
อภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์สดรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 มี.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สด นส.นารากร ติยายน และ นายภัทร จึงกานต์กุล จากกรมทหารราบที่11รักษาพระองค์ในรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ครั้งที่ 62
ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ดังนี้
เมื่อถามว่า 1 สัปดาห์เเล้วที่อยู่ที่นี่ รู้สึกผิดแปลกไป แต่เดิมที่เป็นคนที่ปกติชอบอยู่บ้าน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความจริงก็เตรียมตัวไว้แล้ว เพราะทราบว่าครั้งนี้การเคลื่อนไหวชุมนุมใหญ่ก็คงจะมีสถานการณ์ที่ต้องติดตามค่อนข้างใกล้ชิด จึงมีศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) อยู่ที่นี่ ตนก็เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดในรัฐบาลด้วย ในแง่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งเรามีการใช้กฎหมายความมั่นคงด้วย ต้องฟังการสรุปสถานการณ์ทุก ๆ กี่ชั่วโมง เพราะฉะนั้นก็รู้อยู่แล้วว่าจำเป็นจะต้องมาติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด
เมื่อถามว่าถ้าประเมินจากภาพรวมเหตุการณ์เมื่อวานนี้ (20มี.ค.) ซึ่งผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปทั่วกรุงเทพฯ และรวมถึงการประกาศจุดยืนล่าสุดเเล้วประเมินสถานการณ์แล้วคิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า 7-8 วันที่ผ่านมาก็มี 2 ด้านที่อยากจะเรียน ด้านแรกก็คือในด้านที่ดีก่อน ด้านที่ดีคืออยากจะขอบคุณหลาย ๆ ฝ่ายที่ช่วยกันดูแลให้เหตุการณ์ที่หลายคน เมื่อสัก 9 -10 วันที่แล้ว กลัวกันมากว่าจะเกิดความวุ่นวายอย่างนั้นอย่างนี้ เวลาคนมาชุมนุมเยอะ ๆ มีกิจกรรม มีการเคลื่อน ก็ต้องมีความไม่สะดวกอยู่ แต่ว่าสิ่งที่กลัวที่สุดของเราคือว่าเดี๋ยวจะมีการปะทะกัน มีการใช้ความรุนแรง ตรงนี้ไม่ได้เกิดขึ้น ตนอยากจะขอขอบคุณหลาย ๆ ฝ่าย ผู้ชุมนุมเองที่ตั้งใจมาชุมนุมโดยสงบ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งคอยช่วยสอดส่องดูแล และเท่าที่ได้มีการติดตามสอบถามก็ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ด้วยความอดทน และหลายคนก็สามารถที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดี ทั้งกับประชาชนในพื้นที่ ทั้งกับผู้ชุมนุมด้วย อันนี้ก็อยากจะขอบคุณเพราะว่าคนเหล่านี้ก็เหนื่อย เพราะว่าต้องอยู่กับสถานการณ์ตรงนั้น และบางทีอยู่ตรงนั้นตลอดเวลาก็มีความเครียดขึ้นมาได้
เมื่อถามว่าเป็นเรื่องดีที่เกิดขึ้น
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ซึ่งมีทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกับผู้ชุมนุม ต่างก็หลีกเลี่ยงในการที่จะทำให้มีปัญหากัน เเม้ส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในกรอบ ก็อยากจะขอบคุณ เเละต้องไม่ละเลยว่ายังมีเหตุการณ์บางเหตุการณ์ที่น่าเป็นห่วง เมื่อคืนนี้(20มี.ค.)ก็จะมีระเบิด มีการยิง เข้าใจว่าเป้าหมายน่าจะเป็นกระทรวงกลาโหม ก่อนหน้านี้ก็คือที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อคืนนี้เหมือนกัน แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็จะมีที่ยิงลงมาจากโทลล์เวย์ อย่างนี้เป็นต้น
