
อาวุธสงครามทะลักพื้นที่'ชั้นใน'แผนหละหลวมหรือฝีมือคนใน ?!!
ดูเหมือนว่ามาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยและคุมเข้มสถานที่สำคัญๆ ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่รัฐบาลประกาศใช้มาตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมเป็นต้นมา ไม่อาจควบคุมสถานการณ์การเมืองที่ล่อแหลมเอาไว้ได้ หรือแม้แต่คดีที่เป็นเรื่องส่วนตัวเองก็ดูแลได้ไม่ทั่วถึง จนเกิดเหตุกา
หากไม่นับคดีถล่มเอ็ม 79 ที่เกิดขึ้นตลอดตั้งแต่ต้นปี 2553 ทั้งที่ห้องทำงาน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.และข้างทำเนียบรัฐบาลแล้ว เหตุร้ายที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลุ่มเสื้อแดงเริ่มชุมนุมใหญ่ 14 มีนาคมเป็นต้นมา กับเมื่อค่ำคืนวันที่ 20 มีนาคมนับว่าอุกอาจสะเทือนขวัญและท้าทาย พ.ร.บ.ความมั่นคง อย่างเปิดเผย
ตั้งแต่ก่อนการชุมนุมใหญ่เสื้อแดงจะเริ่มต้นขึ้น กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ในฐานะผู้รับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพฯ ได้วางแผนปฏิบัติในการดูแลรักษาความปลอดภัยบุคคลและสถานที่สำคัญ มีการตั้งด่านตรวจแบ่งเป็นพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ พื้นที่ชั้นกลาง และพื้นที่ชั้นใน เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่กลุ่มคนไม่หวังดีจะมาสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวาย
แต่แล้วเพียงแค่วันที่ 15 มีนาคม เวลากลางวันแสกๆ แท้ๆ คนร้ายไม่ทราบจำนวนก็ยิงเอ็ม 79 เขาใส่ ร.1 พัน.1 รอ.ริมถนนวิภาวดีรังสิต แขวงและเขตดินแดง กรุงเทพฯ ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงส่วนใหญ่อยู่ที่หน้ากรมทหารราบที่ 11
หลังเกิดเหตุคนร้ายสามารถเล็ดรอดด่านตรวจที่ว่ากันว่าเชื่อมต่อโยงใยกันเป็นเครือข่าย "ใยแมงมุม" ไปอย่างง่ายดาย !?!
หน่วยการข่าวและความมั่นคงฟันธงเป็นเรื่องการเมือง แต่แล้วถัดมาอีก 4 วัน 19 มีนาคม ดึกสงัดจนเกือบรุ่งเช้า สองคนร้ายก็แบกเอ็ม 16 ขึ้นรถจักรยานยนต์ไปยิงถล่มบ้านสองพี่น้องนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่ สน.ทองหล่อ
บ้านหลังแรกเป็นของ "สุรพงษ์ เตชะวิบูลย์" เลขที่ 95 ซอยทองหล่อ 3 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ถูกยิงถล่ม 15 นัด จนบ้านและรถยนต์ได้รับความเสียหาย ส่วนหลังที่สองเป็นของ "สุพจน์ เตชะวิบูลย์" เลขที่ 190 ซอยสุขุมวิท 53 ถูกยิงถล่มมากถึง 28 นัด ได้รับความเสียหายไม่แพ้กัน
ทั้งสองนอกจากจะเป็นพี่น้องกันแล้วยังเป็นกรรมการบริษัท ยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ จำกัด ประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ก่อนหน้านี้เคยถูกเจ้าหนี้ข่มขู่หลายครั้ง ครั้งหนึ่งถึงขั้นใช้ปืนยิงใส่บ้านลักษณะเดียวกันนี้
สรุปแล้วเกิดจากประเด็นขัดแย้งเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่การเมือง แต่สิ่งที่เหมือนกันกับคดีแรก คือ มาตรการป้องกันเหตุร้ายของตำรวจล้มเหลวไม่เป็นท่า ?!!
ยิ่งได้เห็นภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าบ้านของสองพี่น้อง ที่บันทึกภาพเอาไว้ได้อย่างชัดเจนพบว่า สองคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์สวมหมวกกันน็อกเต็มใบมาจากปากซอยทองหล่อ 3 ยิงถล่มบ้านของสุรพงษ์ก่อนจะขี่ย้อนกลับไปทางปากซอย แล้วมุ่งหน้าไปที่บ้านของสุพจน์ในซอยสุขุมวิท 53 แล้วหลบหนีออกไปทางเดิม
ถนนสุขุมวิทเป็นถนนสายเศรษฐกิจ มีบริษัทห้างร้านสำคัญๆ ตั้งอยู่มากมาย ไม่ผิดอะไรกับเส้นเลือดใหญ่ของธุรกิจหลากหลายด้าน แถมบ้านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังอยู่ในซอยสุขุมวิท 31 ที่คลาคล่ำไปด้วยตำรวจ-ทหารคอยดูแลคุ้มกันความปลอดภัยด้วย
มาตรการของตำรวจดูเหมือนจะเปราะบางยิ่งขึ้น เมื่อเกิดเหตุคนร้ายพยายามใช้จรวดอาร์พีจียิงถล่มกระทรวงกลาโหม พื้นที่ชั้นในสุดๆ ฐานที่มั่นของสามเหล่าทัพอยู่ติดกับพระบรมมหาราชวัง โชคดีที่คนร้ายมือสมัครเล่น ใช้อาร์พีจีไม่เป็นเลยพลาดไปโดนสายไฟแล้วเกิดระเบิดขึ้นเสียก่อน
อย่างไรก็ดี เช้าตรู่อีกวัน พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.เลยเรียกประชุมนายตำรวจที่เกี่ยวข้อง หาตัวมือยิงที่ได้รับบาดเจ็บกลับไปด้วย ก่อนจะมีคำสั่งด่วนที่สุดส่งถึง ผบก.น.1-9, ผบก.จร., ผบก.สปพ., ผบก.อคฝ., ผบก.ศส., ผบก.อก.และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ 0015.(ศปก.น.) 4779 เนื้อหาโดยสรุปคือให้กำชับตำรวจในสังกัดเพิ่มความเข้มในการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด โดยเพิ่มความถี่และเวลา มุ่งเน้นการตรวจจับอาวุธ วัตถุต้องสงสัย ป้องกันการก่อวินาศกรรม
สายตรวจรถยนต์ให้เปิดสัญญาณไฟวับวาบ ส่วนสายตรวจรถจักรยานยนต์และชุดเคลื่อนที่เร็ว ทั้งระดับ บก.และ สน.ให้ออกตรวจพื้นที่ปรากฏกายให้เห็นเด่นชัด โดยเฉพาะตามเส้นทางหลัก เส้นทางรอง และสถานที่สำคัญในพื้นที่รับผิดชอบ
ส่วนกำลังปราบปรามจลาจลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสถานที่ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ให้เน้นตรวจสอบจุดชุมนุมและเพิ่มความเข้มตามแผนปฏิบัติ แล้วให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นตรวจสอบการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด เมื่อออกตรวจพื้นที่จุดใดให้แจ้งศูนย์วิทยุของแต่ละ บก.ทราบด้วย
จากการพูดคุยสอบถามปัญหานี้กับนายตำรวจใน บช.น.หลายคน นอกจากคำตอบเรื่องการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดแล้ว ในประเด็นคำถามที่ว่าคนร้ายรู้ความเคลื่อนไหวของตำรวจ หรือแม้แต่คนร้ายเป็นคนใน...หลายคนได้แต่ส่ายหน้าแล้วเดินหนีไป ?!!



