ข่าว

สมาพันธ์ปลัดอบต.ระดมสมอง 
ถกตำแหน่ง-ค่าตอบแทน ขรก.ท้องถิ่น

สมาพันธ์ปลัดอบต.ระดมสมอง ถกตำแหน่ง-ค่าตอบแทน ขรก.ท้องถิ่น

19 มี.ค. 2553

ภูเก็ต - สมาพันธ์ปลัดอบต. เปิดเวทีระดมสมอง ถกตำแหน่งและค่าตอบแทนของข้าราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องบนพื้นฐานเดียวกัน โดยยึดแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นแนวปฏิบัติ

 เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 มีนาคม 2553 ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมรอยัลภูเก็ต ซิตี้ อ.เมือง จ.ภูเก็ต สมาพันธ์ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)แห่งประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล จัดการอบรมและสัมมนาการปรับปรุงระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทนของข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยมี น.ส.สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต และ นายอำนาจ แดงกุล ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานสมาพันธ์ เป็นประธานตีฆ้องเปิด นอกจากนี้ ยังมีนายสถิตย์ ฉัตรแก้วชูไทย อดีตประธานสมาพันธ์ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย นายทวีศักดิ์ ศรีทองกิติกูล ประธานสมาพันธ์ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการมูลนิธิปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลฯ ตลอดจนปลัดและรองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลฯ นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนา กว่า 2,000 คน พร้อมมีการมอบโล่เกียรติยศแก่คณะกรรมการซึ่งหมดวาระทำงาน และมอบเงินช่วยเหลือครอบครัวของปลัดอบต. ที่เสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 2 ราย

 ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของการจัดอบรมและสัมมนาดังกล่าว ด้วยสมาพันธ์และมูลนิธิปลัดฯ ได้เล็งเห็นความสำคัญในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเป็นการให้ความรู้ความเข้าใจในการปรับปรุงระบบจำแนกตำแหน่ง และค่าตอบแทนของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ตลอดจนระดมความคิดเห็นของข้าราชการส่วนท้องถิ่นเพื่อนำเสนอคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.)

 นายสถิตย์ ฉัตรแก้วชูไทย อดีตประธานสมาพันธ์ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย กล่าวบรรยายพิเศษ เรื่อง ข้าราชการท้องถิ่นใสสะอาด ตามแนวพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สรุปได้ว่า จากปัญหาวิกฤติของโลกไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ อาหาร พลังงาน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาวิกฤติของไทยและวิกฤติโลก เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกัน

 “แนวทางในการที่จะแก้ไขวิกฤตินั้นจะต้องมีหลักยึด ซึ่งหลักยึดที่ประเสริฐที่สุดในโลก คือ การน้อมนำหลักที่ในหลวงพระราชทานแก่พสกนิกรไทย มาเป็นแนวปฏิบัติ ซึ่งหลักการทรงงาน หลักปรัชญาของในหลวง ประกอบด้วยจะต้องศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ แก้ปัญหาจากจุดเล็กๆ โดยดำเนินการไปตามลำดับขั้น ทั้งนี้ต้อง คำนึงถึงภูมิสังคม มององค์รวม ไม่ยึดติดกับตำรา ดำเนินการอย่างประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด เน้นการมีส่วนร่วม คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม มีการพึ่งตนเอง เพื่อให้เกิดเป็นเศรษฐกิจพอเพียงภายใต้ความซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน และต้องทำงานอย่างมีความสุข”

 นายสถิตย์ ยังกล่าวถึงพระราชดำรัสที่สามารถนำไปใช้ปฏิบัติเพื่อให้สังคมมีการพัฒนาและอยู่อย่างมีความสุขว่า จะต้องมีความรู้ รักและสามัคคี รวมถึงจะต้องเข้าใจ ข้อมูลพื้นฐาน โดยศึกษาข้อมูลทุกมิติของชุมชน ค้นหารากของปัญหา เข้าถึง โดยใช้การสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วม สร้างความเข้าใจ และความมั่นใจแก่ชุมชน ซึ่งหากสามารถนำไปปรับใช้ก็จะมีประโยชน์กับท้องถิ่นอย่างยิ่ง