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เหตุการณ์อย่างนี้เป็นตัวบ่งบอกว่ายังมีคนตั้งใจที่จะฉกฉวยโอกาสจากสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวายขึ้น เพราะฉะนั้นตนอยากให้เราเห็นภาพทั้งสองด้าน จะได้มองเห็นว่าการบริหารจัดการมันจะต้องเป็นอย่างไร นอกจากนั้นที่น่าเป็นห่วงในแง่ของการชุมนุม ก็จะมีอยู่ประเด็นแรกก็คือ รูปแบบการชุมนุม ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันก็ได้พูดว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ แต่ขณะเดียวกันก็ได้มีการประกาศชัดเจนเหมือนกันว่าจะขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของตน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยากจะทำความเข้าใจทั้งกับผู้ชุมนุมเอง ทั้งกับสังคม ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วการกระทำดังกล่าว มันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็คือรัฐธรรมนูญบอกว่าอยากแสดงออกทางการเมือง ชุมนุมได้ สงบ ปราศจากอาวุธ และก็ต้องไม่ไปกระทบกับสิทธิเสรีภาพของคนอื่น การปฏิบัติหน้าที่ของผมความจริงไม่ใช่สิทธิของผมอย่างเดียว มันเป็นสิทธิของคนไทยทั้งประเทศที่จะต้องได้รับการดูแลในแง่ของการบริหารงานต่าง ๆ สัปดาห์ที่ผ่านมาเราก็ไม่อยากที่จะไปเพิ่มเงื่อนไขในภาวะซึ่งคนกำลังอาจจะมีความสับสน ยังมีความไม่แน่ใจ เราก็บอกว่าอย่าไปเพิ่มเงื่อนไขให้เกิดความตึงเครียด แต่เราก็คิดว่าจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่ผมจะต้องเริ่มต้นนำให้สภาวะกลับเข้าสู่ความเป็นปกติ ผมก็อยากจะย้ำว่าผู้ชุมนุมก็ควรที่จะได้เคารพเรื่องของการชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ซึ่งก็จะต้องว่ากันไป ต้องบริหารกันไป ในสัปดาห์ที่จะถึงนี้
ส่วนที่ 2 ก็คือในแง่ของเนื้อหาสาระบนเวที ผมได้ย้ำเสมอว่าการเรียกร้องเรื่องความเป็นธรรม เรื่องประชาธิปไตย การจะโจมตีนโยบาย การจะโจมตีตัวผม หรืออะไรก็ทำได้ แต่ว่าที่ไม่พึงกระทำก็คือลักษณะของการสร้างความเกลียดชัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการใช้เรื่องที่เป็นเท็จ ชัดเจนที่สุดก็คือกรณีการใช้คลิปเสียงตัดต่อ ซึ่งพิสูจน์กันแล้วพิสูจน์กันเล่า ฟ้องร้องกันไปแล้วด้วย แต่ก็ยังมาใช้เพื่อหวังประโยชน์ในการที่จะปลุกให้คนมีความเกลียดชังผม เพราะมีความเข้าใจว่าผมไปสั่งฆ่าประชาชนเมื่อเดือนเมษายน ซึ่งเป็นความเท็จทั้งสิ้น อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ต้องดำเนินการทางกฎหมาย ซึ่งก็มีการดำเนินการอยู่ และในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา ก็จะมีเรื่องของการพูดเรื่องสงครามชนชั้น ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่ดี เพราะว่าเป็นการสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้น
