
ช่วยกัน"ยื้อ"
ต้องยอมรับว่า การตัดสินใจ "เสี่ยง" เคลื่อนพล "คารวะใจคนกรุง" ของ "ม็อบเสื้อแดง" เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่ผ่านมา สมกับคำชมของ "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ที่กล่าวปราศรัยบนเวทีเสื้อแดงว่า "วีระนายแน่มาก"
การตัดสินใจของ "แกนนำคนเสื้อแดง" ในการเคลื่อนพลครั้งนี้ น่าจะมีการประเมินแล้วว่า การเคลื่อนไหวของ "คนเสื้อแดง" ในสายตาของสังคม โดยเฉพาะคนกรุงไม่เป็นผลดีสักเท่าไหร่
ดังนั้นการตัดสินใจเคลื่อนพลครั้งนี้จึงมีทางเลือกเพียงแค่ 2 ทาง คือ "สำเร็จ" กับ "ล้มเหลว" !
แต่ดูแล้วแกนนำหลายคนหวั่นใจว่าจะล้มเหลวมากกว่า แต่เมื่อเทียบกับกิจกรรมที่ผ่านมา มีกระแสติติงมากกว่า หากจะเสี่ยงอีกครั้งก็คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้
ในทางตรงกันข้าม ถ้าทำแล้วสำเร็จจะได้รับเสียงชื่นชมจากสังคมและสายตาจากสื่อต่างประเทศที่พากันมาทำข่าวจำนวนมาก
เมื่อตัดสินใจทำแล้ว กระแสตอบรับถือว่า "คุ้ม" กับความเสี่ยง
ผลที่ออกมาก็ทำให้ "แกนนำเสื้อแดง" และ ส.ส.เพื่อไทย เริ่มมีความมั่นใจในการชุมนุมยืดเยื้อ เพื่อกดดันรัฐบาลให้ยุบสภา
แม้ว่า ในความเป็นจริง ในกรุงเทพฯ มีคนกรุงจริงๆ เพียงไม่กี่คน สังเกตจากเทศกาลหรือวันหยุดติดต่อกันหลายวันการจราจรในกรุงเทพฯ จะโล่ง
นอกจากคนต่างจังหวัดที่มาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาแล้ว ยังมีประชาชนที่เป็นฐานเสียงของ "พรรคเพื่อไทย" ในกรุงเทพฯ มาร่วมชุมนุมอีกด้วย
โดยหากดูคะแนนเลือกตั้ง ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยในกรุงเทพฯ น้อยกว่าพรรคประชาธิปัตย์เพียง 3 แสนกว่าเท่านั้น
มีคนค่อนขอดมาว่า หากสังเกตให้ดีจะเห็นมีรถยนต์หรูมาร่วมในขบวนด้วย ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ใช่เสื้อแดงโดยสายเลือด แต่มาเพราะอยาก "โชว์" การเคลื่อนพลครั้งนี้ จึงไม่ต่างกับขบวนแห่งานเทศกาลอะไรสักอย่าง
ส่วนที่จำนวนคนมีจำนวนมากขึ้น เพราะเสื้อแดงมีกระบวนการจัดตั้งที่เป็นระบบ!
นั่นเพราะขณะนี้เสื้อแดงมีการหมุนเวียนผู้ชุมนุมให้เป็นระบบมากขึ้น โดยมีการวางแผนการชุมนุม ในวันจันทร์-ศุกร์จะมีผู้ชุมนุมประมาณ 2-3 หมื่นคนต่อวัน
จังหวัดที่มีความเข้มแข็งในการหมุนเวียนคนเข้ามาชุมนุมส่วนใหญ่คือ อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี นครราชสีมา ชัยภูมิ คนที่มาชุมนุมส่วนใหญ่อยู่ในวัย 35 ปีขึ้นไปประมาณ 80% เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ส่วนใหญ่กลุ่มที่คลั่งไคล้คนเสื้อแดงเป็นกลุ่มหัวคะแนน ส.ส. และเป็นคนของแกนนำผู้ประสงค์จะลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทย เนื่องจากบางพื้นที่ยังไม่มีผู้สมัคร เพราะ ส.ส.ย้ายไปสังกัดพรรคอื่น จึงต้องการเอาใจ "นายใหญ่" หวังเป็นตัวเลือกคราวหน้า
ส่วนผู้ชุมนุมที่เป็นผู้หญิง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแฟนพันธุ์แท้ของ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี และสามเกลอ จะเป็นคนกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง
จะเห็นว่าการมาชุมนุมของคนเสื้อแดงครั้งนี้มีจำนวนมาก ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าทุกครั้ง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ผู้ชุมนุมมีทั้งผู้ตั้งใจมาชุมนุม..ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ยังจะมา
นอกจากนี้กิจกรรมบนเวทีเสื้อแดง แกนนำไม่ทำลายแนวร่วม มีการเคลื่อนไหวที่ชัดเจน เน้นโจมตีไปที่ "ป๋าเปรม" พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี และคนแวดล้อม
มีการประเมินกันว่า การชุมนุมครั้งนี้อาจยืดเยื้อไปถึงเดือนเมษายน แต่น่าจะจบก่อนสงกรานต์ เพราะเป็นเทศกาลวันครอบครัวพร้อมหน้า
ดังนั้นการชุมนุมครั้งนี้ ถ้าคนเสื้อแดง "ปิดเกมเร็ว" สามารถกดดันให้รัฐบาล "ยุบสภา" ได้เสร็จ สิ่งที่จะตามมาคือ "พรรคเพื่อไทย" จะชนะการเลือกตั้งถล่มทลายอย่างแน่นอน!!
