
สุวัจน์ชี้รบ.เจอวิกฤติการเมืองถอดใจอยู่ไม่ครบเทอม
"สุวัจน์" ระบุยุบสภาแก้ปัญหาเป็นไปได้ แต่ต้องเริ่มเจราจาด้วยเหตุผล เผยรัฐบาลเองก็เจอมรสุมวิกฤติการเมือง ไม่หวังอยู่ครบเทอมอยู่แล้ว
วันนี้ (19 มี.ค.) ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นถึงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในขณะนี้ว่า ส่วนตัวแล้วเชื่อว่าทุกคนในประเทศกำลังมีความเป็นห่วงถึงเหตุการณ์การชุมนุมที่เกิดขึ้น เนื่องจากมีผลกระทบต่อประเทศไทยแทบทุกด้าน ดังนั้นสิ่งที่ทุกคนอยากเห็นก็คือการเจรจาพูดคุยกันทั้ง 2 ฝ่ายระหว่างรัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะอย่างน้อยถือเป็นการเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง ให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้มีโอกาสได้พูดคุยเพื่อหาหนทางและข้อสรุปร่วมกันในการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด ซึ่งถือเป็นหนทางที่ดีที่สุดแล้วกับสถานการณ์ในขณะนี้
สำหรับสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น นายสุวัจน์ มองว่า หากสถานการณ์ยังอยู่ในลักษณะนี้โดยที่กลุ่มผู้ชุมนุมและรัฐบาลยังยึดอยู่ในมาตรการของการชุมนุมที่ไม่มีการใช้ความรุนแรงทั้งในส่วนของผู้ชุมนุมเองและทางรัฐบาลก็ไม่ได้มีการใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม ก็ถือเป็นเรื่องดี และคงจะไม่ร้ายแรงไปกว่านี้ถ้าทุกฝ่ายยังยึดในกติกาเดียวกัน
แต่เกรงว่าหากระยะเวลาการชุมนุมยังคงยืดเยื้อต่อไปก็อาจจะส่งผลกระทบต่อภาพพจน์ของประเทศ โดยเฉพาะภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่กำลังเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ที่แต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก และยังหวั่นใจว่าการชุมนุมที่ยืดเยื้ออาจเป็นช่องทางที่จะเกิดความรุนแรงขึ้นได้
เนื่องจากหลายฝ่ายได้รับผลกระทบจากผู้ชุมนุม และอาจก่อให้เกิดความไม่สงบเกิดขึ้น แต่หากสถานการณ์มีแนวโน้มที่จะสามารถแก้ไขตกลงกันได้โดยมีการเริ่มต้นหันหน้าเข้าหาพูดคุยกันระหว่างคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายคือกลุ่มผู้ชุมนุมและรัฐบาล จะทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง และถือเป็นสัญญาณที่ดีที่จะนำไปสู้การยุติเหตุการณ์ความขัดแย้งในครั้งนี้ได้
ในส่วนของเงื่อนไขที่ทางกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภานั้น นายสุวัจน์ กล่าวว่า ความคิดส่วนตัวเชื่อว่ารัฐบาลเองก็คงไม่หวังว่าจะต้องอยู่ในตำแหน่งครบวาระ เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลเองก็ยังต้องเจอกับมรสุมทางการเมืองบ่อยครั้ง โดยเฉพาะปัญหาการประชุมสภาล่มเนื่องจากจำนวนเสียง ส.ส.ในสภากับฝ่ายค้านก่ำกึ่งกันทำให้การดำเนินการการกำหนดนโยบายต่างๆ เป็นไปด้วยความอยากลำบาก และทางนายกรัฐมนตรีเองก็ยังไม่เคยปฏิเสธที่จะไม่ยุบสภา เพียงแต่คงต้องรอสถานการณ์และจังหวะที่ดีกว่านี้
ดังนั้นหากมีการพูดคุยถึงทางออกร่วมกันกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องการขอให้รัฐบาลยุบสภา ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ว่าจะลงเอยกันด้วยดี แต่ทั้งนี้ทุกอย่างต้องมีการพูดคุยร่วมกันเสียก่อน และทางรัฐบาลเองแม้ว่าอาจจะมีความคิดที่จะยุบสภา แต่ก็คงจะไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมในขณะนี้แน่นอน เพราะสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย และเหตุผลที่เรียกร้องให้มีกรยุบสภาในขณะนี้ของกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ
