ข่าว

อภิสิทธิ์ห่วงจราจรอัมพาตแดงเคลื่อนพลทั่วกรุง20มี.ค.

อภิสิทธิ์ห่วงจราจรอัมพาตแดงเคลื่อนพลทั่วกรุง20มี.ค.

19 มี.ค. 2553

ศอ.รส.เป็นห่วงแดงเปลี่ยนใจเคลื่อนไหวปิดล้อมศิริราช สั่งเพิ่มกำลังดูแลเข้ม ที่ประชุมหยิบเหตุ เม.ย.เดือด สกรีนช็อตต่อช็อตป้องเหตุป่วน สั่ง กทม.ตรวจซีซีทีวี รับมือแดงเคลื่อนทุกจุดแล้ว เตรียมขยาย พรบ.ความมั่นคงจนกว่าแดงถอย เชื่อม็อบแดงรำลึกเหตุการณ์ครบรอบ 1

(19 มี.ค.) นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ศอ.รส.ประเมินว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันพรุ่งนี้ (20 มี.ค.) จะไม่มากเหมือนการชุมนุมเมื่อวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยจะไม่เกิน 100,000 หรือ 1,000,000 คนตามที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงประกาศไว้ โดยเบื้องต้นน่าจะมาเป็นหลักหลายหมื่น

 การเคลี่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ไปเคลื่อนไหวตามถนนสายหลักตั้งแต่ หลานหลวง-รัชดา-ลาดพร้าว-รามคำแหง-คลองเตย-สีลม-เยาวราช โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. ของวันเดียวกัน ซึ่งเขาพยายามสร้างบรรยากาศให้ประชาชนในพื้นที่ กทม.เข้ามาร่วมชุมนุมประท้วง ทั้งนี้ ศอ.รส.เกรงว่าการเคลื่อนไหวในวันเดียวหลายจุดเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวาย ทั้งนี้หากเกิดอะไรขึ้นก็จะมาตกอยู่ที่รัฐบาลในการดูแลเป็นหลัก ทั้งนี้หากกลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมอยู่กับที่ก็เกรงว่าประชาชนจะเกิดความสงสัย และขณะนี้ตนก็ไม่รู้วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของกลุ่มคนเสื้อแดงว่าต้องการอะไรกันแน่ การเจรจาไม่ได้ขึ้นอยู่กับกลุ่มคนเสื้อแดง แต่การเคลื่อนไหวเพียงต้องการซื้อเวลา เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวว่าจะสั่งให้ดำเนินการอะไร

 เมื่อถามว่า ศอ.รส.ประเมินการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะเคลื่อนไหวปิดล้อมถนนหลายสายในวันพรุ่งนี้อย่างไร นายปณิธาน กล่าวว่า ขณะนี้ทาง ศอ.รส. ก็ประสานกับเจ้าหน้าที่ของกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่ ว่าจะมีการเคลื่อนไหวไปในพื้นที่ใดบ้าง หรือจะทำอย่างไร ขณะนี้ต้องรอการสรุปรายละเอียดอีกครั้ง ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงในเรื่องการจราจรของกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้งนี้ความกังวลหรือเรื่องความเรียบร้อยในการใช้คำพูดที่ผลักดันให้คนใช้แนวทางไม่สันติ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะเอาเลือดออกจากหัวท่าน แนวทางนี้ก็ไม่สันติ การพูดแบบนี้จะทำให้คนรู้สึกขึ้นมาได้ดังนั้นต้องระมัดระวังด้วย

 แหล่งข่าวที่ประชุม ศอ.รส. เปิดเผยว่า ที่ประชุม ศอ.รส. ไม่ได้ปิดกั้นการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง เพียงแต่อย่าทำให้ประชาชนใน กทม.เดือดร้อน หรือ ทำผิดกฎหมาย ทั้งนี้การดูแลรักษาความเรียบร้อยเรานำบทเรียนในอดีตมาศึกษา โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา รวมถึงดูในรายละเอียดว่าจะมีการป้องกันอย่างไร หากมีการเคลื่อนไหวรุนแรง และสร้างสถานการณ์เหมือนเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาด้วย ทั้งนี้ ศอ.รส. มั่นใจว่าการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงคงจะไม่มีการพัฒนารุนแรงเหมือนเหตุการณ์ในอดีต ทั้งนี้ ศอ.รส. ไม่ยอมที่จะให้เกิดความรุนแรงโดยเด็ดขาด และไม่อยากให้กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวนอกรอบ

 “ตอนนี้กลุ่มคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมมียอดอยู่ที่ประมาณ 30,000 คน และในวันพรุ่งนี้แกนนำคนเสื้อแดงก็จะพยายามระดมคนเข้ามาเสริมโดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ก่อนหน้านี้มาเคลื่อนไหวเมื่อช่วงวันที่ 14-15 มี.ค.ที่ผ่านมาให้มากที่สุด หลังจากนั้นประชาชนเหล่านี้ก็เดินทางกลับบ้าน และจะมาอีกครั้งในวันเสาร์ที่ 20 มี.ค.นี้ ทั้งนี้การปรับเปลี่ยนแผนการรักษาความปลอดภัยขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเคลื่อนไหวในแต่ละวัน ซึ่งจุดไหนมีการเคลื่อนไหวมากทาง ศอ.รส.ก็จัดกำลังไปดูแลมากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง และเป็นห่วงในเรื่องที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะเดินทางไปบริเวณโรงพยาบาลศิริราช จึงได้มอบหมายให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ ผอ.ศอ.รส. พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เดินทางไปมอบนโยบายให้กับ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. ในฐานะผู้บัญชาการกำลังดูแลในพื้นที่บริเวณโรงพยาบาลศิริราช และบริเวณท่าเรือต่างๆ ที่เกรงว่าจะมีมื้อที่ 3 สร้างสถานการณ์“ แหล่งข่าวที่ประชุม ศอ.รส. กล่าว

