
ระหว่างถูก(ต้อง)ทุกข้อกับถูก(ต้อง)ที่สุด
เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่ๆ ก็มีใครคนหนึ่งถามดิฉันว่า วันนี้โลกของดิฉันเป็นสีอะไร แน่นอนค่ะว่า เมื่อถามมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยแบบนี้ ไม่ใช่จะตอบกันได้ง่ายๆ เขาก็กรุณามี ตัวเลือก ให้เลือกว่า ข้อ ก.สีชมพู ข้อ ข.สีชมพูอ่อน ข้อ ค.สีชมพูเข้ม และข้อ
เอาล่ะสิ แบบนี้จะตอบยังไงดี แต่ก่อนที่ดิฉันจะสับสนกับคำถามและคำตอบไปมากกว่านี้ ใครคนนั้นก็รีบเฉลยว่า จริงๆ แล้วมันเหมือนจะ “ถูกทุกข้อ” ซึ่งก็เหมือนกับการลงทุน ไม่ว่าคุณจะลงทุนในหุ้น ในตราสารหนี้ ในพันธบัตรรัฐบาล ในทองคำ ฝากแบงก์หรือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
ทุกอย่างล้วน “ถูกทุกข้อ” แต่เราต้องเลือกข้อที่ “ถูกที่สุด” สำหรับตัวเราเอง
แต่ปัญหาคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ข้อใดคือข้อที่ “ถูกต้อง” ที่สุดสำหรับเรา
วันนี้เลยจะชวนคุณผู้อ่านไปหาคำตอบที่ “ถูกต้องที่สุด” ใน “ธนาคารพาณิชย์” หรือ “แบงก์” นี่แหละค่ะ และสำหรับคนกรุงเทพฯ ยังหาคำตอบได้ตามแนวสถานีรถไฟฟ้าด้วย...จริงๆ นะคะ ไม่ใช่เรื่องล้อกันเล่นๆ
เมื่อก่อนหลายๆ คนอาจจะกลัวการเข้าแบงก์เป็นชีวิตจิตใจ สารภาพว่า ดิฉันเองก็เป็นหนึ่งในคนที่กลัวแบงก์มาก่อน กลัวเขียนใบทำรายการไม่ถูก กลัวที่จะถามพนักงาน เพราะหน้าตาแต่ละคน หาเป็นมิตรไม่ กลัวโน่นกลัวนี่สารพัด ดังนั้น แบงก์เดียวที่ดิฉันผูกสมัครรักใคร่ตั้งแต่เด็กจนแม้กระทั่งเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว คือ แบงก์ออมสิน !!
จำได้ว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง มหาวิทยาลัยเปลี่ยนวิธีจ่ายเงินลงทะเบียนจากเงินสดเป็นแคชเชียร์เช็ค ดิฉันต้องไปต่อคิวซื้อที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กว่าจะพูดกันรู้เรื่องว่าใครต้องการอะไร ยังไง และเท่าไหร่ ก็เกือบเป็นจลาจลเล็กๆ
ดิฉันว่า แบงก์เองก็รู้ปัญหา เราถึงได้เห็นการปรับโครงสร้าง ปรับเปลี่ยนวิธีการให้บริการจากหลายๆ ธนาคาร ซึ่งปัจจุบันจะมีพนักงานที่ทำหน้าที่เหมือนพนักงานต้อนรับ ดูแลตั้งแต่เราก้าวเข้าไปในธนาคาร และพร้อมให้คำแนะนำในทุกๆ เรื่อง ทำให้ทุกวันนี้ คนกลัวแบงก์คงเหลือน้อยเต็มที หรือบางทีอาจจะไม่เหลือเลยก็เป็นได้
แต่เดี๋ยวนี้ แบงก์มีวิวัฒนาการไปอีกขั้นหนึ่งแล้วค่ะ ไม่ใช่แค่จะทำหน้าที่รับฝากเงิน-ถอนเงิน หรือให้กู้เท่านั้น เพราะแบงก์ยังทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาในเรื่องการวางแผนทางการเงินให้แก่ลูกค้าอีกด้วย