แต่ก็มีข่าวสะพัดมาว่า "นายใหญ่" เตรียมสั่งการให้เตรียมระดมพลครั้งใหญ่อีกครั้ง คราวนี้ให้มีผู้ชุมนุมมากกว่าวันที่ 14 และวันที่ 20 มีนาคม แต่เป้าหมายวันเวลายังไม่ชัดเจน
แต่ถ้าการชุมนุมของ "คนเสื้อแดง" ยืดเยื้อโดยใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน คนเสื้อแดงจะมีความรักใคร่กลมเกลียวกันมากขึ้น แต่จะทำให้ได้จำนวน ส.ส.ลดน้อยลง เพราะประชาชนจะเริ่มไม่ชอบพรรคเพื่อไทย เนื่องจากการชุมนุมของคนเสื้อแดงระยะยาวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและทำให้ประเทศเกิดความวุ่นวาย
ขณะเดียวกันรัฐบาลก็จะได้ ส.ส.น้อยลงด้วย เพราะเบื่อหน่ายการทำงานท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์
การเมืองจะเกิดสภาพที่เรียกว่า "ไม่เอาทั้งสีเหลืองและสีแดง" จุดนี้เองจะทำให้พรรคทางเลือกที่ 3 ที่ไม่ใช่รัฐบาลและฝ่ายค้านจะเป็นเลือกใหม่ของประชาชน
ส่วนเหตุการณ์มือมืดยิงจรวด "อาร์พีจี" ใกล้กับกระทรวงกลาโหม จนทำให้มีผู้บาดเจ็บ ทำให้หลายคนเริ่มหวั่นใจอาจเกิดความรุนแรงกับผู้ชุมนุม จะเห็นว่า ทั้งแกนนำผู้ชุมนุมและรัฐบาลพยายามจะใช้ความระมัดระวังในเรื่องนี้
ในกลุ่มผู้ชุมนุม "แกนนำ" มีการปรับการ์ดให้เดินตรวจรอบบริเวณที่ชุมนุมอย่างเข้มแข็งมากขึ้น ขณะที่ "รัฐบาล" ก็ปรับเพิ่มหน่วยรักษาความปลอดภัย พร้อมดึงหน่วยงานเอกชนมาเป็นหูเป็นตา เช่น จส.100
ทำให้ทั้งสองฝ่ายถูกมองว่าพยายามใช้เกม "ยื้อ" โดย "เสื้อแดง" ชุมนุมยืดเยื้อเพื่อดึงมวลชนร่วมกดดันรัฐบาล หากรัฐบาล "ยื้อ" ไม่ยอมยุบสภา
ดังนั้น "การเจรจา" ระหว่างรัฐบาลและเสื้อแดง โดยมี "กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ" เป็นตัวกลาง ในความเป็นจริงแล้วไม่น่าจะเกิดขึ้น
ขณะที่ข้อเรียกร้องของ "คนเสื้อแดง" ยื่นเงื่อนไข "ยุบสภา" แล้วค่อยเจรจา และเปลี่ยนตัวผู้เจรจาต้องเป็น "นายกฯ อภิสิทธิ์" เท่านั้น ดูแล้วเป็นข้อเรียกร้องที่สูงเกินไป
ข่าวการเจรจาจึงเป็นเพียงแค่ทำให้เห็นภาพของสองฝ่ายไม่ดันทุรัง ทำให้เห็นว่าได้พยายามแล้ว
ขณะที่ในวันนี้ ปัญหาที่หยั่งรากลึกนั้น เป็นความขัดแย้งของคนหลากสี ถึงมีการเจรจากันจริงความขัดแย้งนี้ก็ยังคงอยู่ และไม่เป็นผลดีหากเปิดทางให้เกิดการเผชิญหน้ากันในขณะที่อยู่ในช่วงการรณรงค์เลือกตั้งทั่วไป
ที่สำคัญ เมื่อการชุมนุมเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้ดีว่า ไม่มีใครคิดจะแตกหัก คนเสื้อแดงพยายามแสดงให้เห็นว่า สงบ สันติ และรู้ดีว่า ฝืนบีบไปรัฐบาลก็คงไม่ทำตาม ขณะที่รัฐบาลก็ยินดีกับคนเสื้อแดงที่แสดงตัวน่ารักเช่นนี้ เพื่อที่จะค่อยๆ บริหารเวลาเพื่อสะสางงบประมาณปีต่อไปให้เสร็จสิ้น
ได้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย !



