
รักกันไว้เถิด
มีคนบ่นว่าละครโทรทัศน์ประเภทชายหยิ่งหญิงผยองอย่าง เชลยศักดิ์ ก็จบแล้ว ละครกระจุ๋มกระจิ๋มอย่าง ทัดดาว บุษยา ก็มาจบลงอีก ตอนนี้ก็เลยไม่มีอะไรให้ดู ครั้นจะดูละครการเมือง เสื้อแดงแรงฤทธิ์ ก็มีแต่มุกเก่าๆ แถมยังเป็นมุกแป้กอีกต่างหาก หนำซ้ำเนื้อหาและคำพู
จากละครสองเรื่องนั้น คนที่บ่นตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดละครหรือนิยายไทยจึงนิยมใช้ฉากและตัวละครที่เป็นคนภาคเหนือ ขณะที่ฉากและตัวละครที่เป็นคนภาคใต้หรือภาคอีสานไม่ค่อยจะมีให้เห็นมากนัก เรื่องนี้ น่าจะเป็นความนิยมที่สืบทอดมาจากสมัยรัชกาลที่ 5 ในยุคที่หัวเมืองเหนือยังมีเจ้าปกครอง รวมทั้งการที่อังกฤษเข้ามามีบทบาทในพม่าและวางแผนจะฮุบหัวเมืองเหนือของไทยทำให้รัฐบาลไทยในเวลานั้นให้ความสนใจต่อดินแดนดังกล่าวมากขึ้น มีการสร้างทางรถไฟสายเหนือและวางสายโทรเลขเพื่อเชื่อมโยงระบบคมนาคมและโทรคมนาคม รวมทั้งการดำเนินกุศโลบายต่างๆ เพื่อโน้มน้าวจิตใจของเจ้าเมืองเหนือให้นิยมไทย
อย่างไรก็ตาม เมืองเหนือในสมัยนั้นหรือสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คือเมื่อประมาณ 70 ปี มาแล้ว ก็ยังเป็นสิ่งที่แปลกหูแปลกตา และน่าตื่นอกตื่นใจของคนกรุงเทพฯ ทั้งในแง่ของ ผู้คนศิลปวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ โบราณสถาน หรือภูมิประเทศที่มีความงดงามตามธรรมชาติ ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจที่มีละครเรื่อง “สาวเครือฟ้า” (ซึ่งกรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงดัดแปลงจากเรื่อง “มาดามบัตเตอร์ฟลาย”) บทเพลงอย่าง “วังบัวบาน” หรือ “มนต์เมืองเหนือ” สืบมาจนถึงนวนิยายอย่าง “เชลยศักดิ์” หรือ “ทัดดาว บุษยา” รวมทั้งเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย
สำหรับภาคใต้นั้น แม้ความเป็นมาและการแทรกแซงของอังกฤษจะใกล้เคียงกับภาคเหนือ
แต่ยังมีปัจจัยบางอย่างที่แตกต่างไป โดยเฉพาะเรื่องของศาสนา และความผูกพันของคนในพื้นที่ต่อคนในประเทศเพื่อนบ้านที่มีพื้นฐานเดียวกัน และความรู้สึกที่ไม่ดีบางประการต่อระบบและคนของรัฐบางส่วน ก็ทำให้คนกรุงเทพฯ ไม่ได้ใกล้ชิดคนในภาคใต้เท่าที่ควร แต่ก็นับเป็นโชคดีประการหนึ่งที่ภาคใต้เป็นดินแดนแห่งนักคิดนักเขียน ซึ่งได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และความงดงามของธรรมชาติ ออกมาอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ “อิงอร” ในยุคละครเวที ภาพยนตร์หลายเรื่องโดยคุณเชิด ทรงศรี และนิยายของ “พนมเทียน” จนถึงนักเขียนนักกวีรุ่นหลังอย่าง “กนกพงศ์ สงสมพันธุ์” อังคาร กัลยาณพงศ์ และ “พนม นันทพฤกษ์” เป็นต้น
ย้อนกลับมาดูภาคอีสานกันบ้าง แม้ว่าตามความเป็นจริงแล้ว ภูมิภาคนี้จะเป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ มีธรรมเนียมประเพณี มีสถานที่ที่น่าสนใจมากมาย และมีประชากรเป็นจำนวนมากที่สุดของประเทศ แต่ก็ไม่ได้เห็นนิยายหรือละครรักประทับใจที่ใช้ฉากหรือตัวละครเป็นคนอีสาน และถึงว่าภาคอีสานจะมีนักเขียนเป็นจำนวนไม่น้อย แต่ผลงานส่วนใหญ่จะอยู่ในประเภทเรื่องสั้นหรือบทกวี ซึ่งมักจะสะท้อนความทุกข์ยากแห้งแล้ง มาตั้งแต่ยุค “บนฟ้าบ่มีน้ำ ในดินซ้ำมีแต่ทราย” ของ “นายผี” และ “ลูกอีสาน” ของคำพูน บุญทวี แต่ถึงแม้ว่าภาคอีสานจะขาดแคลนนิยายหรือละคร แต่ถ้าพูดถึงศิลปินและครูเพลงลูกทุ่งแล้ว ก็คงไม่มีภาคไหนกินภาคอีสานได้หรอกครับ
ครับ “วันเว้นวัน” วันนี้ อยากจะให้คนที่ดูละครโทรทัศน์ คนที่อ่านหนังสือ และคนไทยทุกคนภูมิใจและพอใจกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชาติไทย รวมทั้งรักและชื่นชมวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีความแตกต่างกันแต่ต่างก็ทรงคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง เหมือนเช่นเพลงของครูนคร ถนอมทรัพย์ ที่เราได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆ ในระยะนี้ว่า “รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย จะอยู่ที่ไหนๆ ก็ไทยด้วยกัน” นั่นแหละครับ



