
ได้เวลาตั้งโต๊ะเจรจา
ไม่ว่าสถานการณ์ก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร และนับจากนี้จะเป็นอย่างไร คนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะคนเมืองหลวงที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการชุมนุม ต่างก็มุ่งหวังว่า การชุมนุมจะจบสิ้นลง ความสงบสันติจะบังเกิด และการทำมาหากินจะขับเคลื่อนไปตามกิจวัตร
นั่นหมายความว่า กลุ่มคนเสื้อแดงและรัฐบาลจะต้องหันหน้าเข้าหากัน เพื่อพูดคุยกันในภาษาเดียวกัน ซึ่งก็เป็นการดีที่ทั้งสองฝ่ายเริ่มส่งสัญญาณชัดเจน แม้กระทั่งในสภาที่ วิชาญ มีนชัยนันท์ สายตรง "เจ๊หน่อย" สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็รับปากว่าจะประสานกับ ส.ส.เพื่อไทย ให้เปิดประชุมสภาเพื่ออภิปรายโดยไม่มีการลงมติ
ถึงกระนั้นแม้ว่าที่สุดแล้วสถานการณ์จะเดินมาถึงประตูที่จะเปิดไปสู่ "เวทีเจรจา" ระหว่าง รัฐบาลกับแกนนำม็อบเสื้อแดง แต่การมาถึงจุดนี้ก็ยังไม่อาจหมายได้ว่า รัฐบาลได้เดินมาจนถึงสุดทางแล้ว
แต่การนัดหมายชุมนุมครั้งใหญ่ในวันเสาร์ที่ 20 มีนาคม ซึ่งเป็นวัน "เสาร์ห้า" เป็นการปิดเมืองหลวงให้ถนนทุกสายเป็นอัมพาต พร้อมกับ "คำสั่ง" ของ ทักษิณ ชินวัตร ให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยออกมาร่วมกับเสื้อแดง ขึ้นเวทีปลุกมวลชน ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่อาจละเลย
ข้อมูลที่ไหลหลั่งเข้ามาวอร์รูมรัฐบาลนั้น ระบุชัดเจนว่า กำลังมวลชนที่มารวมชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดงนั้น แบ่งเป็น 3 ส่วน ผลัดเปลี่ยนเวียนกันมาชุมนุม หากเมื่อใดต้องการรวมพลครั้งใหญ่ก็ระดมกันมาทุกส่วนซึ่งก็มีจำนวนทั้งหมดราว 1 แสนคน
กำลังทั้ง 1 แสนคนนั้น ล้วนผูกพันกับนักการเมืองในพื้นที่ทั้งสิ้น
คำสั่งของ ทักษิณ ที่ให้ ส.ส.และนักการเมืองจากพรรคเพื่อไทย ออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับม็อบเสื้อแดงจึงเป็นคำสั่งที่มีความหมาย หลังจาก ม็อบแดงที่นำโดย 3 เกลอกำลังโรยรา ก็มีแนวโน้มว่าน่าจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง
เป็นคำสั่งที่มาพร้อมกับการจัดวางแนวทางให้การชุมนุมเป็นไปอย่างอดทน พร้อมรับการยืดเยื้อ
คำสั่งนี้มาพร้อมกับการขอให้ จาตุรนต์ ฉายแสง ที่วางบทบาทตัวเองในฐานะผู้กำหนดกรอบความคิด แนวทาง ก่อนที่จะถูกนำไปแปลงเป็นการเคลื่อนไหว ให้ออกมาแสดงบทบาทในฐานะผู้นำในแนวทางสันติ
ถึงแม้ว่า แนวโน้มและความเป็นจริงใน "วันเสาร์ห้า" ที่จะถึงนี้ แม้จะดูเหมือนวัดใจคนเมืองหลวง แต่มีโอกาสที่จะเกิดเหตุปะทะกับชาวบ้านที่ต้องใช้เส้นทางสัญจรไปทำมาหากิน บานปลายกลายเป็นจลาจล น่าจะมีมากกว่า
เพราะข้อมูลที่ ศอ.รส.นำมาหารือกันล่าสุดนั้น ชัดเจนแล้วว่า ท่อน้ำเลี้ยงได้ไหลหลั่งมาอีกระลอก
