
ม็อบตะลุย"เมืองหลวง"ยิ้ม บูด บึ้ง..อารมณ์คนกรุง
ล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 แล้ว แกนนำคนเสื้อแดงได้วางยุทธศาสตร์การชุมนุม ด้วยการเคลื่อนขบวนรอบกรุงเทพฯ เรียกร้องให้คนกรุงเทพฯ ออกมาต่อต้านการเมืองในระบอบอำมาตยาธิปไตย !?!
จุดเริ่มต้นเริ่มจากสะพานผ่านฟ้าลีลาศไปแยกยมราช แยกอโศก ถนนรัชดาภิเษก เข้าลาดพร้าว ผ่านแยกบางกะปิและลำสาลี มุ่งหน้ารามคำแหงและสุขุมวิท 71 ก่อนจะเลี้ยวขวาที่แยกพระโขนงเข้าถนนพระราม 4 ผ่านคลองเตยแล้วไปถนนพระราม 3 ขึ้นสะพานกรุงเทพ ข้ามไปฝั่งธนฯ วงเวียนใหญ่ ท่าพระ เยาวราช เพื่อกลับมาบรรจบที่สะพานผ่านฟ้าฯ เวทีใหญ่
ขบวนผู้ชุมนุมเริ่มเคลื่อนตัวตั้งแต่ 10 โมงเช้า วันที่ 20 มีนาคม ที่ผ่านมา ใช้รถจักรยานยนต์กว่า 500 คันเป็นทัพหน้า แล้วแบ่งขบวนเป็น 3 ส่วน แต่ละส่วนจะมีรถเครื่องเสียงและแกนนำประจำจุด มีรถกระบะ รถยนต์ส่วนตัว ขับตามกันเป็นขบวนยาว ตามสองข้างทางที่ขบวนเสื้อแดงเคลื่อนผ่านมีผู้คนจำนวนหนึ่งออกมาให้กำลังใจ โบกไม้โบกมือ บ้างมอบกุหลาบแดงเป็นกำลังใจ รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มแก่ผู้ชุมนุมคลายหิวคลายร้อนเป็นระยะ
บริเวณไหนที่เป็นที่ร่มและทางแยกใหญ่ จะมีกลุ่มผู้ชุมนุมในละแวกใกล้เคียงออกมายืนรอให้กำลังใจ และร่วมขบวนจนบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักครึกครื้น พร้อมกันนี้ ตลอดทางทั้งรถจักรยานยนต์และรถยนต์จะบีบแตรส่งสัญญาณไปตลอดเวลา
แกนนำผู้ชุมนุมชี้ว่าเป็นการขอโทษคนกรุงเทพฯ ที่สร้างความเดือดร้อนจากผลกระทบเรื่องรถติด จนภาพที่ออกมาช่วยลดความรุนแรงและอุณหภูมิทางการเมืองได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องพลาดธุระสำคัญถึงกับระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่
"ชยมนณ์" เซลสาววัย 28 ปี ต้องติดแหง็กอยู่ในรถบริเวณสี่แยกรัชดา-ลาดพร้าวอยู่นานนับชั่วโมง จนต้องลงจากรถออกมายืนมองกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะหันไปพูดคุยกับเพื่อนร่วมชะตากรรม ที่ต่างก็ออกมายืนจับกลุ่มพูดคุยอยู่นอกรถ ชยมนณ์ กล่าวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวที่ไปไม่ทันนัดว่า รู้สึกเบื่อหน่ายการชุมนุมประท้วงต่างๆ นานาในกรุงเทพฯ ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา เธอได้รับผลกระทบตลอดไม่ว่าการเคลื่อนไหวของสีอะไร
"แค่ปิดถนนค่าใช้จ่ายของเราก็มากขึ้น ไหนจะค่าน้ำมัน ไหนจะไปไม่ทันนัด หรือแค่เขาเคลื่อนขบวนงานที่ติดต่อไว้ก็เสียหาย ทำไมถึงไม่ชุมนุมประท้วงอยู่กับที่ ทำไมต้องออกมาสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น จะไม่มีใครว่าเลยถ้าชุมนุมอยู่ที่จุดเดิม ไม่ใช่ย้ายกันไปย้ายกันมาอย่างนี้"
พร้อมกันนี้ ชยมนณ์เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหาข้อยุติและทางออกให้ได้โดยเร็ว เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ?!!
