ข่าว

 เช็กสุขภาพการเงิน

เช็กสุขภาพการเงิน

20 มี.ค. 2553

เช้าจ่ายเงินค่ารถเมล์ กลางวันก็จ่ายค่าข้าว ตกเย็นแวะจ่ายค่าบัตรเครดิตแถมด้วยค่าตั๋วหนัง หากเงินในกระเป๋าไม่พอก็กดเอทีเอ็ม สิ้นเดือนเหลือเงินเท่าไหร่ค่อยออม การดำเนินชีวิตแบบขาดการดูแลรักษาความแข็งแรงทางการเงินถือเป็นความเสี่ยง

 เพราะสุขภาพการเงินที่อ่อนแอไม่สามารถเป็นภูมิคุ้มกันภาวะโรคร้ายทางการเงินใดๆ ถ้าอยากมีสุขภาพแข็งแรงก็ต้องหมั่นเช็กสุขภาพการเงินอย่างสม่ำเสมอ ทำได้ง่ายๆ ดังนี้

 1.สำรวจรายรับ-รายจ่าย รวบรวมรายรับทั้งหมด เงินเดือน โบนัส เงินคืนภาษี หรือเงินรางวัลจากการถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลก็ด้วย ส่วนรายจ่ายก็ต้องสำรวจให้ครบ เช่น ค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำมันรถ ค่าสมาชิกฟิตเนส ฯลฯ แล้วค่อยนำมาหักลบกันระหว่างรายการเงินที่เข้าและออกจากกระเป๋า คราวนี้จะได้รู้ว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนกำลังพอดีแล้วหรือสูงมากเกินไปจนเข้าข่ายภาวะการเงินน่าเป็นห่วงหรือเปล่า

 2.คำนวณภาระหนี้สิน หลายคนมักตกใจเมื่อได้ยินคำว่าหนี้ แล้วก็อาจนึกต่อไปถึงสาเหตุของการเป็นหนี้ว่ามาจากความฟุ้งเฟ้อ ใช้เงินเกินตัว แต่อย่าลืมมองอีกมุมว่าการเป็นหนี้ในทางสร้างสรรค์ก็ได้เหมือนกัน เช่น การกู้เงินซื้อบ้าน กู้เงินลงทุนทำธุรกิจ ถือว่าเป็นการสร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิต แต่ภาระหนี้ไม่ควรสูงเกิน 50% ของรายได้ต่อเดือน เพราะจะกระทบค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ และจะทำให้เก็บออมเงินได้น้อยลงหรืออาจไม่ได้เลยด้วย

 3.เงินออม อยากรู้ว่าต้องมีจำนวนเท่าไหร่ถึงเรียกได้ว่าสุขภาพการเงินแข็งแรง เพียงนำอายุปัจจุบันคูณรายได้ทั้งปีแล้วหารด้วย 10 เช่น ตอนนี้อายุ 27 ปี เงินเดือน 1 หมื่นบาท ขณะนี้ควรมีเงินออม 324,000 บาท

 ถ้าวินิจฉัยสุขภาพการเงินแล้วพบว่ารายได้สูงกว่ารายจ่าย มีการออมเงินสม่ำเสมอในจำนวนที่เหมาะสม ขอแสดงความยินดีด้วยเพราะแสดงว่าแผนการเงินของคุณแข็งแรงดี แต่หากรายจ่ายล้ำหน้ารายได้ เงินออมที่มีก็น้อยนิดหรือไม่มีเลย แปลว่าสุขภาพการเงินกำลังอ่อนแอ แต่อย่าเพิ่งกังวล รักษาได้โดยการลดค่าใช้จ่าย หารายได้เสริม ไม่ก่อหนี้เกินตัว และใช้ชีวิตแบบพอเพียง เพราะสุขภาพการเงินไม่แตกต่างจากสุขภาพร่างกาย จะแข็งแรงได้เมื่อได้รับการเอาใจใส่เป็นประจำ

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)