
ทักษิณจวกสื่อไทยเพี้ยนสื่อเทศตาสว่างเข้าใจแดง
AFP กับ สเตรท ไทม์ส ระบุประท้วงด้วยเลือดทำให้นักท่องเที่ยวพากันเผ่นหนี หอการค้าสหรัฐห่วงการเมืองไทยฉุดขีดแข่งขันทรุด
(19มี.ค.) เมื่อเวลา 21.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้โฟนอินมายังเวทีปราศรัยผ่านฟ้าฯ ความว่า สื่อเพี้ยนไปหมด สื่อทีวีต้องตกเป็นทาส แต่วันนี้สื่อต่างประเทศเริ่มเข้าใจจุดเรียกร้องของกลุ่มคนเสื้อแดง
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวด้วยว่า ขออภัยพี่น้องกรุงเทพที่รถต้องติดขัดในช่วงนี้ จนกว่าจะได้ประชาธิปไตย ความยุติธรรมกลับมา เมื่อนั้นรถจะหายติด ถ้าตนกลับไป รถไฟฟ้า 10 สายแผ่ไปทั่วปริมณฑล และจะสร้างชุมชนบนสถานีรถไฟฟ้า เพื่อให้คนที่สร้างเนื้อสร้างตัวมีที่อยู่อาศัยเดินทางได้สะดวก
สื่อเทศมองเสื้อแดงเทเลือดทำนทท.หนีไทย
สำนักข่าว AFP และหนังสือพิมพ์สเตรท ไทม์ส ของสิงคโปร์ รายงานว่า การท่องเที่ยวไทยกำลังรับมือกับการประท้วงที่น่าวิตกครั้งล่าสุดในกรุงเทพฯ ที่ทำให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางมายังราชอาณาจักรแห่งนี้ ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของหาดทรายสีขาว และรอยยิ้ม
นักท่องเที่ยวที่กำลังคิดจะมาลิ้มลองการนวดแผนไทย , เที่ยวชมวัด และอาหารรสชาติจัดจ้านในสัปดาห์นี้ พากันยกเลิกแผนการทั้งหมด เพราะภาพเหตุการณ์ที่กลุ่มผู้ประท้วงเสื้อแดงเอาขวดเลือดไปเทหน้าทำเนียบรัฐบาล ถูกเผยแพร่ทางจอหน้าจอโทรทัศน์ทั่วโลก
รายงานระบุว่า กลุ่มคนเสื้อแดงที่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร กำลังพยายามเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งใหม่ และแม้พวกเขาจะชุมนุมกันอย่างสงบ แต่หลายคนก็ยังไม่ลืมภาพเหตุการณ์ประท้วงเมื่อปีที่แล้ว ที่กลายเป็นความรุนแรง และมีขึ้นในเวลาไม่กี่เดือนหลังจากผู้ประท้วงกลุ่มเสื้อเหลือง เข้าไปประท้วงที่สนามบิน ส่งผลให้นักเดินทางตกค้างอยู่หลายหมื่นคน
นายสุรพล ศตัวแทนการท่องเที่ยว ระบุว่า การประท้วงทำให้ทัวร์ถูกยกเลิกจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่สำคัญของเอเชีย ซึ่งตัวเลขการท่องเที่ยวลดลงเฉลี่ย 20-30 เปอร์เซ็นต์การใช้เลือดมาประท้วงเป็นสิ่งน่ากลัว เพราะทำให้หลายคนคิดว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงและบางคนคิดถึงขั้นว่า เลือดได้มาจากการเข่นฆ่า และไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่ดีสำหรับประเทศไทย ซึ่งปัจจุบัน มีถึง 38 ประเทศ ที่ประกาศเตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมายังกรุงเทพฯ นับจากการประท้วงเริ่มเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
หอการค้าสหรัฐห่วงการเมืองไทยฉุดขีดแข่งขันทรุด
นายโจเซฟ จาจา ประธานหอการค้าอเมริกัน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารบริษัทเชฟรอนภูมิภาคเอเชียใต้ ให้สัมภาษณ์เครือเนชั่นฯ ในหัวข้อ "ศักยภาพในการแข่งขันของประเทศไทย" ว่า สิ่งที่รู้สึกวิตกกังวลมากที่สุด คือการเมืองไทย เพราะหากสถานการณ์การเมืองไทย ยังร้อนแรงอย่างที่เป็นเช่นทุกวันนี้ จะกระทบต่อการลงทุน และกระทบความเชื่อมั่นของ
นักลงทุนอเมริกันแน่นอน ซึ่งสุดท้ายจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถด้านการแข่งขันของไทย
นายจาจายังมองในแง่ดีว่าจะไม่เกิดเหตุรุนแรงทางการเมืองใด ๆ ขึ้น โดยเมื่อดูจากประวัติศาสตร์การเมืองของไทย เขามั่นใจว่ารัฐบาลไทยสามารถฝ่าฝันปัญหาท้าทายนี้ไปได้ ยกตัวอย่างเช่น ปีที่แล้ว ที่มีการชุมนุมประท้วงในไทย ก็เป็นการชุมนุมประท้วงอย่างสงบ นายจาจาคิดว่ารัฐบาลควรเปิดโอกาสให้มีการชุมนุม เพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างอิสระ แต่ควรป้องกันไม่ให้มีเหตุการณ์รุนแรงขึ้น
สำหรับกรณีมาบตาพุดนั้น ประธานหอการค้าอเมริกัน กล่าวว่า อยากเห็นความชัดเจนในการหาทางออกเกี่ยวกับปัญหานี้ เช่นเดียวกับนักลงทุนชาติอื่นๆ ที่เข้ามาลงทุนในไทย เพราะการที่รัฐบาลเปลี่ยนกฏระเบียบด้านการลงทุน หลังจากนักลงทุนได้ลงทุนไปแล้วนั้น สร้างความยากลำบากแก่นักลงทุนอย่างมาก จึงอยากให้รัฐเร่งดำเนินการเรื่องนี้อย่างรวดเร็วและชัดเจน เพราะ
หากปัญหานี้ได้รับการแก้ไข จะช่วยให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นในตลาดแรงงานของไทย
ประธานหอการค้าอเมริกัน ยังมองว่า ตลาดสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน เป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก สหรัฐยินดีที่จะทำข้อตกลงการค้า และการลงทุนด้วยอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นในกรอบอาเซียน +3 หรือ อาเซียน +6



