ข่าว

 สงครามซาชิมิ-จานเด็ดแห่งความพ่ายแพ้ของนักอนุรักษ์

สงครามซาชิมิ-จานเด็ดแห่งความพ่ายแพ้ของนักอนุรักษ์

21 มี.ค. 2553

ในขณะที่เสียงครกเสียงสากของส้มตำปลาร้าอาหารจานเด็ดของผู้ชุมนุมในไทยยังคงดังไม่หยุด อีกมุมของโลกอย่างญี่ปุ่น บรรดาพ่อครัวแม่ครัว รวมทั้งชาวญี่ปุ่นทั่วประเทศก็กำลังแสดงความยินดีอย่างท่วมท้นต่อมติของสหประชาชาติ

ในการประชุมนานาชาติอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวกับสัตว์ป่าและพืชพรรณจากป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (ไซเตส) ที่มีตัวแทนกว่า 175 ประเทศเข้าร่วมการประชุมที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์

เพราะผู้ลงมติปฏิเสธข้อเสนอการห้ามล่าปลาทูนาครีบน้ำเงินสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในอาหารจานเด็ดของชาวญี่ปุ่นอย่างซูชิ และซาชิมิ ที่กลายเป็นอาหารยอดนิยมของนักชิมไปทั่วโลก

หลังจากที่บรรดาผู้แทนลงมติอย่างไม่เป็นเอกฉันท์คว่ำมติ 68 เสียง เห็นด้วย 20 เสียง และไม่ออกเสียง 30 เสียง สื่อมวลชนทุกแขนง ตั้งแต่วิทยุโทรทัศน์ไปจนถึงหนังสือพิมพ์ต่างรายงานข่าวนี้เป็นข่าวใหญ่ ท่ามกลางความยินดีของชาวญี่ปุ่นถ้วนหน้า โดยเฉพาะ นายกรัฐมนตรียูคิโอะฮาโตยามะ ที่ออกมาแสดงความพอใจในการลงมติครั้งนี้หลังจากที่ใช้ความพยายามอย่างหนักในการล็อบบี้ประเทศต่างๆ ให้คว่ำมติห้ามล่าปลาทูน่าครีบน้ำเงิน ซึ่งมีราคาแพง

นายฮาโตยามะกล่าวว่ารัฐบาลญี่ปุ่นย้ำอีกครั้งถึงความสำคัญของการจัดระเบียบสต็อกสำรองของทูนาครีบน้ำเงิน แทนที่จะออกกฎห้ามอย่างสิ้นเชิง

"นี่หมายความว่า การนำเข้าทูนาครีบน้ำเงินจะยังคงมีต่อไป และผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ราคาของทูนาครีบน้ำเงินจะไม่แพงไปกว่านี้" นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าว

ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยอย่างสหรัฐและสหภาพยุโรป ที่สนับสนุนการห้ามล่าทูนาครีบน้ำเงิน ต่างก็แสดงความไม่พอใจ เพราะการล้มมติห้ามล่าหมายถึงการทำให้ฝูงสัตว์ป่าแห่งท้องทะเลเหล่านี้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เพราะการจับปลามากเกินขนาด เช่นเดียวกับนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เห็นว่าการตัดสินบนเวทีโดฮานั้นเปรียบเสมือนคำสั่ง "ทำลายล้าง" ปลาราคาแพงเหล่านี้ไปแล้ว

ทอมสตริกแลนด์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกิจการภายในด้านปลา สัตว์ป่า และอุทยานแห่งชาติของสหรัฐ ได้แสดงความเศร้าใจต่อการลงมติครั้งนี้ว่า เป็นความเสื่อมถอยสำหรับทูนาครีบน้ำเงินในมหาสมุทรแอตแลนติก พร้อมประกาศว่าจะสู้ต่อไปเพื่อการจัดการอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมประมง ขณะที่ จาเนซโปตอคนิค คณะกรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปกล่าวว่าการลงมติครั้งนี้เป็นการเดิมพันของสิ่งมีชีวิต

"หากไม่มีการดำเนินการใดๆ ก็จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งที่ทูนาครีบน้ำเงินจะสูญพันธุ์" โปตอคนิคกล่าว

ด้านแพทริกแวน แคลเวอเรน หัวหน้าคณะผู้แทนจากประเทศโมนาโก ซึ่งเป็นผู้เสนอคำสั่งห้ามล่ากล่าวว่า คณะกรรมการไซเตสทั้ง 175 ประเทศ ทำให้เกิด "ลางมรณะ" กับทูนาครีบน้ำเงินแล้ว

