ข่าว

"กรณ์"ยันรบ.ไม่เคยจัดสรรงบประมาณไว้ปั่นให้หุ้นขึ้น

"กรณ์"ยันรบ.ไม่เคยจัดสรรงบประมาณไว้ปั่นให้หุ้นขึ้น

18 มี.ค. 2553

ยันดัชนีปรับตัวสูงขึ้นเป็นไปตามหลักของการลงทุน บริษัทในตลาดหลักทรัพย์มีผลประกอบการที่ดีขึ้น บวกกับผลมาจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ปรับตัวดีขึ้น หุ้นไทยปิดที่759.02จุดลบ-6.52 จุดมูลค่าซื้อ-ขาย27,523.09ล้าน อาชว์เสนอให้กลุ่มชุมนุมและรัฐบาลหันหน้ามาเจรจา ยึดประ

(18มี.ค.) นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสโจมตีว่ารัฐบาลใช้เงินเข้าไปซื้อหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์เพื่อดึงให้การซื้อขายหุ้นมีความคึกคักและดัชนีปรับตัวขึ้นอย่างมากในช่วงที่มีการชุมนุมว่า รัฐบาลยืนยันไม่เคยมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับการซื้อหุ้นหรือเข้าไปอุ้มตลาดหลักทรัพย์อย่างที่ถูกกล่าวหา โดยการที่ดัชนีปรับตัวสูงขึ้นเป็นไปตามหลักของการลงทุน และตลาดหุ้นก็ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนการชุมนุม สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดมีผลประกอบการที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ปรับตัวดีขึ้น และมาจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา

 “ ความมั่นใจของนักลงทุนและต่างประเทศที่สะท้อนให้เห็นจากการซื้อขายหุ้นโดยปกติและมีเม็ดเงินวันละกว่า 3 หมื่นล้านบาทนั้น ส่วนหนึ่งมาจากผลพวงของการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงด้วยที่มีการชุมนุมโดยสันติตามที่ประกาศไว้ ซึ่งไม่ได้เป็นปัจจัยสร้างความเสียหายของประเทศชาติ เพียงแต่อาจมีลีลาและมีการเคลื่อนไหวซึ่งไม่มีความรุนงแรงอะไรจึง ทำให้ความกังวลของนักลงทุนลดลง จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องอาศัยกำลังภายในของรัฐบาลหรือกระทรวงการคลังในการเข้าไปซื้อหุ้นดังกล่าว ” นายกรณ์ กล่าว

 นอกจากนั้นเห็นว่าการชุมนุมของเสื้อแดงที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จในการประกาศเจตนารมณ์แล้วก็น่าจะยุติเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้างขึ้นและไม่มีใครได้ประโยชน์ โดยขณะนี้เริ่มมีผลเสียต่อการท่องเที่ยวที่มีการยกเลิกเข้ามาไทยจำนวนมากและบรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอย ส่วนผลกระทบต่อจีดีพีนั้นยังไม่เห็นชัดเจน แต่หากจะเดินหน้าเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลต่อเพื่อก่อเหตุตามบ้านบุคคลสำคัญรวมถึงบ้านตนด้วยนั้นก็ไม่ได้หวั่นวิตกแต่อย่างใด

 นายกรณ์ กล่าวอีกว่าจากการชี้แจงนักลงทุนในต่างประเทศถึงประเด็นปัญหาการเมืองในขณะนี้และชี้แจงถึงภาพรวมเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ก็มีความเข้าใจดีและจะมองข้ามช็อตไปถึงอนาคตมากกว่ามองเพียงช่วงสั้นๆ ล่าสุดวันที่ 19 มีนาคมนี้ตนจะเดินทางไปชี้แจงให้นักลงทุนและนักธุรกิจที่ฮ่องกงรับทราบถึงสถานการณ์ในขณะนี้ เพื่อจะได้นำไปใช่ประกอบการตัดสินใจในการลงทุนต่อเนื่อง