เมื่อถามว่า ตรงนี้นายกฯ ต้องทำความเข้าใจเป็นพิเศษ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถูกต้อง เพราะฉะนั้นตนถึงบอกว่าในด้านหนึ่งก็ต้องบอกว่าเหตุการณ์ก็โดยรวมผ่านมา 7-8 วันภาพรวมเรียบร้อย แต่มีความน่าเป็นห่วงอยู่ หนึ่ง ก็คือเรื่องระเบิด สอง คือการชุมนุมซึ่งอาจจะเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นรูปแบบที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็อยากทำความเข้าใจ เพราะว่าพี่น้องประชาชนที่มาบางครั้งอาจจะไม่ทราบว่า ก็อยู่ที่นี่ก็ได้ ก็ไปล้อมก็ได้อะไรทำนองนี้ซึ่งมันไม่เหมือนกัน และประเด็นที่ 3 ก็คือประเด็นที่ใช้ในการสร้างความเกลียดชังระหว่าง ประชาชนคนไทยด้วยกันเอง ไม่อยากให้ทำ อยากให้พูดในเนื้อหาสาระ ความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน อยากจะเรียกร้องความเป็นธรรมในประเด็นไหนอย่างไร ก็ทำไป
เมื่อถามว่า เป็นการประเมินจาก 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ว่าตอนนี้หลักใหญ่ของสังคมคือว่าเราจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร ทางออกของปัญหา ถ้าทางออกของปัญหาต้องเป็นการเจรจา เมื่อวานนี้ก็มีข้อเรียกร้องว่าผู้ที่จะเจรจาต้องเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียว และต้องยุบสภาก่อน นี่เป็นเงื่อนไขที่พอจะทำได้หรือไม่
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผมจะไม่บอกว่าเจรจาพูดคุยหรืออะไรนะครับ แต่หลักก็อย่างนี้ก่อน คือถ้าฝ่ายหนึ่งมีข้อเรียกร้องและบอกต้องทำตามข้อเรียกร้องก่อน ผมไม่เรียกว่าเจรจานะครับ ใช่ไหมครับ ผมจะขอจากคุณภัทร และคุณภัทรบอกว่ามาคุยกันก่อน ผมว่าไม่ได้ คุณทำตามผมก่อน แล้วคุณภัทรจะคุยอะไรกับผม "
เมื่อถามว่าเเสดงว่าต้องไม่มีเงื่อนไข นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพราะฉะนั้นประเด็นของตนก็คือว่าเงื่อนไข เราอย่าไปเรียกว่าเป็นเงื่อนไข เราพูดถึงว่าจุดยืนเบื้องต้นหรือข้อเรียกร้องผมรับทราบแล้วว่าเขาต้องการเรียกร้องให้ยุบสภา ผมก็ได้แสดงจุดยืนไปว่าในเบื้องต้นการยุบสภาไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่สิ่งที่ผมบอกว่าจะไม่มีวันเกิดขึ้น ตนก็มีความเห็นของตนว่าการยุบสภาที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชน ที่จะเป็นประโยชน์กับระบอบประชาธิปไตยของไทย มันน่าจะต้องมีสภาวะแวดล้อม บรรยากาศอะไรบ้าง กติกาควรจะเป็นอย่างไรถึงจะเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ก็มาคุยกัน ซึ่งตรงนี้ก็เป็นจุดที่ผมคิดว่ากรรมการสิทธิมนุษยชนเเห่งชาติซึ่งก็ไปพบกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อนเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ก็ได้นำเอาความเป็นไปได้ของการพูดคุยกันมาคุยกับตนในวันที่ 18 มีนาคม หลักก็คือว่าตกลงกันว่าจะคุยกันอย่างไรก่อน อย่าเพิ่งบอกว่าก่อนจะคุยกันต้องอย่างนั้นอย่างนี้ มาคุยกรอบว่าจะคุยกันในสถานการณ์อย่างไร