ฉะนั้นเมื่อมองดูภาพรวมแล้วก็คิดว่ารัฐบาลก็ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะอยู่จนครบเทอม ดังนั้นการเจรจาร่วมกันก็น่าจะพูดคุยกันได้ แต่ก็ต้องคุยกันด้วยเหตุผลถึงความจำเป็นของบ้านเมือง และสามารถทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจถึงเหตุผลของความถูกต้องของการยุบสภา หรือหากจะยุบสภาจะยุบเมื่อไหร่ หรือจะยุบด้วยเงื่อนไขอะไรที่จะเป็นหลักประกันให้สังคมสบายใจว่า การยุบสภาที่จะมีขึ้นนั้นจะเป็นการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่างถาวร และไม่ใช่ว่ายุบสภาไปแล้วก็เกิดเหตุการณ์การชุมนุมกันซ้ำขึ้นมาอีก ซึ่งการเจรจาของทุกฝ่ายต้องอยู่ภายใต้กฎหมายกติกาของบ้านเมือง และเป็นการเจรจาที่ทุกฝ่ายยอมรับได้จะเป็นหนทางออกที่ดีที่สุด
ส.ว.แห่ลงชื่อขอเปิดอภิปรายบีบนายกฯใช้เวทีสภาแก้ปัญหา
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา อาคารสุขประพฤติ ถนนประชาชื่น คณะส.ว.ที่เสนอยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 จำนวน 15 คน นำโดยนายวิทยา อินาลา ส.ว.นครพนม นายจิติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ส.ว.สรรหา นางกิรณา สุมาวงศ์ ส.ว.สรรหา ร่วมกันหารือเพื่อกำหนดกรอบและประเด็นการอภิปราย
จากนั้นนายวิทยา แถลงว่า ที่ประชุมกำหนดกรอบประเด็นการอภิปรายไว้ 4 หัวข้อได้แก่ 1.การเมืองและความขัดแย้ง ได้แก่ ปัญหาความแตกแยกในสังคม รัฐธรรมนูญ ปัญหาอำนาจนอกระบบและการจัดตั้งรัฐบาล ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายสองมาตรฐาน ความล่าช้า การเลือกปฏิบัติ ปัญหาสื่อสารมวลชนและการสร้างความสมานฉันท์ของสังคม ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ปัญหาปฏิรูปการเมือง 2.การบริหารจัดการที่ดี ได้แก่ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายโดยเฉพาะในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 3.เศรษฐกิจ ได้แก่ ราคาข้าวและสินค้าเกษตรตกต่ำ ฝนแล้ง การท่องเที่ยว มาบตาพุด ความเชื่อมั่นของนักลงทุน 4.สังคม ได้แก่ ยาเสพติด เยาวชน อาชญากรรม
นายวิทยา กล่าวอีกว่า ส.ว.เห็นตรงกันว่าต้องการให้รัฐบาลมาชี้แจง ปัญหาทุกอย่างต้องเข้าสู่รัฐสภา สำหรับผู้เปิดอภิปรายได้แก่ นายสิริวัฒน์ ขณะที่ผู้ปิดอภิปรายคือ นายเรืองไกร ขณะนี้บ้านเมืองมีปัญหาต้องช่วยหาทางแก้ไข ไม่ใช่มีปัญหาแล้วหนีปัญหา ส.ว.ต้องการหาทางออกให้ชาติ ไม่ใช่ทำเพื่อสีแดงหรือสีเหลือง หรือพรรคการเมืองใด เราอยากเอาสยามเมืองยิ้มกลับคืนมา ทั้งนี้ได้ประสานไปยังกลุ่ม 40 ส.ว. ที่จะเสนอญัตติควบคู่อีกญัตติแล้ว ว่าสามารถมาร่วมลงชื่อยื่นญัตติร่วมกันได้ เพราะทราบว่ายังรวบรวมรายชื่อได้ไม่ครบ 1 ใน 3 ซึ่งกลุ่มตนจะรอดูในวันที่ 22 มี.ค. ที่จะมีการประชุมวุฒิสภา ซึ่งประธานวุฒิสภาคงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือ
เมื่อถามว่าภาพที่ออกมาวุฒิสภาเองยังไม่มีเอกภาพ จะเสนอทางออกแก้ปัญหาชาติได้อย่างไร นายวิทยากล่าวว่า เราก็พยายามพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน อยากให้วุฒิสภาเป็นเอกภาพเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นตัวอย่างให้กับสังคมที่จะหาทางออกให้ชาติ
