ข่าว

"อภิสิทธิ์"แย้มยุบสภาเลือกตั้งใหม่สิ้นปีนี้

"อภิสิทธิ์"แย้มยุบสภาเลือกตั้งใหม่สิ้นปีนี้

20 มี.ค. 2553

"อภิสิทธิ์" เผย เป็นไปได้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่สิ้นปีนี้ ย้ำ จะพยายามให้ทุกอย่างกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ชี้ พร้อมเจรจา "เสื้อแดง"

(20มี.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษในช่วงข่าวของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ในหลายประเด็น ทั้งเรื่องการเจรจากับกลุ่มนปช. เรื่องการยุบสภา เรื่องการเจรจากับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยช่วงหนึ่งนายอภิสิทธิ์ ได้ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการเลือกตั้งภายในสิ้นปีนี้

 นายอภิสิทธิ์ ยังได้ตอบคำถามพิธีกรเกี่ยวกับข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดงเรื่องยุบสภาว่า เรื่องยุบสภาโดยหลักเป็นการตัดสินใจของตน แต่สิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พูดอยู่ทุกวันนี้ไกลเกินกว่านั้น ไม่ได้หมายถึงการยุบสภาเลย และการที่มีแกนนำผู้ชุมนุมบางคนเปิดเผยบนเวทีว่ายุบสภาเป็นหลักกิโลเมตรแรกนั้นจะให้หมายความว่าอย่างไร

 "มีคนจำนวนมากที่บอกผมว่าอย่ายุบสภา เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้มายืนอยู่บนถนนในวันนี้ ผมอยากถามแกนนำว่าเรียกร้องเพื่อประ ชาธิปไตย หรือเรียกร้องเพื่อคุณทักษิณ ซึ่งหากคนเสื้อแดงมาเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์บางคน ผมคุยไม่ได้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังปฏิเสธเรื่องการทำสงครามสื่อว่า ตนไม่ทำสงครามกับใคร ตนทำหน้าที่ชี้แจงความเป็นจริง เพราะคนไทยก็มีสิทธิ์ที่จะทราบว่าหัวหน้ารัฐบาลกำลังคิดอะไรอยู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 17.20 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินจาก ศอ.รส.ในราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร. 11 รอ.) มายังหอประชุมแหล่งนายทหารกิตติสุข ร. 11 พัน 2 รอ . เพื่อพูดคุยกับสื่อมวลชนอย่างไม่เป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าตลอดทั้งวันไม่ได้เจอกัน ก็เลยอยากให้บรรยากาศเป็นไปอย่างสบายๆ

 เมื่อถามว่ามาพักอยู่ที่ ร. 11 รอ.หลายวันแล้วคิดถึงครอบครัวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มๆว่า “ คิดถึงคนมากกว่า “ เมื่อถามว่า นางพิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ เป็นห่วงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ไม่ค่อยเท่าไหร่

 เมื่อถามว่าระหว่างปัญหาของกลุ่ม นปช.กับปัญหาของพ.ต.ท.ทักษิณ สิ่งไหนเป็นปัญหาหลักมากที่สุด นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ ก็ต้องปัญหาของ นปช.ปัญหาของกลุ่ม นปช.เรื่องการยุบสภา เรื่องของประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ปัญหาส่วนตัวของคุณทักษิณไม่ใช่ปัญหาของส่วนรวม ส่วนที่มีการพูดว่ามีทหารแตงโมอยู่ในกองทัพนั้น ความจริงคำพูดนี้ นายวีระ มุกสิกพงษ์ เคยพูดมาตั้งแต่ปี 2519 โดยกล่าวถึงพรรคพลังใหม่ ที่มี น.พ.กระแส ชนะวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรค เพราะขณะนั้น พรรคพลังใหม่ข้างนอกมีแต่ของใหม่ แต่ข้างในคอมมิวนิสต์ ”

 นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวด้วยว่ากำหนดการเดินทางเยือนประเทศบรูไน ในวันที่ 29 มี.ค.และการเยือนประเทศบาห์เรน ในวันที่ 30-31 มี.ค. ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการเดินทางเข้าร่วมประชุมสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่ประเทศเวียดนาม ในระหว่างวันที่ 8-9 เม.ย. และการเดินทางเพื่อเข้าร่วมประชุม “ นิวเคลียร์ซัมมิท ” ระหว่างวันที่ 12-14 เม.ย. ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเช่นกัน “ ผมจะพยายามทำให้ทุกอย่างกลับคืนสู่ภาวะปกติให้ได้โดยเร็ว ซึ่งในสัปดาห์หน้าผมก็จะเดินทางไปประชุมสภาในวันพุธและพฤหัสฯ ส่วนวันศุกร์ทราบว่าจะมีการจัดประชุมสหภาพรัฐสภา ( IPU ) จนถึงวันอาทิตย์ก็คงไม่มีอะไร ”