"เพราะฉะนั้นเรื่องยุบสภาถ้ามาตั้งบอกว่ายุบก่อนแล้วค่อยคุย เพราะผมยุบสภา ผมก็ไปหาเสียงล่ะครับ ผมไม่รู้จะไปคุยอะไรแล้วนะครับ และนปช.ลงเลือกตั้งหรือเปล่า หรือ นปช.กับเพื่อไทยคือกลุ่มเดียวกันหรืออะไร ใช่ไหมครับ มันไม่สามารถตอบได้ และที่สำคัญคือว่าที่บอกยุบสภาแล้วมาคุยกัน มันก็เป็นตัวบ่งบอกอย่างหนึ่งว่าเขาเองก็ไม่ชัดเจนว่ายุบสภาคือข้อเรียกร้องสุดท้าย "
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในวันนี้รัฐบาลนี้มาโดยระบบรัฐสภา เหมือนกับประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอื่น ๆ ซึ่งในสภาฯ ชุดหนึ่งเลือกตั้งกันเข้ามา ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็มีสิทธิในการตัดสินใจว่าจะสนับสนุนรัฐบาลใด พรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาลมาแล้ว 2 ครั้ง ปรากฏว่าบริหารงานมีปัญหา ขณะเดียวกันปรากฏว่าพรรคพลังประชาชนที่ได้คะแนนเข้ามา มีการทุจริตเลือกตั้งด้วย ก็ต้องถูกลงโทษตามกติกา ถูกยุบไป สภาฯ ก็มีการเปลี่ยนแปลงตัวเลข สมาชิกส่วนใหญ่ก็กลับมาสนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบัน ก็เป็นไปตามหลักของสากล หลายประเทศก็เกิดอย่างนี้ อิสราเอลก็เกิดอย่างนี้ ประเทศอื่น ๆก็เกิดอย่างนี้ ที่สุดก็หมายความว่ารัฐบาลนี้สามารถบริหารได้ไปถึงสิ้นปีหน้า สิ้นปีหน้าก็คือยังไงก็ต้องเลือกตั้งทุกอย่าง เพราะฉะนั้นมาเรียกร้องว่าอยากให้เลือกตั้งก่อน ผมก็ต้องบอกว่าอะไรเป็นเหตุผล เหตุผลที่ผมคิดว่ามีน้ำหนักที่สุด ก็คือบอกว่าถ้าเลือกตั้งแล้ว ทุกคนมีความรู้สึกว่ามันกลับไปสู่ภาวะของการแข่งขันตามระบอบประชาธิปไตยและก็จะทำให้เหตุการณ์สงบ ทีนี้ข้อสังเกตก็มีอยู่ว่าในขณะที่พูดอย่างนี้ก็มีแกนนำพูดบนเวทีว่าที่จริงยุบสภา แค่หลักกิโลเมตรแรก ความหมายก็คือมีเรื่องอื่นอีกนะ และเราก็จะได้ยินมาตลอด มีถ้อยคำเช่น อำมาตย์ รัฐไทยใหม่ สงครามชนชั้น ถามว่า 3 เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับยุบสภา และไม่ยุบสภาอย่างไร
เมื่อถามว่า นายกฯอยากให้คุยเรื่องพวกนี้ให้ได้ความชัดเจนก่อน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ถูกต้องครับ ไม่ใช่ว่ายุบสภาเสร็จ ก็เลือกตั้งกันกลับเข้ามา มามีการกล่าวหาอีกว่าอำมาตย์ยังเกี่ยวข้อง ชุมนุมกันต่อ
เมื่อถามว่า เพราะฉะนั้นทางออกก็คือจะต้องมีการเจรจา
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ต้องคุยกันก่อน ถ้ามาบอกว่ายุบสภาแล้วมาคุยกัน ไม่ต้องคุยแล้วสิครับ ทีนี้การคุยกัน ก็ต้องมาพูดต่อว่าใครจะคุยกับใคร เงื่อนไขคืออะไร เบื้องต้นขณะนี้ผมบอกว่าผมไม่ได้ขัดข้อง แกนนำนปช.จะคุยกับผม คุยได้ แต่ว่าก่อนที่จะถึงตรงนั้นก็มีตัวแทนไปคุยกันก่อนว่าวิธีการคุยจะคุยกันอย่างไร เข้าใจว่านปช.จะส่งนพ.เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย เบื้องต้นเดิมผมบอกว่ากอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีกับนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ แต่อาจจะเปลี่ยนแล้ว ตอนนี้อาจจะเป็นนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แทนนายสาทิตย์ ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร เป็นเรื่องรายละเอียดตัวบุคคลที่จะคุยกัน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คนที่เป็นคนอำนวยความสะดวกให้เกิดการคุยกันตอนนี้ ก็มีทั้งสมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่ง และก็มีกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ส่วนหนึ่ง ทีนี้ผมก็แปลกใจว่าตอนกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ไปพบนปช. เขาก็จะมีคล้าย ๆ กรอบกติกาของการชุมนุม เช่น ฝ่ายรัฐควรจะหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง ควรจะปฏิบัติตามหลักสากล อะไรต่าง ๆ ส่วนฝ่ายผู้ชุมนุมก็ควรจะปฏิบัติตามกฎหมาย ก็จะรวมถึงว่าชุมนุมได้ แต่ไม่ควรไปปิดล้อม ไม่ควรไปขัดขวาง ไม่ควรจะไปข่มขู่คุกคามใคร ผมว่าเป็นกรอบที่ดี คือบางคนบอกให้รัฐบาลไปบอกว่าคุยได้ คุณเลิกชุมนุมก่อน ผมก็ว่าถ้าผมจะพูดอย่างนั้นผมก็พูดได้ใช่ไหมครับ เหมือนเขาพูดว่าคุยได้ยุบสภาก่อน แต่ผมคิดว่าผมมีเหตุมีผล ถ้าอยู่ดี ๆ ผมไปบอกทางแกนนำนปช.ว่าคุณเลิกชุมนุมก่อน แล้วค่อยคุยกัน นปช.ก็ต้องคิดว่าผมนี่เล่ห์เหลี่ยม ยื้อเวลา คนเขามาแล้วส่งคนเข้ากลับไป เกิดมีอะไรขึ้นมาก็ระดมคนมาอีก ก็ไม่เป็นธรรม ผมก็ยังไม่เรียกร้องอย่างนั้นเลย ผมก็บอกว่าไม่เป็นไร ระหว่างคุยชุมนุมได้ แต่ขอให้ชุมนุมตามกติกา และที่ผมว่ากรรมการสิทธิฯ เขาวางกรอบเสนอว่าผมว่าใช้ได้
เมื่อถามว่ากรอบเจรจานั้นจะมีอีกหรือไม่เเละการเจรจาวันที่22มี.ค.นี้ควรจะได้ข้อสรุปเมื่อไหร่ เพื่อนำสู่การเจรจาที่แท้จริง
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การตัดสินใจของวิป สัปดาห์ที่แล้วที่ไม่เข้าประชุมสภาฯ เพราะไม่ต้องการสร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง แต่จากนี้เป็นต้นไปเราจะทำความเข้าใจแล้วกับผู้ชุมนุมว่าการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ การชุมนุมที่เรียกว่าเป็นการชุมนุมโดยสันติวิธีนี้ การชุมนุมที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ และไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลเป็นคนมาเขียนกติกาเอง เราจะยึดตามคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลาง ซึ่งได้มีไว้แล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2551 เพราะฉะนั้นถ้าสมมติว่าผมไปประชุม ครม. ถ้าผมเข้าไปประชุมวิปที่สภาฯ แล้วมีการปิดล้อมนี้ ศาลบอกว่าผิด สลายการชุมนุมได้ ทีนี้การสลายการชุมนุมก็ไม่ใช่หมายความว่ารัฐบาลอยากจะสลายวิธีใดก็ได้ ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากล มีการเตือนนะครับว่าขอให้เปิดทาง ขอให้อะไร ถ้าไม่เปิดอาจจะต้องมีการใช้อุปกรณ์อะไรก็ว่ากันไป