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความชื่นชมของคนคอเดียวกัน ก็มีคนอีกกลุ่มที่ไม่พอใจเหมือนเช่นชยมนณ์อยู่ตามรายทาง เช่น บริเวณถนนเพชรบุรีซอย 7 มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งออกมายืนตะโกนขับไล่คนเสื้อแดง ร้อนถึงตำรวจและทหารต้องเข้าไประงับเหตุ เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุบานปลายเหมือนเช่นเมื่อปีกลาย
ถัดมาที่ถนนลาดพร้าว ชาวบ้านบางส่วนไม่พอใจถึงขั้นปาขวดน้ำพลาสติกใส่ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" โชคดีที่ไม่โดนแต่ก็เกิดความโกลาหลพอสมควร เมื่อการ์ดเสื้อแดงพยายามสืบหาตัวคนปา ต่อมาที่ซอยปรีดีพนมยงค์ซอย 4 ก่อนถึงแยกพระโขนง มีชาวบ้านจากสุเหร่าบางมะเขือออกมาถือป้ายต่อต้าน แต่ในภาพรวมก็ไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น
จากการสอบถามความคิดเห็นคนกรุงเทพฯ ตามรายทางที่ขบวนเคลื่อนผ่านได้ความเห็นแตกต่างกันออกไป "สมชาติ พูนลักษณ์" พนักงานบริษัทเอกชนย่านรัชดาภิเษก วัย 30 เศษ บอกว่า การชุมนุมเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องอยู่ในกรอบอย่าให้เกิดความรุนแรงหรือกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคม
"ผมว่าแบบนี้ยังรับได้ เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงได้ประกาศผ่านสื่อล่วงหน้าว่าจะทำอะไร มากน้อยแค่ไหน เคลื่อนไหวไปที่ใดบ้าง ใช้เส้นทางใด คนกรุงเทพฯ จะได้กำหนดเส้นทางเดินทางใหม่ ไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่เขาประท้วง"
แม้สมชาติจะยอมรับได้แต่ลึกๆ เขาก็กังวลอยู่ว่า ถ้าต้องเคลื่อนขบวนไปเรื่อยๆ ทุกวันอย่างนี้ เขาก็ย่อมหนีไม่พ้นที่จะได้รับผลกระทบเข้าสักวัน เพราะตัวเขาต้องเดินทางตลอดเวลา สิ่งที่ทำได้คือติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงตลอดเวลา
"ถ้ามากไปกว่านี้ผมก็คงประสาทกินเหมือนกันนะ"
"สุรพัฒน์ ดวงแก้ว" เจ้าหน้าที่วางระบบสื่อสารย่านรามคำแหง วัย 34 ปี เองก็มีความเห็นไม่ต่างกัน เขาเข้าใจในสิทธิของผู้ชุมนุม แต่เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่แล้ว กลุ่มเสื้อแดงไปปิดล้อมหน้ากรมทหารราบที่ 11 รักษษพระองค์ ทำให้เขาไม่สามารถวางระบบให้ลูกค้าได้กว่า 10 ราย ผลที่ตามมาคือสัญญาจ้างต้องเป็นโมฆะไปโดยปริยาย สุรพัฒน์ ขอร้องว่า ผู้ชุมนุมอย่าได้สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ไม่ว่าคนต่างจังหวัดหรือคนกรุงเทพฯ ก็เป็นคนเหมือนกัน อย่าเบียดเบียนกัน
พร้อมกันนี้ สุรพัฒน์ เรียกร้องให้รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องหามาตรการรองรับให้ชัดเจน อย่าบอกให้คนกรุงเทพฯ อดทนเพียงอย่างเดียว ถ้าหากคนกรุงเทพฯ ร่วมใจกันลุกขึ้นมาเรียกร้องปกป้องสิทธิของตัวเองบ้าง ไม่อะไรก็อะไรอาจจะเกิดขึ้นได้
"ถ้ามีการเคลื่อนขบวนอีกสัก 2-3 ครั้ง คนที่เดือดร้อนอาจจะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิตัวเองบ้าง มันน่ากลัวนะ"
ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้ชุมนุมและรัฐบาลแล้วละว่า จะปกป้องสิทธิของคนที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยอย่างไร ?!!