 นาย อภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนตามเส้นทางตามๆใน กทม. ซึ่งในภาพรวมเหตุการณ์ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งขอขอบคุณประชาชนทุกกลุ่มที่ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องของเหตุการณ์ที่ทำให้ เกิดความไม่สงบ และขอเรียนว่าในส่วนแนวทางของรัฐบาลยังยืนยันว่า พร้อมที่จะพูดคุยกับตัวแทนผู้ชุมนุมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของส่วนรวม ส่วนผู้ชุมนุมจะเข้ามามีส่วนร่วมในการพูดคุยหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสิน ใจของผู้ชุมนุมเอง

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ล่าสุดสมาชิกวุฒิสภากลุ่มหนึ่งประสานงานมา โดยเบื้องต้นจะเชิญตัวแทนของรัฐบาลไปพูดคุย 2 คน ซึ่งตนได้มอบหมายให้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯ ส่วนตัวแทนของกลุ่มคนเสื้อแดง มี นพ.เหวง โตจิราการ และนายจรัล ดิษฐาอภิชัย ส่วนความคาดหวังจากการพูดคุยนั้นคงพูดอะไรล่วงหน้ายาก แต่เป็นสิ่งที่ดีที่พวกเขาพร้อมมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ล่าสุดอดีตแกนนำของพรรคไทยรักไทย เริ่มเข้ามามีบทบาทแล้วและพล.อ.ชวลิต ยงในยุทธ ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ขึ้นเวทีปราศรัยแล้ว ถือเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้ผู้ชุมนุมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงเป็นความพยายามในการที่จะรวมกลุ่มให้เป็นรูปธรรม ในลักษณะที่เปิดเผยมากขึ้น ซึ่งความจริงก็เชื่อมโยงกันมาตลอดอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าตอนนี้เปิดเผยชัดเจนขึ้น เพื่อประโยชน์ในการที่จะเพิ่มเอกภาพ หรือ ระดมทุกส่วนมาเรื่องของการเคลื่อนไหว

 เมื่อถามว่า ความเคลื่อนไหวมีแนวโน้มจะยืดเยื้อ รัฐบาลจำเป็นต้องต่ออายุ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนได้มอบหมายให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศอ.รส.) เสนอความเห็นมาภายในวันที่ 22 มี.ค. เพราะการประกาศจะดำเนินการในวันที่ 23 มี.ค. ซึ่งอำนาจที่จะประกาศ พ.ร.บ.มั่นคงฯหรือไม่เป็นของ ครม.ที่จะประชุมในวันที่ 23 มี.ค. ส่วนสถานที่การประชุม ครม.ขณะนี้ยังไม่ได้ตกลงกัน โดยจะดูตามความเหมาะสม

 เมื่อถามว่า เบื้องต้นกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) มีความเห็นว่าจะขยายการต่ออายุไปถึงวันที่ 7 เม.ย. นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการรายงานเข้ามา แต่ในความเห็นของตนไม่น่าขยายยาวขนาดนั้น

 เมื่อถามว่า ได้ประเมินหรือไม่ว่าจะสามารถทำงานเป็นปกติได้เมื่อไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนจะดูความพอดี คือ ด้านหนึ่งในช่วงที่เหตุการณ์ยังมีความตึงเครียด เช่น ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ไม่ประสงค์ที่จะไปเป็นเงื่อนไขเติมความขัดแย้ง แต่อีกด้านหนึ่งระยะเวลาผ่านมาพอสมควร ประชาชนจำนวนไม่น้อยก็ต้องการเห็นการนำสังคมกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ฉะนั้นจะค่อยๆทำไป เช่น เรื่องการคืนพื้นที่บางส่วน ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมได้ตกลงแล้ว ส่วนการเข้าไปทำงานของตนจะดูความเหมาะสมของสถานการณ์ ที่จริงแล้วหากผู้ชุมนุมจะใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญก็จะไม่มีปัญหาอะไรเลย อันนี้อาจจะเป็นประเด็นหนึ่งที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้พูดคุยกับทั้ง 2 ฝ่ายอยู่แล้ว ซึ่งไม่ทราบว่าในวันที่ 22 มี.ค.จะมีการพูดเรื่องนี้ในการหารือกับวุฒิสภาหรือไม่