ส่วนจะไหลผ่านนักธุรกิจ 3 ราย ส.-ป.-พ. อย่างที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ พูดเอาไว้ หรือไม่ เป็นเรื่องที่ในทางกฎหมาย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไปติดตามสืบสาว
นั่นยิ่งทำให้เชื่อมั่นว่า 20 มีนาคม จะเป็นวันวิกฤติของคนเมืองหลวงอย่างไม่ต้องสงสัย
แรงบีบคั้นครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเกิดขึ้นกับคนเมืองหลวง หากแต่พุ่งเข้าหารัฐบาลในฐานะเป็นฝ่ายบริหารราชการแผ่นดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อเรียกร้องจากคนเมืองหลวงให้รัฐบาลทำการอย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องเกิดขึ้น และการเจรจาคือหนึ่งในข้อเสนอดีๆ
ซึ่งก็ดูเหมือนว่า รัฐบาลเองรับรู้ความเป็นไปในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
การปรากฏตัวของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ย่อมมีที่มาที่ไปจากบริบทนี้ และทำให้เห็นว่า รัฐบาลยอมรับแนวทางนี้ เพื่อที่จะสื่อไปยัง ม็อบเสื้อแดงโดยตรง
หลังจากพูดคุยรับข้อเสนอจากรัฐบาลแล้ว คณะกรรมการสิทธิฯ ก็ได้พบปะกับแกนนำม็อบเสื้อแดง หมอเหวง โตจิราการ เพื่อถามทางเบื้องต้นก่อนที่การเจรจาอย่างเป็นทางการจะเกิดขึ้น
แน่นอนว่า โดยธรรมชาติแล้ว "เงื่อนไข" ในเบื้องต้นย่อมวางอยู่บนผลประโยชน์ของฝ่ายตน
แต่หากทั้งสองฝ่ายคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก ก็ควรจะลดเงื่อนไขเพื่อให้การเจรจาเกิดผลที่เป็นจริงและประชาชนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์จากเงื่อนไขนั้นจริงๆ
ไม่ใช่ได้เฉพาะ ทักษิณ พ้นมลทินและกลับมาครองอำนาจ หรือได้เฉพาะ อภิสิทธิ์ ที่ได้เป็นนายกฯ จนครบวาระ แล้วเสื้อแดงกลับบ้านแบบตอบคำถามไม่ได้ว่าไปกรุงเทพฯ ทำไม
สำหรับกองเชียร์ ก็เช่นกัน
ม็อบเสื้อแดงไม่มีสิทธิที่จะไประงับยับยั้งแนวทางนี้ ไม่ว่าจะเป็นปิดกั้นการเจรจา หรือการไปปิดรัฐสภา ขณะที่เขาจะถกปัญหา-หาทางออกให้บ้านเมือง
สำหรับรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ นับจากนี้ไปถ้อยแถลงของแกนนำก็ควรอยู่ในฐานของความสมานฉันท์
เลิกยั่วยุ หยุดสาวไส้ และอะไรที่จะนำไปสู่การทำให้การเจรจาล้มเหลว
ที่สำคัญพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะปฏิเสธแนวทางการเจรจา หรือการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่ออภิปรายโดยไม่มีการลงมติ
ในเมื่อครั้งหนึ่งได้เสนอเงื่อนไขนี้ให้ ทักษิณ เปิดประชุมสภามาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อก่อนเกิดวิกฤติ และนำไปสู่การยึดอำนาจ เพราะ ทักษิณ ชิงยุบสภาก่อนถึงวันประชุมเพียง 2 วัน
ทั้งสองฝ่ายพูดเสมอว่าทำเพื่อประชาชน ครั้งนี้แหละที่ประชาชนจะต้องมาร่วมพิสูจน์



