ข่าว

สุทธิชัย หยุ่น-ปลุกแต่กระแสไม่มีสาระ

สุทธิชัย หยุ่น-ปลุกแต่กระแสไม่มีสาระ

19 มี.ค. 2553

แกนนำของคนเสื้อแดงบางคนตอกย้ำว่านี่คือสงครามชนชั้น นี่คือสงครามระหว่างไพร่กับอำมาตย์ เป็นการปลุกระดมที่เสี่ยงอันตราย เสี่ยงอันตรายเพราะจะทำให้ความรู้สึกแบ่งแยกระหว่างคนกรุงกับคนชนบทกว้างขวางยิ่งขึ้น รอยร้าวระหว่างคนชนบทกับคนเมืองจะสูงมากยิ่งขึ้น

เพราะว่า คำว่าสงครามชนชั้นในประเทศไทยนั้นไม่เคยปรากฏว่าเป็นประเด็นหลัก เพราะว่ามีความพยายามที่จะทำให้ความยากจนนั้นหายไปไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล ไม่ว่านายกฯ ที่ชื่อ ทักษิณ หรือนายกฯ ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป้าหมายก็คือว่า จะต้องลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน

 สิ่งที่เป็นประเด็นของการประท้วงครั้งนี้เอาเข้าจริงๆ แล้วเนื้อหาคือคุณทักษิณไม่พอใจ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เท่านั้นเอง ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของชนชั้น ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องไพร่หรืออำมาตย์

 เพราะเอาเข้าจริงๆ คำว่า "อำมาตย์" ในนิยามของคุณทักษิณนั้นแปลว่าอะไร ยังไม่สามารถอธิบายให้ชัดแจ้งได้ เป็นวาทกรรมที่ต้องการที่จะยืนยันว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นศัตรูกับคุณทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น

 คนไทยไม่ว่าจะเป็นคนกรุงหรือว่าคนชนบทนั้นไม่ได้มีความรู้สึกรังเกียจ จงเกลียดจงชัง หรือรู้สึกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบหรือเสียเปรียบ มีแต่นักการเมืองเท่านั้นที่เข้ามาแล้วรับปากรับคำว่าจะทำให้คนชนบทมีความเป็นอยู่ดีขึ้น จะมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น จะมีเสรีภาพมากขึ้น แต่ทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของคุณทักษิณ หรือของ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นคำถามเดียวกันที่ต้องตอบประชาชน

 ฉะนั้นวันนี้ความพยายามที่จะปลุกกระแสของคำว่า "สงครามชนชั้น" จึงไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะสมัยที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยพยายามที่จะยึดครองประเทศนั้นก็ใช้คำว่าสงครามชนชั้น แต่มาถึงวันนี้พิสูจน์แล้วว่าอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ไม่สามารถจะบังเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย เพราะนั่นคือการผูกขาดอำนาจให้แก่พรรคคอมมิวนิสต์แต่เพียงพรรคเดียว

 เช่นเดียวกับที่มีคนสงสัยว่าความพยายามที่จะสร้างพรรคการเมืองเพื่อให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ด้วยประชานิยมก็ดี ด้วยเงินก็ดี หรือด้วยวิธีการที่พยายามสร้างให้ประชาชนทั้งประเทศต้องพึ่งพาคนคนเดียวหรือระบอบเดียว นั่นคืออันตรายที่จะทำให้อำนาจทางการเมืองถูกผูกขาดโดยคนคนเดียวหรือคนกลุ่มเดียว 

 ฉะนั้น จึงไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะมีคำว่า "อำมาตย์-ไพร่" ถ้าหากผู้ที่พูดนั้นไม่สามารถจะบอกกล่าวกับประชาชนส่วนใหญ่ว่า ใครคืออำมาตย์ ใครคือไพร่ และใครกำลังจะทำให้คนจนสามัญชนมีฐานะมีโอกาสดีขึ้น สามารถสร้างความเท่าเทียมระหว่างเมืองกับชนบท ต้องเอาการกระทำ มิใช่เพียงวาทกรรมที่ปลุกกระแสทำให้เกิดความห่างเหินและเกิดช่องว่างมากขึ้นระหว่างคนกรุงกับคนชนบทโดยไม่จำเป็น

 และเป็นการปลุกกระแสที่อันตราย เพราะมีแต่กระแส ไม่มีเนื้อหา ไม่มีสาระ ไม่มีทางออก