ประเด็นก็มีอยู่เพียงว่าผมก็ต้องชั่งน้ำหนักให้เกิดดความเข้าใจที่ดีก่อนแล้วทำ ถ้าผมทำก่อนก็จะมีคนกล่าวหาว่าท้าทาย ทำไมอยู่ดี ๆ เขากำลังชุมนุมนสงบดี ๆ จะไปมีเรื่องกัน แต่ผมกำลังจะบอกว่าบ้านเมืองต้องเดินไปข้างหน้า รัฐบาลก็ต้องบริหาร ปัจจุบันรัฐบาลก็บริหารโดยอาจจะเปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนอะไรไปก่อนเพื่อไม่ให้ตึงเครียดเกินไป แต่ผมไม่ทำอย่างนี้ตลอดไปแน่นอน แล้วอยากจะบอกด้วยว่ามีประชาชนจำนวนมาก อีกด้านหนึ่งที่หงุดหงิดอยู่ ส่งข้อความมาถึงผมเหมือนกัน ว่าไม่เห็นด้วยกับผู้ชุมนุมเรื่องยุบสภาฯ ก็ส่งข้อความมาบอกว่า คือถ้าต้องสลายก็สลาย ผมก็อยากจะขอร้องว่าอย่าใจร้อน อย่าใจร้อนนะครับ ถ้าดีที่สุดนี้ผมถึงบอกไงครับ ชุมนุมไป มาคุยกัน คู่ขนานกันไป อย่างนี้บ้านเมืองก็เดินไปข้างหน้าได้ ถ้าทุกฝ่ายมีความจริงใจอย่างนี้นะครับผมว่าต้องทำอย่างนี้ แต่ถ้าเขาปฏิเสธอีก ผมก็ต้องคิดว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อไปที่จะเหมาะสม
เมื่อถามว่า ไม่อยากมองโลกแง่ร้าย แต่ว่าอยากถามว่าการเจรจาที่จะเกิดขึ้นนี้ รัฐบาลควรทำตัวอย่างไร ผู้ชุมนุมควรทำอย่างไรให้การเจรจาเกิดขึ้นได้ไม่ล้มเหลว
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า 1. ก็คือฝ่ายผู้ชุมนุมนะครับตราบเท่าที่ใช้สิทธิ์ตามหลักเกณฑ์ที่พูดไปเมื่อสักครู่ ผมคุยได้ตลอด รัฐบาลก็ต้องมีความจริงใจ คือไม่ใช่ว่าคุยโดยไม่มีความก้าวหน้าอะไรเลย คุยวนไปวนมา ไม่อย่างนั้นหรอกครับ ผมคิดว่าผมยินดีคุย ที่จะเอาเหตุและผลมาวางกัน เพราะผมก็เป็นคนที่พูดตั้งแต่แรกว่าจริง ๆ แม้ว่าวาระของรัฐบาลได้อยู่ถึงสิ้นปีหน้า ผมก็บอกว่าผมไม่ได้ยึดติดเลยว่าจะต้องอยู่ถึงสิ้นปีหน้านะครับ ผมยินดีถ้าเห็นว่าจะทำให้บ้านเมืองหลุดพ้นจากวงจรความขัดแย้งได้จริง ก็จะทำ แต่ผมก็ยังมีความห่วงใยกับ 3 - 4 ประเด็นที่พูดไปก่อนหน้านี้ว่ามันมีสิ่งบอกเหตุ สิ่งบ่งบอกว่ามันยังไม่จบ ยกเว้นมาทำความเข้าใจร่วมกัน หรือมีวิธีการในการที่จะสร้างหลักประกันว่ามันจะจบจริง
เมื่อถามว่า จะมีเรื่องของความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวหรือไม่ในการเจรจา เพราะว่านายกฯก็เคยมีเป้าหมายหนึ่งที่มีการโจมตีบนเวทีเหมือนกัน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เรื่องอารมณ์นี้มันห้ามกันไม่ได้หรอก หากพิธีกรถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกรทุกวัน ๆ ๆ ๆ ก็คงมีคนเกลียดเยอะ สองท่านถ้าเห็นคนมาเทเลือดที่บ้านก็คงไม่บอกว่าไม่เป็นไรหรอก มันก็รู้สึกครับ ไม่ใช่ไม่รู้สึก เราไม่โกหกกัน แต่ว่าสิ่งหนึ่งซึ่งผมได้ยึดถือมาตลอดในการทำงานตั้งแต่ปีที่แล้วมาจนถึงปีนี้ก็คือว่า สิ่งที่มันยิ่งใหญ่กว่าตัวเราคือบ้านเมืองคือส่วนรวม ตัวผมในฐานะนายอภิสิทธิ์ จะโกรธจะเคืองอะไรนี้ผมก็เป็นปุถุชน ก็ว่าไป แต่ตัวผมในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีต้องถอดความรู้สึกตรงนั้นออกไป ในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับส่วนรวม