ข่าว

ผีพร้อมลุยแดงเดือด 
หงส์ต้องบุกเก็บชัย 
ศึกแดงเดือด วันนี้ 19.45 น.

ผีพร้อมลุยแดงเดือด หงส์ต้องบุกเก็บชัย ศึกแดงเดือด วันนี้ 19.45 น.

14 มี.ค. 2552

"ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด พร้อมส่งผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนามฟาดแข้ง "ศึกแดงเดือด" ซึ่งเตรียมเปิดบ้านรับการมาเยือนของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ที่จำเป็นต้องบุกไปเก็บชัยชนะเหนือทีมคู่ปรับตลอดกาลรายนี้ให้ได้ เพื่อเป็นการต่อลมหายใจสำหรับการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

 ศึกลูกหนังพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันเสาร์นี้ มีโปรแกรมฟาดแข้งทั้งหมด 7 คู่ โดยคู่เอกต้องยกให้ "ศึกแดงเดือด" ซึ่งเป็นเกมแห่งศักดิ์ศรีของ 2 ทีมคู่ปรับตลอดกาลที่อยู่บนหัวตารางคะแนนในเวลานี้ที่กำลังขับเคี่ยวลุ้นแชมป์กันอย่างสนุกระหว่าง "ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด ทีมจ่าฝูงที่เตรียมเปิดสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด รับการมาเยือนของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ทีมอันดับ 3 สำหรับเกมคู่นี้ ทรูวิชั่นส์ ช่อง 59 ถ่ายทอดสด เวลา 19.45 น.


 นัดนี้ "เฟอร์กี้" เซอร์อเลกซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือเจ้าถิ่นสามารถใช้งานบรรดาแข้งหลักขุมกำลังสำคัญได้อย่างเต็มที่ และน่าจะยึดตัวผู้เล่นชุดเดิมจากเกมสโมสรยุโรป ถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดที่เพิ่งเปิดบ้านจัดการเขี่ย "งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน กระเด็นตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยสกอร์ 2-0 เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อหวังแก้แค้น "หงส์แดง" จากเกมการดวลแข้งกันนัดแรกที่ทีมของเขาต้องเป็นฝ่ายบุกไปพ่ายแพ้ ลิเวอร์พูล ภายในสนามแอนฟิลด์ 1-2 เมื่อช่วงต้นฤดูกาลนี้

  
 ส่งผลให้ เอดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ เตรียมเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่งเหมือนเดิม ขณะที่แผงหลัง 4 คนได้แก่ ริโอ เฟอร์ดินานด์, เนมันยา วิดิช, จอห์น โอเชีย และ ปาทริค เอวรา ด้านแดนกลาง 4 คนประกอบไปด้วย ไมเคิล คาร์ริก, พอล สโคลส์, ไรอัน กิ๊กส์ และ คริสเตียโน โรนัลโด้ ส่วนคู่หัวหอกในแดนหน้าเป็นการประสานงานกันระหว่าง เวย์น รูนีย์ กับ ดิมิทาร์ แบร์บาตอฟ    


 ขณะที่ "ราฟา" ราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือทีมเยือนไม่มีปัญหาผู้เล่นตัวหลักได้รับบาดเจ็บ และน่าจะยึดผู้เล่นชุดเดิมจากเกมศึกลูกหนังสโมสรยุโรป ถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 เมื่อช่วงคืนวันอังคารที่ผ่านมา เนื่องจาก 11 ตัวจริงจากทีมชุดนี้กำลังอยู่ในช่วงที่มีความมั่นใจสุดขีด หลังเพิ่งเปิดบ้านต้อนชนะ "ราชันชุดขาว" รีล มาดริด ไปแบบขาดลอยถึง 4-0


 คาดว่า โฆเซ เรนา เตรียมยืนเฝ้าเสาเป็นตัวจริงตามเดิม ขณะที่แผงหลัง 4 คนประกอบไปด้วย มาร์ติน สเคอร์เทล, เจมี คาร์ราเกอร์, ฟาบิโอ ออเรลิโอ และ อัลบาโร อาร์เบลัว ด้านแดนกลาง 3 คนได้แก่ ซาบี้ อลอนโซ, ฮาเบียร์ มาสเชราโน และ "สตีวี่ จี" สตีเวน เจอร์ราร์ด ส่วน 3 ประสานในแดนหน้าคงเป็นหน้าที่ของ เดรียจ์ เคาท์ กับ ไรอัน บาเบิ้ล รับบทเป็นปีกริมเส้น โดยมี "เอลนินโญ่" เฟอร์นันโด ตอร์เรส ยืนเป็นกองหน้าตัวเป้าเพียงคนเดียว 