 ขณะที่ท่าน ว.วชิรเมธี ปาฐกธรรม พิเศษ เรื่อง พุทธวจนะกับการครองตนของข้าราชการในยุคโลกไร้พรมแดน (Globalization) กล่าวว่า ข้าราชการ คือ ผู้ทำงานถวายพระราชา ฉะนั้นจะต้องปฏิบัติตนเป็นคนดี เพื่อให้ประชาชนหมดจากความทุกข์ และข้าราชการถือว่าเป็นผู้ที่ได้รับเกียรติสูงสุด และจะต้องเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบสูงตามไปด้วย ดังนั้นจะต้องมีความตระหนักรู้และมีความภาคภูมิใจในอาชีพ และจะต้องไม่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม เพราะไม่เช่นนั้นแล้วก็จะทำให้เสียถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย

 “ด้วยยุคของโลกาภิวัตน์ ซึ่งมีการร้อยเรียงกันด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยแม้จะอยู่คนละซีกโลกก็สามารถจะรับทราบข่าวสารของกันและกันได้ในเวลาอันรวดเร็ว ขณะเดียวกันสิ่งที่มาพร้อมกัน คือ โลภาภิวัตน์ หรือความโลภไร้พรมแดน ซึ่งแผ่กระจายมาในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการค้าเสรีหรือที่เรียกว่าทุนนิยม ซึ่งเป็นเครื่องมือในการแสดงอำนาจของบรรดาประเทศมหาอำนาจต่างๆ ดังนั้นควรจะมีการเรียนรู้เพื่อให้เท่าทัน มีการกลั่นกรองที่ดี และไม่ไหลไปตามกระแสนิยมดังกล่าว มิเช่นนั้นก็จะเกิดความเสียหายขึ้นได้”

 ท่าน ว.วชิรเมธี กล่าวด้วยว่า การจะเป็นข้าราชการที่ดีในยุคโลกไร้พรมแดน ซึ่งมีสิ่งยั่วยุมากมายและหลากหลาย ข้าราชการจะต้องเป็นมืออาชีพทั้งตัวและหัวใจ โดยจะต้องเป็นผู้ให้ ไม่ใช่ผู้กอบโกย ดังตัวอย่างของพระเวสสันดรเป็นแบบอย่างของผู้ให้ที่แท้จริง และคนไทยก็ควรยึดเป็นต้นแบบ ไม่ใช่ยึดเอาชูชกเป็นต้นแบบด้วยเพราะมีลิ้นในการเจรจา แต่สุดท้ายแล้วด้วยการกินแบบไม่บันยะบันยังทำให้ท้องแตกตายในที่สุด

 นอกจากนี้จะต้องเป็นผู้มีศีลหรือจริยธรรมในการดำรงชีวิต เบื้องต้นขอแค่เพียงศีล 5 เพราะปฏิบัติได้ไม่ยากและเกิดผลดีในทุกด้าน เป็นผู้เสียสละเห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน เพราะเมื่อใดที่คิดแต่ส่วนตนแล้วความเสียหายก็จะเกิดกับส่วนรวม ดังตัวอย่างที่มีให้เห็นอยู่

 "อย่าอ้างว่าใครๆ เขาก็ทำ เป็นเรื่องที่อันตรายมากกับประเทศชาติ มีความซื่อสัตย์โปร่งใสไม่คอรัปชั่น อย่าอ้างว่าโกงได้แต่ต้องแบ่งกัน ซึ่งก็จะทำให้บ้านเมืองเสียหายและไม่สามารถที่จะพัฒนาต่อไปได้ มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีศักดิ์ศรี สง่างาม ไม่ลุแก่โทสะ ต้องระมัดระวังในการใช้จุดอ่อนจุดแข็งในการปฏิบัติตน  มีเมตตาธรรมไม่แบ่งชนชั้น ไม่ใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ เพราะสันติย่อมทำให้เกิดความสงบสุข มีความอดทนต่อสิ่งยั่วยุหรือกิเลสทั้งหลาย แม้ว่าอาจจะต้องใช้เวลา และเป็นเรื่องที่ยาก สุดท้ายจะต้องมีความยุติธรรม"

 อย่างไรก็ตาม ท่าน ว.วชิรเมธี กล่าวย้ำว่าข้าราชการไทยนั้น นอกจากการยึดหลักการปฏิบัติดังกล่าวข้างต้นแล้ว สำคัญสุดท้าย คือการตัดสินใจซึ่งจะต้องนำธรรมาธิปไตยมาใช้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย รวมทั้งจะถูกต้องตามหลักกฎหมายด้วย 
         
เรื่อง.. "สาลินี ปราบ"
ภาพ... "ยงยศ พฤกษารักษ์"