
กำลังระลอกสองของฝ่ายเสื้อแดง
การถึงจุดผกผันของฝ่ายเสื้อแดงที่มาเร็วเกินคาด หลังจากการถอนตัวจากหน้ากรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ทำให้ฝ่ายเสื้อแดงต้องใช้แนวทางการต่อสู้แบบยืดเยื้อเพื่อรักษาโมเมนตัมของการยุทธให้อยู่ในสนามได้ต่อไป ความสำเร็จหรือล้มเหลวในสัปดาห์หน้า
จะขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาเอกภาพการบังคับบัญชา การแก้ทางที่ฝ่ายรัฐบาลเดินและการปลุกเร้าความสนใจนานาชาติ กำลังระลอกสอง ซึ่งเป็นกำลังความหวังของฝ่ายเสื้อแดงและเป็นกำลังที่ฝ่ายรัฐวิตกมากกว่ากำลังระลอกแรกเสียอีกนั้นเป็นหัวใจสำคัญ
จุดผกผันหมายถึงการเปลี่ยนสภาพการรณรงค์ ในกรณีนี้ฝ่ายเสื้อแดงที่เคยระดมกำลังพลทำการยุทธได้เกือบ 2 แสนคนต้องลดกำลังลงทันทีเมื่อรัฐบาลไม่ยอมยุบสภา ขณะที่ฝ่ายสามเกลอก็ไม่กล้าใช้วิธีรุนแรงเข้าหัก ราบ 11 ผลก็คือมวลชนจำนวนมากไม่เข้าร่วมม็อบ ส่วนใหญ่เพราะไม่แน่ใจในหนทางชนะ เลยไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียสถานะและทรัพย์สิน หากต้องเข้าร่วม อีกทั้งก็มีส่วนหนึ่งที่อาจแยกออกไปดำเนินการเองเพราะไม่พอใจที่ นปช.มีเอนด์สเตทยุทธการแดงเคลื่อนพลทั้งแผ่นดินแค่ให้อภิสิทธิ์ยุบสภา ในเมื่อฝ่ายเสื้อแดงเสียเปรียบ กำลังระลอกสองจึงถูกนำมาใช้
กำลังระลอกสองที่เป็นกำลังหลักคือกำลังจากต่างจังหวัดที่เข้ามาเสริมเติม ทดแทนและผลัดเปลี่ยนกำลังเดิม แม้ว่าค่าใช้จ่ายสูง แต่จำเป็นต้องทำ เพราะกำลังประเภทนี้ไม่ใช่ไว้ยึดพื้นที่ที่ผ่านฟ้าเท่านั้น แต่ต้องดำเนินกลยุทธ์หลากหลาย หากดาวกระจายด้วยคนจำนวนน้อยอย่างเมษายนปีกลายพลังกดดันรัฐจะลดลงมาก ดังนั้นกำลังประเภทนี้จึงสามารถเข้ากรุงได้ตลอดเวลา มีกำลังระลอกที่สาม ที่สี่ รอทดแทนแม้ในยามสงกรานต์ และมีกลไกส่งกำลังบำรุงที่ดีรองรับ
แม้ว่าคนที่ผ่านฟ้าจะลดลง แต่พลังเงียบในกรุงเทพฯ ที่เชียร์ฝ่ายแดงใช่ว่าจะน้อย เมื่อพิจารณาจากภาพชาวบ้านที่ต้อนรับขบวนเสื้อแดงและการไม่ปะทะกับเสื้อแดงบางพวก (ที่ไม่รู้ว่าจริงหรือเทียม) เหมือนที่เคยทำเมื่อเมษายนปีกลาย ดังนั้น คนกรุงเทพฯ ก็เป็นกำลังระลอกสองที่สำคัญ ที่แกนนำเสื้อแดงหวังจะนำออกสู่ที่กว้าง ถึงไม่อยู่ในขบวนก็ต้องเป็นฐานมวลชนที่แข็งแกร่งเพื่อชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ลำพังกำลังระลอกสองที่เปิดเผยทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดก็น่าที่จะทำให้แกนนำ นปช. ไม่ถอดใจจนหาทางลงจบศึกดื้อๆ อย่างที่นักวิเคราะห์ซีกรัฐคาดการณ์ แต่กำลังระลอกที่สองของฝ่ายเสื้อแดงที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมสั่งการของ นปช.นั้น เป็นเรื่องน่าขบคิด สังคมได้แต่หวังว่ากำลังเหล่านี้จะยึดหลักสันติวิธีจนถึงที่สุดเช่นเดียวกับที่สามเกลอยึดถือ ในทางกลับกัน ฝ่ายรัฐก็ต้องใช้ความชอบธรรมและดำเนินการอย่างเหมาะสมต่อกำลังประเภทนี้ด้วย