 ส่วนสถานการณ์ก่อนเกมนัดนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงรั้งตำแหน่งจ่าฝูง แข่ง 27 นัด มี 65 คะแนน ขณะที่ ลิเวอร์พูล ลงแข่ง 28 นัด มี 58 แต้ม เท่ากับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ทีมรองจ่าฝูง แต่มีผลต่างประตูได้-เสียน้อยกว่า 7 ลูก จึงทำให้ "หงส์แดง" ต้องรั้งอันดับ 3 ไปก่อน


 ดังนั้น ลิเวอร์พูล จึงจำเป็นต้องพยายามบุกไปเก็บชัยชนะเหนือทีมคู่ปรับตลอดกาลอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดนี้ให้ได้ เพื่อเป็นการต่อลมหายใจในการลุ้นแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีไปจนถึงช่วงท้ายฤดูกาลนี้ พร้อมกับลดช่องว่างความห่างของคะแนนเหลือเพียงแค่ 4 แต้มเท่านั้น แม้ "หงส์แดง" ลงสนามมากกว่า "ปีศาจแดง" อยู่ 1 นัดก็ตาม


 แต่คงไม่ใช่งานง่ายสำหรับ ลิเวอร์พูล อย่างแน่นอน เนื่องจาก "ราฟา" ราฟาเอล เบนิเตซ มีสถิติในการบุกไปเยือนถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย เพราะไม่เคยพาทีม "หงส์แดง" บุกไปยัดเยียดความปราชัยให้ "ปีศาจแดง" ได้เลยแม้แต่เกมเดียว นับตั้งแต่ที่โค้ชชาวสเปนรายนี้เข้ามาทำหน้าที่เป็นนายใหญ่แห่งถิ่นแอนฟิลด์ เมื่อปี 2004 


 โดย เบนิเตซ เคยนำลูกทีม "หงส์แดง" บุกไปเยือนสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด เพื่อเผชิญหน้ากับลูกทีมของ "เฟอร์กี้" เซอร์อเลกซ์ เฟอร์กูสัน ในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดีทั้งหมด 4 นัด ผลปรากฏว่า ลิเวอร์พูล ต้องพบกับความพ่ายแพ้ทั้งหมด แถมยังเป็นฝ่ายบุกไปพ่ายแพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดล่าสุด เมื่อช่วงฤดูกาลก่อนถึง 0-3 เลยทีเดียว  


 สำหรับโปรแกรมคู่อื่นที่เหลืออีก 6 เกมจะลงสนามฟาดแข้งในเวลา 22.00 น. พร้อมกันทั้งหมด เริ่มจาก "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล ทีมอันดับ 5 เปิดสนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม พบกับ "กุหลาบไฟ" แบล็คเบิร์น ทีมอันดับ 15 (ทรูวิชั่นส์ ช่อง 59 ถ่ายทอดสด), "เดอะทรอตเตอร์" โบลตัน ทีมอันดับ 11 เปิดสนามรีบอค สเตเดี้ยม พบกับ "เจ้าสัวน้อย" ฟูแล่ม ทีมอันดับ 10 (ทรูวิชั่นส์ ช่อง 66 ถ่ายทอดสด), "เสือลาย" ฮัลล์ ทีมอันดับ 14 เปิดสนามเคซี สเตเดี้ยม พบกับ "สาลิกาดง" นิวคาสเซิล (ทรูวิชั่นส์ ช่อง 61 ถ่ายทอดสด)


 "เดอะโบโร่" มิดเดิลสโบรช์ ทีมอันดับ 19 เปิดสนามริเวอร์ไซด์ สเตเดี้ยม พบกับ "ปอมปีย์" ปอร์ทสมัธ ทีมอันดับ 18 (ทรูวิชั่นส์ ช่อง 27 ถ่ายทอดสด), "แมวดำ" ซันเดอร์แลนด์ ทีมอันดับ 13 เปิดสนามสเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ พบกับ "ลาติกส์" วีแกน ทีมอันดับ 9 (ทรูวิชั่นส์ ช่อง 63 ถ่ายทอดสด), "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน ทีมอันดับ 6 เปิดสนามกูดิสัน ปาร์ค พบกับ "ช่างปั้นหม้อ" สโต๊ค ทีมอันดับ 16 (ทรูวิชั่นส์ ช่อง 67 ถ่ายทอดสด)