ส่งผลกระทบทำให้ฤดูแล้งเกิดขึ้นเร็วและมีระยะเวลายาวนานมากกว่าในอดีต จนขนาดอ่างเก็บน้ำหลายแห่งมีปริมาณน้ำลดลงอย่างมาก ส่วนบรรดาเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชต้องประสบสภาวะการขาดแคลนน้ำอย่างหนัก

 ล่าสุด จ.เชียงใหม่ ประกาศพื้นที่ซึ่งประสบภัยแล้งแล้วจำนวน 9 อำเภอ รวม 44 ตำบล 395 หมู่บ้าน ได้แก่ อ.สันทราย ในพื้นที่ 9 ตำบล 31 หมู่บ้าน อ.อมก๋อย 6 ตำบล 74 หมู่บ้าน อ.ไชยปราการ 4 ตำบล 39 หมู่บ้าน อ.สะเมิง 2 ตำบล 13 หมู่บ้าน อ.จอมทอง 6 ตำบล 98 หมู่บ้าน อ.สารภี 4 ตำบล 13 หมู่บ้าน อ.สันกำแพง 1 ตำบล 11 หมู่บ้าน อ.เมือง 5 ตำบล 17 หมู่บ้าน อ.แม่แจ่ม 7 ตำบล 100 หมู่บ้าน

  นายผนิต เจริญบูรณ์ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ระบุว่า จากการประเมินสถานการณ์ภัยแล้งในปี นี้คาดว่าพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังทั้งในและนอกเขตชลประทานที่มีจำนวน 9.5 หมื่นไร่ จะได้รับความเสียหายประมาณ 10% ส่วนใหญ่อยู่ในเขตนอกชลประทาน เมื่อเทียบกับปี 2552 มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังนอกเขตชลประทานเสียหายประมาณ 100-200 ไร่

 ด้าน นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 1 กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ในปี 2553 มีปริมาณน้ำอยู่ 53 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 20% ของความจุ 263 ล้านลูกบาศก์เมตร ในจำนวนนี้แบ่งเป็นน้ำนอนอ่าง 10 ล้าน ลูกบาศก์เมตร และน้ำที่ใช้การได้ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร

 ทั้งนี้ชลประทานได้ทำข้อตกลงการวางแผนเพาะปลูกแก่เกษตรกร โดยขอร้องไม่ให้ปลูกข้าวนาปรังเพิ่มอีก มิฉะนั้นน้ำอาจไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก ชลประทานไม่ต้องการนำน้ำในอนาคตมาใช้ โดยได้ทำข้อตกลงจัดสรรน้ำให้พื้นที่เกษตรกรรม แบ่งเป็น นาปรัง 1 หมื่นไร่ พืชไร่ 4,000 ไร่ ไม้ผลหรือไม้ประจำถิ่น 2,600 ไร่ รวมพื้นที่เพาะปลูก 4 หมื่นไร่

  นอกจากนี้ชลประทานยังจัดสรรน้ำเพื่อป้อนให้สำนักงานประปาจังหวัดเชียงใหม่ ผลิตน้ำประปาอีก 2 หมื่นลูกบาศก์เมตร เพื่อส่งให้ประชาชนในตัวเมืองเชียงใหม่ จึงต้องมีการสำรองน้ำไว้ผลิตน้ำประปาสำหรับการบริโภคเพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลนจนกระทบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

 แต่ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่ามีการปลูกข้าวนาปรังเพิ่มกว่า 7,000 ไร่ รวมเป็น 1.7 หมื่นไร่ สาเหตุเพราะข้าวมีราคาสูงขึ้น ชลประทานได้ตรวจสอบไปยังโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงยืนยันว่ายังรับมือได้จึงอนุโลมให้เกษตรกรเพาะปลูกข้าวนาปรังได้อีก 7,000 ไร แต่ถ้าเกษตรกรยังขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มไม่รับประกันว่าจะมีน้ำเพียงพอหรือไม่ แต่เชื่อมั่นว่าถ้าเกษตรกรให้ความร่วมมือปีนี้เราจะรอดพ้นจากสถานการณ์ภัยแล้งแน่นอน

 ทั้งนี้ เนื่องจากปีนี้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ฤดูแล้งจะมีระยะเวลายาวนานกว่าปีที่ผ่านมา  ชลประทานจึงวางแผนการใช้น้ำและปล่อยน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาน้ำต้นทุนไว้ และปล่อยน้ำเข้าสู่เหมืองและฝายต่างๆ ไปหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรม ฯลฯ

 ส่วน นายสมาน ทัดเที่ยง ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำภาคเกษตรกรรมลุ่มน้ำแม่กวง กล่าวว่า ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นปีนี้ถือว่ารุนแรงกว่าปีที่ผ่านๆ มา โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกลุ่มน้ำแม่กวง ที่ใช้น้ำจากเขื่อนแม่กวงอุดมธารา พบว่ามีปริมาณน้ำเหลืออยู่เพียง 20% เท่านั้น ผลกระทบย่อมเกิดขึ้นแน่นอนต่อพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังในฤดูแล้งมีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 6-7 หมื่นไร่

 แม้ก่อนหน้านี้ชลประทานจะขอความร่วมมือให้เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังได้เพียง 1 หมื่นไร่ แต่จากการตรวจสอบว่ามีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเกินมาถึง 9,000 ไร่ รวมเป็น 1.9 หมื่นไร่ เนื่องเกษตรกรไม่มีทางเลือกเพราะเป็นวิถีชีวิต เชื่อว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นแน่นอนเพราะน้ำที่จัดสรรเพื่อการเพาะปลูกมีไม่เพียงพอ

 "การแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งที่เกิดขึ้น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหา โดยเฉพาะโครงการสร้างอุโมงค์ผันน้ำแม่งัด-แม่กวง ที่มีการศึกษาและสำรวจออกแบบมาตั้งแต่ปี 2543 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมเพราะถูกคัดค้านจากองค์กรเอกชน ทั้งที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวงได้ เนื่องจากแต่ละปีมีการปล่อยน้ำจากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อ.แม่แตง ลงสู่แม่น้ำปิงปีละกว่า 100-200 ล้านลูกบาศก์เมตร" นายสมาน กล่าว

 ภัยแล้งที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี กำลังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามบริหารจัดการการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นการแก้ไขเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นเท่านั้น รัฐบาลต้องให้ความสำคัญและกำหนดแผนยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นอย่างจริงจังก่อนที่ปัญหาจะทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่านี้