 แหล่งข่าวที่ประชุม ศอ.รส. ระบุด้วยว่า ที่ประชุม ศอ.รส. สั่งให้กองทัพเรือ มีการเสริมกำลังเข้าไปดูแลความเรียบร้อยอีก 1 ชุด ซึ่งปกติมีการสนธิกำลังจากกองทัพบก โดย พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้จัดกำลังเข้าไปก่อนหน้านี้จำนวน 1 กองร้อย และ กองทัพเรือ อีก 4 กองร้อย ขณะเดียวกันได้มีการเตรียมกำลังสำรองไว้อีก 1 ชุด เพื่อดูแลความเรียบร้อยหากเกิดกรณีฉุกเฉินด้วย แต่ทั้งนี้ทาง ศอ.รส.ก็มั่นใจว่ากลุ่มคนเสื้อแดงคงจะไม่เดินทางไปบริเวณดังกล่าว เพราะหากไปจริงจะทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงขาดความน่าเชื่อถือ และติดลบทันที

 นอกจากนี้ ศอ.รส. ยังมีความเป็นห่วงสถานที่สำคัญอีก 5 จุดใหญ่ คือ ทำเนียบรัฐบาล-อาคารรัฐสภา-สวนจิตรลดา-บ้านพัก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์-ศาลฎีกา ที่ขณะนี้ได้มีการสั่งการให้มีความเข้มงวด รวมถึงจุดเสี่ยงต่างๆ ที่คนร้ายอาจจะสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวาย โดยเฉพาะภายในค่ายทหาร ทั้งในพื้นที่ กทม. และพื้นที่ต่างจังหวัดให้มีความเข้มงวด เนื่องจากขณะนี้กำลังทหารที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่มีมากถึง 40,000 นาย นอกจากนี้ที่ประชุม ศอ.รส. กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้สั่งการให้ทางผู้ว่าฯกทม. ไปสำรวจตรวจสอบกล้อง ซีซีทีวี ให้พร้อมใช้งาน 100 % โดยเฉพาะเส้นทางที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะเคลื่อนขบวนในวันพรุ่งนี้ด้วย เนื่องจากกำลังพลที่ปฏิบัติงานอยู่ไม่เพียงพอ จึงจำเป็นจะต้องใช้กล้องช่วย

 แหล่งข่าวในที่ประชุม ศอ.รส. กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการหยิบยกประเด็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา มาพูดคุยกันเพื่อหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำสอง โดยเฉพาะการเตรียมกำลังเพื่อดูแลความเรียบร้อย ถ้าเกิดเหตุการณ์รุนแรงจะใช้หน่วยใดเข้าไปดูแล หรือ แก้ไขปัญหา ทั้งนี้ที่ประชุม ศอ.รส.ได้มีการหารือถึงการขยายเวลาในการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 23 มี.ค.นี้ โดยที่ประชุมได้มีการเสนอแนวทางที่จะขยายเวลาออกไป 2 ช่วง คือช่วงแรกอาจจะเสนอให้มีการขยายไปถึงสิ้นเดือน มี.ค.นี้ แต่หากสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงยืดเยื้อ ก็อาจจะมีการขยายเวลาไปอีกจนถึงปลายเดือน เม.ย.นี้ เพราะเกรงว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะชุมนุมยื้ดเยื้อ ซึ่งอาจจะมีการรำลึกเหตุการณ์ 1 ปี เม.ย.เดือด

 ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่า ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ได้พิจารณาในการขยายการใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ออกไปจนถึงวันที่ 7 เมษายนนี้ จากที่ครม.ได้มีการอนุมัติให้ประกาศถึงวันที่ 23 มีนาคม เนื่องจากเห็นว่าสถานการณ์การชุมนุมของ นปช.มีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อ แต่ขณะเดียวกัน อาจจะมีการลดพื้นที่การประกาศลง แต่ยังคงไว้ใน 3 พื้นที่หลัก คือ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่การชุมนุมของคนเสื้อแดง นนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ของการพักคอยของผู้ชุมนุม และสมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่ของสนามบินสุวรรณภูมิ โดยการลดพื้นที่เพราะเห็นว่า กลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนตัวผ่านจุดผ่านทางเข้ากรุงเทพฯ ไปแล้ว อีกทั้งการลดพื้นที่ลง จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลในทางบวกด้วย อย่างไรก็ตาม หน่วยปฏิบัติยังมีความเห็นว่า ควรจะประกาศในพื้นที่เหมือนเดิมทั้งหมด จะได้ไม่ยุ่งยากเรื่องการปรับกำลัง อีกทั้งเพื่อเฝ้าระวังป้องกันเหตุร้ายด้วย