นายเรืองไกร กล่าวตอไปว่า การที่รัฐบาลไม่ยอมมาชี้แจง โดยอ้างถึงความไม่ปลอดภัยนั้น ทั้งหมดขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะดูแลความปลอดภัยตนเองอย่างไร เพราะถ้ารัฐบาลโดยเฉพาะผู้นำประเทศ ยังคิดว่าตนเองไม่ปลอดภัย แล้วจะให้คนทั่วไปคิดอย่างไร หากนายกฯไม่มั่นใจก็เอากองกำลังทหารตำรวจมาคุ้มกันรอบสภาก็ได้ ไม่ใช่ไปอยู่แต่ในหน่วยทหาร ทั้งนี้นายกฯและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯด้านความมั่นคง ต้องมาตอบคำถามของสมาชิก เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ซึ่งดูแล้วแนวทางการชุมนุมครั้งนี้ ค่อนข้างดีกว่าครั้งที่ผ่านๆมา การที่รัฐบาลหาทางสมานฉันท์โดยใช้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน(กสม.) เป็นตัวช่วยนั้น เห็นว่าปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นเรื่องทางการเมือง รัฐบาลยังมีทางออกตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 และ 179 ขณะที่รัฐธรรมนูญมาตรา 257 ก็ไม่มีช่องทางที่จะให้กสม.ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของฝ่ายรัฐบาลมาเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมได้ หมิ่นเหม่ว่าจะเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่จากที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงขอร้องรัฐบาลว่าอย่าประวิงเวลาอีก ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมไม่น่าเกินสัปดาห์หน้า
นายสิริวัฒน์ กล่าวว่า ส.ว.คนใดที่ยังไม่ได้ลงชื่อ สามารถมาร่วมลงชื่อแสดงความจำนงร่วมอภิปรายได้ เพราะหากไปยื่นญัตติซ้ำอีก อาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 161 วรรคสอง ที่กำหนดว่าการเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาล สามารถทำได้ครั้งเดียวในสมัยประชุมหนึ่ง ซึ่งญัตติที่พวกตนเข้าชื่อร่วมกันได้ยื่นถึงมือประธานวุฒิสภาแล้ว การที่ส.ว.อีกกลุ่มจะยื่นซ้ำอีก เกรงว่าจะทำไม่ได้ ยืนยันว่า ส.ว.ต้องการใช้สภาเป็นที่แก้ปัญหา จึงต้องอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่การช่วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งขณะนี้มีส.ว.ร่วมลงชื่อเพิ่มเติมรวมประมาณ 70 คนแล้ว
ด้านนายวิชาญ กล่าวว่า เราไม่ได้ปิดกั้น แต่ขอให้ส.ว.ที่ต้องการร่วมอภิปราย แจ้งชื่อเข้ามาจะได้จัดระบบ เพื่อไม่อภิปรายซ้ำไปซ้ำมา จะได้เกิดความกระชับ มีแนวทางการนำเสนอต่อรัฐบาลที่ชัดเจน ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์เคยพูดอยู่ตลอดว่า เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา แต่การไม่นำปัญหามาพูดในสภา แล้วจะรอให้ปัญหาขยายวงจนเกิดการปะทะกัน แล้วค่อยเอามาพูดคุยกันนั้น ถามว่าแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ ส.ว.ต้องการเปิดเวทีตรงนี้เพื่อช่วยแก้ปัญหาประเทศ
ขณะที่นางกิรณา กล่าวว่า ทุกคนต้องช่วยกันให้ประเทศชาติเดินต่อไปได้ ไม่ใช่ทำเฉยๆอย่างนี้ เพราะไม่ใช่วิธีการของคนที่อาสาตัวเองเข้ามาทำงาน ตอนนี้ประชาชนอยากเห็นตัวแทนของชาติ ทำอย่างไรจะให้เกิดสันติวิธี อาคารสุขประพฤติไม่ใช่ที่ทำงานของส.ว. ที่ทำงานของเราคือรัฐสภา ทั้งนี้จากการประชุมกลุ่มย่อยร่วมกับนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯเกี่ยวกับการประชุมสหภาพรัฐสภาหรือไอพียู ซึ่งถือว่าเป็นงานใหญ่ของชาติ ทราบว่ามีหลายประเทศแจ้งยกเลิกมา เพราะไม่กล้าเข้ามาร่วมประชุมด้วย ซึ่งตรงนี้ปล่อยไปจะทำให้เสียหายหนัก หากการประชุมคราวนี้ต้องล้มไปอีก จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของชาติอย่างประเมินไม่ได้