ผมใช้วิธีนี้มาตลอด และก็ยังใช้วิธีนี้ เพราะฉะนั้นจะเห็นนะครับว่าหลายคนซึ่งก็มีความผูกพันกับผมสนับสนุนผม ก็มีความเป็นเดือดเป็นร้อน และก็บอกว่ายอมเขาได้อย่างไร ยอมเขาได้อย่างไร แม้กระทั่งวันนั้นที่ไปที่บ้านก็มีหลายคนบอกว่าอย่าไปยอมนะ อย่าให้ไปถึงหน้าบ้าน เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะมาทำอย่างนั้น แต่ผมก็คิดว่าถ้าวันนั้นเราตัดสินใจบอก ไม่เอาแล้วผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้น เพราะมันบ้านผมนะ ต้องสั่งตำรวจบอกยังไงก็ไม่ให้เข้า อะไรจะเกิดขึ้น ผมก็ชั่งน้ำหนักดูแล้วผมก็บอกว่า มันคงไม่คุ้มสำหรับบ้านเมือง ผมก็เลยบอกว่าเอาเถอะ ถ้าเขา อยากจะมาเทอยู่หน้าบ้าน ปล่อยให้เขาทำไป ดีกว่าเห็นภาพมาตีกัน เกิดการจลาจลขึ้น แต่ว่ามันก็ต้องขีดเส้น ขีดเส้นอย่างที่ว่าถ้าเกิดเป็นเรื่องของการที่จะไปปิดล้อมสภาฯ หรือบุกเข้าไปจะยึดทำเนียบฯ ซึ่งก็จะเป็นเรื่องที่ผิดนี้ อย่างนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเดี๋ยวจะมีคนบอกอีกว่า แล้วสมัยที่เขาเป็นรัฐบาล มีกลุ่มคนไปยึดทำเนียบฯ ยึดอะไรนี่ ผมก็บอกได้เลยว่าเอาเทปมาดูเลยครับ ทุกครั้งที่มีการทำอย่างนั้นผมพูดชัดเจนว่าผมไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นทำเนียบรัฐบาล หรือแม้กระทั่งสนามบิน หรือแม้กระทั่งวันแรกเลยที่มีกลุ่มไป ถ้าผมจำไม่ผิดที่กระบี่ คุณเฉลิม รัฐมนตรีฯ มหาดไทยในขณะนั้นท่านไปตรวจราชการ และก็ไปขับไล่ ไม่ให้ไป ผมนี่เป็นคนแรกเลยที่ให้สัมภาษณ์ว่าผมไม่เห็นด้วยกับการกระทำอย่างนี้ ตอนนั้นผมก็ถูกฝ่ายที่เขาชุมนุมเขาก็ต่อว่า ทำไมละ....มันไม่ควร แล้วหลักประชาธิปไตยนี้แข่งขันกันไป คนทำงานก็ทำงานไป คนตรวจสอบก็นำเสนอข้อมูลของตัวไป ทำหน้าที่กันไป แล้วก็แข่งขันกันอย่างนี้ถึงเป็นประชาธิปไตยจริง แต่ถ้าจะไม่ให้คนทำงาน.....เข้าไปข่มขู่ไม่ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ อันนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย
เมื่อถามว่า ในสถานการณ์แบบนี้ ท่านมีโอกาสได้ปรึกษาผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองท่านไหนเป็นพิเศษบ้างไหมครับ ท่านประธานองคมนตรี ท่านประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่ คืออย่างนี้ ทุกคนทำหน้าที่ การปรึกษานี้ผมมีทั้งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค พรรคก็มีสภาที่ปรึกษา ก็พูดคุยกันไปนะครับ แต่ว่ากรณีของท่านประธานองคมนตรี คงไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ อันนี้คือสิ่งที่เป็นระบบที่ผมทำงานมาโดยตลอด ก็เลยต้องถือโอกาสบอกว่าเขาก็จะพูดว่า อำมาตย์มาแทรกแซง อำมาตย์มาขัดขวางการทำงานเพื่อคนจน หรือว่าไพร่หรืออะไรที่เขาใช้ถ้อยคำอื่น ๆ ผมก็ต้องยืนยันและก็อยากจะทวงถามหลักฐานว่าตรงไหน ใครเข้ามาแทรกแซงกับการทำงานของรัฐบาล ใครมาขัดขวางการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะที่พูดเรื่อง....