 เมื่อถามว่า การเจรจานั้นเงื่อนไขจะเป็นอย่างไร เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมยังยืนยันว่าจะต้องยุบสภาก่อน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ ผมนึกไม่ออกว่าหากยุบสภาแล้วจะคุยอะไรกัน ”

 เมื่อถามว่า ต้องมีการถอยกันคนละก้าวก่อนหรือไม่ เพราะจะได้ไม่ต้องมีเงื่อนไขในการเจรจา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้เราไม่พยายามทำให้รูปแบบให้มันแข็งตัว รัฐบาลต้องการเห็นความสงบเรียบร้อย แต่รัฐบาลก็ต้องการที่จะยืนหยัดหลักของบ้านเมือง หากผู้ชุมนุมเห็นว่าอยากจะให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยแลกเปลี่ยนกันด้วยเหตุ ด้วยผลก็ต้องพูดคุยกัน ถ้าไม่พูดคุยกันแสดงให้เห็นว่าไม่มีความต้องการที่จะรับฟังฝ่ายอื่นเลย ก็จะเอาความคิดเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ ซึ่งตนเห็นว่าไม่ใช่วิสัยของนักประชาธิปไตย

 เมื่อถามว่า กรอบการเจรจาจะเป็นอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่พูดถึงกรอบการเจรจานัดมาพูดคุยกันก่อน

 เมื่อถามว่า หากเป็นการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับผู้ชุมนุมไม่เกี่ยงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ ยุบสภาก็ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณทักษิณนี่ครับ นั่นคือข้อเรียกร้องไม่ใช่หรือ ”

 เมื่อถามว่า แต่กลุ่มผู้ชุมนุมต้องรับฟัง พ.ต.ท.ทักษิณ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ ถ้าเกิดเป้าหมายเป็นเรื่องประชาธิปไตยก็รับฟังคุณทักษิณได้ แต่ไม่ต้องเชื่อฟังซิครับ ”

 เมื่อถามว่า รัฐบาลอยากพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดเงื่อนไขอะไรเลย เพียงแต่บอกว่าถ้ารัฐบาลจะยุบสภารัฐบาลต้องมีเหตุผลว่าการยุบสภาเพื่อแก้ปัญหานำไปสู่ความเป็นปกติความสงบของบ้านเมือง จริงอยู่มีผู้ชุมนุมและผู้สนับสนุนจำนวนหนึ่งที่มากพอสมควร ที่บอกว่าการยุบสภาเป็นสิ่งที่เขาต้องการ แต่มีประชาชนจำนวนไม่น้อยซึ่งไม่ทราบว่าฝ่ายไหนมากกว่ากัน ที่บอกว่ายังไม่อยากให้ยุบสภา ตนมีหน้าที่ในการทำงานให้กับคนทั้งประเทศ การบริหารงานก็ต้องฟังเสียงคนทั้งประเทศ

 เมื่อถามว่า หากสถานการณ์ยังดำรงอยู่จะทำความเสียเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ เรา คงไม่ให้สถานการณ์อย่างนี้ดำรงไปจนไม่มีที่สิ้นสุด ผมก็เรียนว่าหากการชุมนุมอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญโดยเคร่งครัด แม้จะมีการกระทบกระเทือนถึงความไม่สะดวกบ้าง ก็ไม่มีผลมากนัก ตอนนี้สิ่งที่เราต้องการที่จะให้เกิดความชัดเจน คือ ผู้ชุมนุมจะชุมนุมอยู่ใน กรอบของรัฐธรรมนูญเท่าน้น ซึ่งถ้าเขายอมทำได้ทุกอย่างก็จะเป็นไปด้วยดี ถ้าเขาไม่ยอมทำก็เป็นเรื่องที่ผมจะตัดสินใจต่อไป ว่าจะดำเนินการอย่างไรในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ”