"ไม่ใช่ไซเตสที่เป็นผู้ทำลายอุตสาหกรรมการประมง แต่จะเป็นธรรมชาติที่จะลงดาบเอง" แคลเวอเรนกล่าว

ทั้งนี้ทูนาครีบน้ำเงินถือเป็นสัตว์น้ำที่มีความพิเศษมากที่สุดชนิดหนึ่งในโลกแห่งท้องทะเล เป็นสัตว์เลือดอุ่น ปราดเปรียว และเป็นนักล่าเทียบชั้นกับฉลาม สามารถว่ายน้ำฝ่าเกลียวคลื่นได้เร็วถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้มันเป็นหนึ่งในสัตว์ที่ว่ายน้ำเร็วที่สุดในโลก แต่ละปีจะเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก โดยสามารถเดินทางได้ไกลภายใน 1 ครั้งได้เป็นระยะทางมากถึง 8,000-9,000 กิโลเมตร

รวมแล้วชั่วชีวิตมันอาจเดินทางไกลเป็นล้านๆกิโลเมตรเลยทีเดียว

แต่ด้วยลักษณะพิเศษที่มีกล้ามเนื้อแซมด้วยไขมันแน่นทำให้ปลาทูนาครีบน้ำเงินเป็นปลาที่มีมูลค่าสูงในตลาด โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น ที่บริโภคปลาทูนาชนิดนี้มากถึง 3 ใน 4 ของจำนวนที่ล่ามาทั้งหมด ส่วนใหญ่ไปเป็นอาหารชานซูชิ และซาชิมิ

โดยปลาทูนาครีบน้ำเงินขนาดหนัก220 กิโลกรัมเพียงตัวเดียว สามารถประมูลขายได้สูงถึง 160,000 ดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 5 ล้านบาท) แล้ว

อีกทั้งด้วยเทคโนโลยีการประมงสมัยใหม่ที่ใช้เครื่องช่วยอย่างดาวเทียมออกล่าปลาในทะเลเปิดส่งผลให้จำนวนปลาทูนาครีบน้ำเงินลดลงถึงร้อยละ 80 ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และทางตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นสองภูมิภาคที่จะได้รับผลกระทบด้านการค้าระหว่างประเทศจากการห้ามล่า

หลังจากที่ประสบความล้มเหลวในเวทีไซเตสภาระหนักก็มาตกอยู่กับ คณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการอนรักษ์ปลาทูนาแอนแลนติก(ไอซีซีเอที) ที่รับผิดชอบด้านการรักษาจำนวนปลาว่าจะออกกฎใดเพื่อช่วยรักษาปลาพันธุ์นี้เอาไว้ เนื่องจากปลาทูนาครีบน้ำเงินเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศวิทยาในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งหาปลาชนิดนี้สูญพันธุ์ ก็จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบนิเวศวิทยา

แต่การทำงานของคณะกรรมการนี้ก็เป็นที่กังขาเพราะไม่เคยจำกัดจำนวนปลาได้ตามโควต้าที่ตั้งเอาไว้ โดยการผสมพันธุ์ของปลาที่เคยทำได้ปีละ 200,000 ตัว ก็ตกต่ำลงเหลือเพียง 60,000 ตัวภายในเวลาเพียง 20 ปี อีกทั้งขนาดของปลาเองก็เล็กลงกว่าครึ่ง แถมการตกปลาอย่างผิดกฎหมายก็เพิ่มขึ้น 3 เท่า

"ความล้มเหลวของรัฐบาลในการปกป้องทูนาครีบน้ำเงิน จะทำให้เกิดหายนะต่ออนาคตของพวกเรา และทำให้สิ่งมีชีวิตต่างๆ อยู่บนหนทางแห่งการสูญพันธุ์" โอลิเวอร์ โนว์ส จากกลุ่มกรีนพีซระหว่างประเทศกล่าว

ส่วนญี่ปุ่นเองซึ่งแม้จะยินดีต่อการค้านการห้ามล่า แต่ก็รับรู้ถึงความวิตกในอนาคตของสัตว์สวยงามชนิดนี้ โดยหนังสือพิมพ์อาซาฮี หนังสือพิมพ์ชั้นนำของญี่ปุ่นก็สงสัยถึงอนาคตการลดจำนวนลงของปลาทูนาครีบน้ำเงิน

"วิกฤติการห้ามล่าผ่านไปแล้ว แต่ประเด็นใหญ่ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข จึงขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศจะช่วยกันรักษาประชากรทูนาไว้ให้อยู่กับทะเลอย่างยั่งยืนได้อย่างไร" นักวิเคราะห์ของฮาซาฮีกล่าวทิ้งท้าย

มลฤดีจันทร์สุทธิพันธุ์