คนยากคนจน งานเดิมซึ่งรัฐบาลคุณทักษิณ เคยทำไว้ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์ผมไม่ได้เลิก ผมทำต่อ กองทุนหมู่บ้านนี้ยืดหนี้ เพิ่มทุน โอท็อปก็สนับสนุนเรื่องการตลาด เรื่องมาตรฐาน รักษา 30 บาทตอนนี้เป็นรักษาฟรี ก็มาดูแลจัดงบประมาณต่อหัวให้สูงที่สุดตั้งแต่มีโครงการมา และใกล้เคียงกับที่คนทำงานเขาขอมากที่สุด ของใหม่ ๆ ซึ่งเป็นการช่วยคนยากคนจนจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรียนฟรี เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ประกันรายได้เกษตรกร กำลังเดินแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอยู่ในขณะนี้ โครงการที่อยู่อาศัยประเภทชนบทชุมชน บ้านมั่นคงไม่เคยมีความคืบหน้าก้าวหน้าเท่ากับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่จะหาคำตอบถาวรเลยให้กับประชาชนซึ่งถือว่าด้อยโอกาสยากจนที่สุด ผมทำมานี้ไม่มีใครอำมาตย์ไม่อำมาตย์ ที่มาบอกว่าไม่ให้ทำ
เมื่อถามว่าวันที่23มี.ค.นี้คณะรัฐมนตรีจะมีการประชุมเเละทำงานตามปกติ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มีการประชุมเเต่ก็จะดูสถานการณ์ก่อนแล้วจะกำหนดให้เหมาะสม
เมื่อถามว่า หากนายกฯ ได้มีโอกาสไปเจอกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถ้าเป็นไปได้ มีอะไรที่ท่านอยากจะพูดคุยกันแล้วหวังว่าทำให้บ้านเมืองมันดีขึ้นบ้างไหม
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า "ผมก็ย้ำจุดเดิมนะครับ ไม่มีเรื่องอะไรส่วนตัวกับคุณทักษิณอยู่แล้ว ก็อยากจะบอกว่า 1. อยากให้เห็นแก่ส่วนรวม อยากให้ประเทศไทยเดินหน้า 2. คืออยากให้ยอมรับกฎ กติกาของบ้านเมืองเช่นเดียวกับคนไทยอื่น ๆ อย่ามีสิทธิพิเศษว่าเมื่อศาลตัดสินแล้วนี้ไม่ยอมรับกระบวนการของศาล และประการที่ 3 คือถ้ายอมรับสองอย่างนี้ผมมั่นใจว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ให้อภัย ก็จะสามารถมีวิธีการในการแสดงออกหรือการให้อภัยกันได้ แล้วก็จะเดินไปข้างหน้าได้ นี่คือความเชื่อของผม"
เมื่อถามว่า ถ้ามาถึงตรงนี้แล้วก็มองว่าทางออกของปัญหาคือจะมีการเจรจาก่อน เพื่อวางกรอบว่า นายกฯที่จะไปเจรจา ในเรื่องอะไรกว้าง ๆ แต่ปัญหาอื่น ๆ ที่ยังมีอยู่นี้เช่น ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาภาคใต้ การทำงานจะมีอุปสรรคหรือไม่
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า งานทุกด้านเดินต่ออย่างปกติ งานเอกสารก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ปกติตนก็เซ็นทุกที่อยู่แล้ว เพราะว่าอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็เซ็นที่บ้านจนถึง 5 ทุ่มเกือบทุกคืนอยู่แล้ว ส่วนเรื่องของการประชุมนี้ซึ่งยังขลุกขลักอยู่บ้าง ก็ติดตามใกล้ชิด สัปดาห์ที่ผ่านมานอกจากไปดูเรื่องภัยแล้งแล้ว ก็ติดตามใกล้ชิดนโยบายทั้งเรื่องการต่างประเทศ เศรษฐกิจเพื่อนบ้าน งานของ ส.ส.ส. ซึ่งมีโครงการใหม่ ๆ มีการอนุมัติ ตนติดตามอยู่ตลอด แล้วก็รวมทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมด้วย