ที่จริงแบงก์อื่น อาจจะทำมาแล้วอย่างธนาคารนครหลวงไทย (ซึ่งอีกไม่นาน จะกลายเป็นแบงก์ธนชาต) ผู้บริหารก็เคยเล่าให้ฟังว่า อยากมีทีมที่เรียกว่า “เวลธ์ แมเนจเม้นท์” หรือทีมที่ทำหน้าที่ดูแลเรื่องการจัดสรรการลงทุน การวางแผนทางการเงิน เพื่อสร้างความมั่งคั่ง (เวลธ์) ให้แก่ลูกค้า แต่ที่ต้องให้เครดิตเลย เพราะทำอย่างจริงๆ จังๆ จะเป็นลูกค้าของธนาคารหรือไม่ ก็สามารถปรึกษาได้ นั่นคือ บริการ “เค-วี แพลน” ของธนาคารกสิกรไทย
ก่อนหน้านี้ เคยเขียนถึงบริการ “เค-วีแพลน” ไปแล้ว แต่ขอย้อนความจำอีกทีว่า บริการนี้เป็นการให้คำแนะนำด้านการเงินแนวใหม่ที่ช่วยให้ผู้สนใจกำหนดเป้าหมายทางการเงินในแบบที่ต้องการ โดยมีผู้เชี่ยวชาญวางแผนการเงินส่วนบุคคลเป็นผู้ช่วยวางแผน และก็ให้คำแนะนำอย่างครบถ้วน ทั้งด้านการออม การลงทุนและการทำประกันความเสี่ยง เมื่อก่อนให้บริการที่แบงก์กสิกรไทย สาขาสยามสแควร์เท่านั้น แต่ตอนนี้ขยายไปหลายแห่ง รวมถึงอีก 8 สาขา ตามแนวรถไฟฟ้าทั้งบีทีเอสและรถไฟฟ้าใต้ดิน
ใครอยากหาคำตอบที่ “ถูกต้องที่สุด” ก็แวะเข้าไปใช้บริการได้ค่ะ
ล่าสุด ธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นขวัญใจของบรรดาข้าราชการ ก็กำลังจะให้บริการอะไรแนวๆ นี้อยู่เหมือนกัน เพราะมีข่าวว่าไปจับไม้จับมือกับตลาดหลักทรัพย์ ทำโครงการ “เวลธ์ แมเนเจอร์ แอท เคทีบี” โดยตลาดหลักทรัพย์จะทำหน้าที่ให้ความรู้กับผู้บริหารสาขาแบงก์กรุงไทย เพื่อที่แบงก์จะได้ขยายความรู้ความเข้าใจไปสู่ลูกค้าเป็นบริการ “เวลธ์ คัสโตเมอร์ แอท เคทีบี”
ในเบื้องต้น ตลาดหลักทรัพย์คาดว่า จะสามารถสร้างผู้ฝึกสอน (เทรนเนอร์) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำนวน 50 คน และสร้างผู้ให้บริการทางการเงินมืออาชีพได้จากโครงการดังกล่าวถึง 600 คน โดยกำหนดอบรมให้ผู้บริหารสาขาในเดือนมีนาคมและเมษายน 2553 นี้ ดังนั้น ต้องรอให้กระบวนการอบรม “แมเนเจอร์” หรือผู้จัดการ เสร็จสิ้นก่อน จึงจะถึงคิวของ “คัสโตเมอร์” หรือลูกค้า
แต่ก่อนจะไปหาคำตอบจากใคร หรือจะให้ใครหาคำตอบให้ อยากแนะนำให้หาคำตอบให้ตัวเองก่อนดีกว่าค่ะ เริ่มต้นจากการ “รู้จักตนเอง” รู้ว่าจะลงทุนเพื่ออะไร ระยะเวลาลงทุนนานแค่ไหน รับความเสี่ยงได้เพียงใด และต้องการผลตอบแทนเท่าไหร่ และสุดท้ายชีวิตมี “เป้าหมาย” อย่างไร เพื่ออะไร
เพราะถ้าไม่ได้เริ่มต้นจากการ “รู้จักตัวเอง” ให้ดีเสียก่อน บางครั้งนอกจากจะหาคำตอบที่ “ถูกที่สุด” ไม่ได้แล้ว ยังกลายเป็นหาคำตอบอะไรไม่ได้เลย เพราะว่า “โจทย์มันผิด” ตั้งแต่ต้น
ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]