 เมื่อ ถามว่า ขั้นตอนต่างๆจะใช่เวลาอีกนานหรือไม่ หรือจะปล่อยให้สถานการณ์เดินไปเรื่อยๆ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ เราประเมินอยู่ตลอด เนื่องจากตนเห็นว่าวันจันทร์จะมีการพูดคุยกันด้วย ซึ่งน่าจะมีการพูดคุยกันเบื้องต้นก่อน ก่อนที่รัฐบาลจะตัดสินใจอะไรต่อไป

 เมื่อถามว่า หากมีการปิดล้อมสถานที่ราชการ หรือ สถานที่นายกฯทำงาน จะต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งในการปฏิบัติกับผู้ชุมนุมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ผมอยากย้ำว่าการกระทำเหล่านั้นได้มีคำวินิฉัยของศาลปกครองกลางแล้วว่าไม่ เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ พูดง่ายหากปิดล้อมสถานที่ราชการไม่ได้เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญอีกต่อไป รัฐบาลก็มีสิทธิที่จะสลายการชุมนุม แต่ตนต้องการที่จะรักษาบรรยากาศของบ้านเมือง ซึ่งในช่วง 7 - 8 วันที่ผ่านมา ก็หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเงื่อนไข แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งตนคิดว่าประชาชนคนไทยมีความต้องการและมีสิทธิที่จะให้ บ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาะวปกติ ซึ่งต้องดูกันต่อไป

 เมื่อถามว่า จำเป็นต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ ผมไม่สามารถจะตอบล่วงหน้าได้ เพราะการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่เกิดขึ้น ”

 เมื่อถามว่า กลัวซ้ำรอยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ ไม่ ซ้ำอยู่แล้วเพราะท่าทีต่างๆตั้งแต่ต้นไม่เหมือนกัน รัฐบาลคุณสมชายมีปัญหา เพราะไปทำร้ายผู้ชุมนุมก่อน รัฐบาลนี้ไม่เคยทำร้ายผู้ชุมนุมก่อน แม้ว่าจะมีคนบิดเบือนเอาคลิปเสียงเท็จมาเพื่อที่จะให้เป็นแบบนั้น แต่ข้อเท็จจริงมันไม่ใช่ ซึ่งสภาและหลายฝ่ายเคยตรวจสอบแล้ว ฉะนั้นอย่างไรก็ไม่เหมือนรัฐบาลนายกฯสมชาย ”

 เมื่อถามว่า แต่ล่าสุดนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย แถลงว่าพรรคจะไม่เข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวกับสภาทั้งหมด และอาจรวมถึงเรื่องการเจรจาด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบและเห็นว่าพรรคเพื่อไทยยังประชุมเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจกันอยู่ และ ถามคนอื่นในพรรคครบหรือไม่ เพราะตนเห็นว่าส.ส.พรรคเพื่อไทยหลายคนอยากทำ หน้าที่ในสภา โดยเฉพาะการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขอถามว่าพรรคเพื่อไทยประชุมเมื่อใด ที่ผ่านมานายวรวัจน์พูดในสภาก็มีท่าทีแปลกๆอยู่

 เมื่อ ถามว่าสมาชิกรัฐสภาควรทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุดใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิว่าจะตัดสินใจอย่างไรและขึ้นอยู่กับที่ประชุม

 เมื่อถามว่าการเจรจาในครั้งนี้นั้นควรมีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองและทางการเมือง เช่น นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน มาร่วมหารือด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในชั้นนี้การที่มีตัวแทนมาพูดคุยเบื้องต้นก่อน และควรเปิดทางเลือกต่างๆไว้ตนเชื่อว่าผู้ใหญ่หลายคนจากพรรคอื่นๆไม่จำเป็น ต้องเป็นพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าเป็นประโยชน์ในการพูดคุยก็ไม่เป็นปัญหาตน บอกแล้วว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องระหว่างรัฐบาลกับผู้ชุมนุม ตนยืนยันว่ารัฐบาลไม่ใช่คู่กรณีแต่รัฐบาลมีหน้าที่ตัดสินใจเพื่ออนาคตของ บ้านเมืองที่ดีที่สุด ฉะนั้นหากมีอะไรที่คุยด้วยเหตุผลได้ หากรัฐบาลเห็นว่าเหมาะสมก็ตัดสินใจ หากไม่เหมาะสมก็จะให้เหตุผลของรัฐบาลไป การหาเหตุผลนั้นตนไม่คิดว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะมีสิทธิผูกขาดหรือควรมีสิทธิดี ไปกว่าผู้ที่ไม่มาชุมนุมหรือผู้ที่มีความเห็นอื่น