
3เกลอกับบุคคลสำคัญ
สถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่จำนวนผู้ชุมนุมกำลังลดน้อยถอยลงทุกขณะนั้น ยังมองไม่ได้ว่า เดี๋ยวคงเลิก
จำนวนผู้ชุมนุมที่ลดน้อยลง กลับไปเพิ่มแรงบีบคั้นให้แกนนำผู้ชุมนุม จนน่าเชื่อว่า สถานการณ์ 3 เกลอกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ
นอกจาก 3 เกลอแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญที่จะต้องได้รับการอารักขาดูแลอย่างเต็มที่ เพราะเมื่อเข้าสู่สงครามแล้ว แม่ทัพยินยอมที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้กองทัพได้รับชัยชนะ...ตรงนี้แหละที่มีผลโดยตรงต่อ 3 เกลอ
ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) สรุปสถานการณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ก็คือความไม่ปลอดภัยของบุคคลสำคัญ ภายหลังมือมืดยิงเอ็ม 79 ไปตกใส่หลังคาบ้านนายวรสิทธิ เกียรติทวีอนันต์ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านนายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุ ดไม่ไกลนัก
หลังจาก "เอ็ม 79" ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองตั้งแต่สมัยกลุ่มพันธมิตร การวิเคราะห์ข้อมูล ศอ.รส.จึงให้น้ำหนักไปที่การยิงผิดเป้าหมาย
ทำไมถึงต้องเป็นบ้านศาลปกครอง ?
ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ มีการพูดถึงคดีลอบสังหาร นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ อดีตประธานศาลฎีกา ปัจจุบันเป็นองคมนตรี แต่ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องสงสัยได้เสียก่อน ซึ่งในขณะนั้น เหตุจูงใจในการลอบสังหารประธานศาลฎีกายังหากันไม่เจอ
เพียงแต่เชื่อว่า ผู้บงการมุ่งหวังสร้างสถานการณ์การเมืองให้เกิดความวุ่นวาย
เมื่อเหตุเกิดขึ้นกับประธานศาลปกครองสูงสุด จึงมีการนำมาโยงและวิเคราะห์กันถึงความเป็นไปได้ เพราะครั้งหนึ่งนั้น อดีตประธานศาลฎีกาเคยพบกับประธานศาลปกครองสูงสุด พูดจาหารือกันถึงทางออกของบ้านเมืองมาแล้วที่บ้านพักของ ปีย์ มาลากุล
นอกจากทั้งสามแล้วยังมี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี นายจรัญ ภักดีธนากุล เลขาธิการประธานศาลฎีกา นายปราโมทย์ นาครทรรพ รวมทั้ง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ขณะนั้นเป็นรอง ผอ.รมน.ปัจจุบันสังกัดพรรคเพื่อไทยของ ทักษิณ ชินวัตร
การพบปะของบุคคลทั้งหมด เกิดขึ้นก่อนที่เหตุการณ์ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จะเกิดขึ้น แต่เรื่องนี้มีการนำมาเปิดเผยหลังจากเหตุยึดอำนาจไปแล้วนานนับปี
ส่วนจะเปิดเผยได้อย่างไร และใครคาบข่าวมาแฉ เป็นเรื่องที่ได้แต่คาดเดา !
เรื่องที่จะต้องตรวจสอบป้องกันก็คือ เมื่อชัดเจนแล้วว่า เหตุที่เกิดขึ้นกับคนทั้งสองนั้นอีก 5 คนที่เหลือก็อาจประสบได้เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ องค์คณะตุลาการทั้งเก้าที่พิพากษาคดียึดทรัพย์มูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาท ก็เป็นอีกคณะที่ ศอ.รส.ยังคงมีความกังวล และวางแผนที่จะอารักขาให้ความปลอดภัยขั้นสูงสุด
สำหรับ 3 เกลอ หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ประเมินสถานการณ์แล้วว่า เป้าหมายที่วางเอาไว้นั้นคงไม่สามารถไปถึงได้
เต็มที่เสื้อแดงก็ทำได้เพียงยกกำลังไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล หรือรัฐสภาเท่านั้น แต่วันเวลาของเสื้อแดงนั้น ไม่ได้เปิดโล่งชนิดที่ว่า ยาวนานไม่มีที่สิ้นสุด
ที่สำคัญการที่แกนนำเสื้อแดงไปรำพึงรำพันบนเวทีแล้วเรียกร้องให้ ส.ส.เพื่อไทย ทิ้งอำนาจในมือด้วยการลาออก ซึ่งไม่ต่างอะไรกับตัดแขนตัดขาตัวเอง
เท่ากับว่าจากวันแรกที่ชุมนุมจนถึงวันนี้ พ่ายแพ้ทั้งในแง่ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี
ตรงนี้นี่เองที่หน่วยงานด้านความมั่นคงเชื่อมั่นว่า ก่อนที่จะพ่ายจนหมดรูป ก่อนที่สถานการณ์จะไปไกลมากกว่านี้ ก็จะเป็นโอกาสของกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ที่จะออกมาสร้างสถานการณ์
แล้วก็น่าเชื่อว่า "แดงฮาร์ดคอร์" ก็จะต้องออกมามีบทบาทอย่างเต็มที่
นี่เองที่หน่วยงานด้านความมั่นคงฟันธงว่า สถานการณ์ของ 3 เกลอกำลังอยู่ในขั้นวิกฤติ !
จุดจบของนักเคลื่อนไหวที่ไร้หลัก ถ้าไม่ติดคุก ก็จะตกเป็นเหยื่อของมวลชนที่ตนเองปลุกขึ้นมา
เมื่อการชุมนุมไปไม่ถึงจุดหมาย แถมยังจะไปดาวกระจายสร้างความเดือดร้อนให้คนเมืองหลวงจนอาจเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกัน การสร้างสถานการณ์ "เสียสละ" เพื่อปลุกการชุมนุมให้ฟื้นกลับขึ้นมาจะต้องเกิดขึ้น
นับจากนี้ไปก็คือต้องจับตาดูว่า ใครคือ "ผู้เสียสละ" หรือจะ "เสียสละใคร"
สถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้หมายความว่า "ใคร" ที่จะต้องเสียสละนั้นไม่สลักสำคัญ พูดไม่เก่ง จูงใจม็อบไม่ดี แต่มันขึ้นอยู่กับว่า เมื่อเสียสละแล้วสามารถปลุกขวัญและกำลังใจผู้ชุมนุมให้ลุกฮือขึ้นอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน เมื่อเกิดการเสียสละแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะบอกว่า นี่คือฝีมือรัฐบาล
นี่อาจเป็นครั้งแรกที่สถานการณ์ของตุลาการ กลุ่มบุคคลสำคัญ และ 3 เกลอ อยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่างกัน
สถานการณ์ทั้งหมดหากเกิดขึ้นก็เป็นผลดีแก่คนชักใย แต่ไม่ได้เกิดผลดีใดๆ กับประเทศชาติเลยแม้แต่น้อย !
ศรุติ ศรุตา/ ทีมข่าวความมั่นคง