 ส่วนกรณีที่ต้องดำเนินการสืบเนื่องต่อจากการยึดทรัพย์อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร 4.6 หมื่นล้านบาทนั้น ขณะนี้รอให้หน่วยงานทีเกี่ยวข้องพิจารณาและดำเนินการตามความเหมาะสม ซึ่งทางกระทรวงไอซีทีอยู่ระหว่างตรวจสอบการแก้ไขสัญญาโทรศัพท์มือถือระบบเติมเงิน(พรีเพด) ที่ลดลงจาก 25-30% เหลือ 20% โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 50กว่าวันที่เหลือหลังจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)ยืดเวลาให้อีก 60 วัน โดยแนวทางที่เป็นไปได้อาจจะแก้ไขกลับไปสู่อัตราเดิม ส่วนผู้ที่ต้องรับผิดชอบความเสียหายในช่วงที่ผ่านมาคือผู้แก้ไขสัญญา ส่วนจะเรียกร้องเงินที่รัฐสูญเสียไปได้หรือไม่ก็คงต้องไปฟ้องร้องตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ถือหุ้นในปัจจุบันจะต้องรับผิดด้วย ส่วนตัวบริษัททีเกี่ยวข้องนั้นก็ต้องรับกับผลกระทบทีเกิดขึ้นอยู่แล้วทั้งรายได้ที่ลดลงจากการนำส่งให้รัฐมากขึ้นและมูลค่าหุ้นที่ลดลง ขณะที่การตรวจสอบหาผู้รับผิดชอบในส่วนของรัฐวิสาหกิจนั้นยังไม่ได้รับรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.)

 สำหรับเรื่องของภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมนั้นจะกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่ ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะต้องรอกระบวนการต่างๆให้ชัดเจนก่อน รวมถึงการสร้างเงื่อนไขในการแข่งขันของของภาคเอกชนให้มีความเสมอภาคกัน เพราะเงื่อนไขในปัจจุบันทำให้โอกาสในการแข่งขันไม่เท่าเทียม

 “ รัฐบาลต้องการให้ธุรกิจโทรคมนาคมเดินไปข้างหน้า ที่ผ่านมายอมรับว่ามีปมปัญหาเยอะ โดยระหว่างที่รอทางไอซีทีพิจารณาสัญญาที่แก้ไขโดยมิชอบแล้วก็ต้องรอการเสนอกฎหมายเข้าไปสภาเพื่อให้กทช.มีอำนาจในการออกใบอนุญาต 3 จี ซึ่งมีกรอบเวลาที่ชัดเจนอยู่แล้ว โดยในอนาคตก็น่าจะนำไปสู่การลงทุนใหม่ได้ภายใต้การแข่งขันที่เท่าเทียมกัน ” นายกรณ์ กล่าว

 นายกรณ์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์ที่ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นว่า ย่อมมีทั้งผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ โดยผู้ส่งออกอาจจะได้รับผลกระทบแต่ผู้นำเข้าก็ซื้อสินค้าได้ถูกลง ซึ่งการเคลื่อนไหวของเงินบาทยังเป็นไปตามธรรมชาติและสะท้อนถึงสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะพยายามเร่งรัดเดินหน้าการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ทั้งของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เร่งนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศส่วนที่ต้องใช้เงินตราต่างประเทศซื้อ ซึ่งจะลดแรงกดดันต่อเงินบาทได้ระดับหนึ่ง โดยล่าสุดจะหารือกับทางไจก้าและรมว.คลังญี่ปุ่นถึงการสนับสนุนเงินทุนในการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงเฟส 2 และโครงการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งทางญี่ปุ่นพร้อมจะให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว

หุ้นไทยภาคเช้าปิดบวก1.52จุดมูลค่าซื้อขาย15,208.95 ล้าน
 
การซื้อขายหลักทรัพย์ภาคเช้าวันพฤหัสบดี (18 มี.ค.2553) ดัชนีปิดที่ระดับ 767.06 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 1.52 จุด เปลี่ยนแปลง 0.20% มูลค่าการซื้อ-ขายทั้งสิ้น  15,208.95 ล้านบาท // 5 อันดับ หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูง คือ  TCAP ปิดที่ 23.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.90 บาท, PTT ปิดที่ 251.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท, PTTCH ปิดที่ 86.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท, PTTEP ปิดที่ 148.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท และ ESSO ปิดที่ 7.40 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท

ภาคบ่ายปิดที่759.02จุดลบ-6.52 จุดมูลค่าซื้อ-ขาย27,523.09ล้าน

 ขณะที่การซื้อขายหลักทรัพย์ภาคบ่ายวันพฤหัสบดี (18 มี.ค. 53) ณ เวลา 17.00 น. ดัชนีปิดที่ระดับ 759.02 จุด ปรับลดลง -6.52 จุด หรือ -0.85% มูลค่าการซื้อ-ขายทั้งสิ้น 27,523.09 ล้านบาท // 5 อันดับ หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด คือ  TCAP ปิดที่ 23.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.90 บาท, PTT ปิดที่ 247.00 บาท ลดลง -3.00 บาท, PTTCH ปิดที่ 84.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท, PTTEP ปิดที่ 146.50 บาท ลดลง -1.50 บาท และ CPF ปิดที่ 13.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท

อาชว์เสนอให้กลุ่มชุมนุมและรัฐบาลหันหน้ามาเจรจา

 ดร.อาชว์ เตาลานนท์ ประธานกรรมการ Board of Trustees สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย และประธานกิตติมศักดิ์ หอการค้าไทย ให้ความเห็นถึง การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยระบุว่า ขอชื่นชมในความพยายามของรัฐบาลและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ได้พยายามจัดให้มีการชุมนุมโดยไม่มีการกระทบกระทั่งกันมากนัก ไม่มีความรุนแรง

 "ตอนนี้ ความรู้สึกของประชาชนโดยเฉพาะคนในกรุงเทพมหานคร เริ่มผ่อนคลายความตึงเครียดลงบ้าง สามารถประกอบกิจกรรม ทำธุรกิจ และใช้ชีวิตประจำวันได้เกือบจะเป็นปกติ ไม่ได้กระทบมากนัก”

 ดร.อาชว์ ยังกล่าวว่า การชุมนุมทางการเมืองครั้งนี้ได้พัฒนาไปอีกระดับหนึ่ง มีความเป็นอารยะ และศิวิไลซ์ ไม่เหมือนกับการชุมนุมในอดีตที่ผ่านมาซึ่งมีความรุนแรง  แสดงให้เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และทั้งสองฝ่ายสามารถติดต่อพูดจาประสานงานกันได้ 

 "การชุมนุมที่มาถึงขั้นนี้  ส่งผลกระทบต่อธุรกิจบ้าง โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว แต่เชื่อว่ายังไม่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของ GDP ในขณะนี้ "

 ดร.อาชว์มีความเห็นว่า เมื่อทั้งสองฝ่ายได้พยายามใช้สันติวิธี น่าจะถึงจุดที่มีความพร้อมที่จะพูดคุยกันได้ จึงขอเสนอให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากัน เพื่อหาข้อยุติ และควรเป็นการเจรจาโดยปราศจากเงื่อนไข  มิเช่นนั้นจะเจรจากันไม่ได้

 "ขอให้ยึดถือประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ในเรื่องการเจรจาควรเป็นประเด็นทางสังคมเศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นหลัก ควรพูดคุยกันว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีความสงบเรียบร้อย ให้ประชาชนทำมาหากินอย่างเป็นปกติสุข

 เรื่องใดที่คิดว่าไม่เป็นธรรมก็มาช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ไข อย่าเอาประเด็นทางการเมืองมาเป็นตัวตั้งเพราะเป็นประเด็นแห่งความขัดแย้งทำให้ไม่สามารถเจรจาหาทางออกได้" 

 ทั้งนี้ดร.อาชว์ได้ให้สัมภาษณ์ในงานประกาศผลและมอบรางวัล “Thailand ICT Excellence Awards 2009” แก่องค์กรที่มีความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ของสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย ณ โรงแรมพลาซา แอทธินี

แม็คโครยอมรับปัญหาการเมืองส่งผลสินค้าราคาสูงขายยากขึ้น

 นางสุชาดา อิทธิจารุกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงผลกระทบจากปัญหาการเมืองต่อการบริโภคของประชาชน ยอมรับว่า สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาหลักหมื่นบาทขึ้นไป ยอดขายได้รับผลกระทบบ้าง ขณะที่สินค้าราคาหลักพันบาทยังมียอดขายที่ดีต่อเนื่อง เพราะส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่นไมโครเวฟ

 ส่วนสินค้าที่มีปริมาณค่อนข้างจำกัด เช่น น้ำตาล จะจำกัดการซื้อของลูกค้าเพื่อช่วยให้สินค้ากระจายได้มากขึ้น ขณะที่อัตราการเติบโตในธุรกิจของแม็คโครช่วงไตรมากแรกจะเติบโตกว่าร้อยละ 10 และตลอดปีนี้คาดว่าจะมียอดขายมากกว่าปีที่แล้วที่มียอดขายรวม 75,000 ล้านบาท แต่อยู่บนพื้นฐานเศรษฐกิจไทยเติบโตร้อยละ 4-5 ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนการขายสินค้าของแม็คโคร ร้อยละ 60 มาจากโชห่วย ร้อยละ 17 จากธุรกิจร้านอาหาร ที่เหลือเป็นสินค้าประเภทอื่น ๆ เช่น อุปกรณ์สำนักงาน เครื่องใช้ไฟฟ้า และระหว่างวันที่ 18-21 มีนาคมนี้ แม็คโครได้จัดงานมหกรรมครบเครื่องเรื่องอาหารและอุปกรณ์ ครั้งที่ 5 หวังพัฒนาธุรกิจด้านอาหาร โรงแรม และจัดเลี้ยงที่มีแนวโน้มขยายตัว คาดว่าปีนี้จะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 70,000 คน