ข่าว

ชะรอยเวียดนามจะแซงไทยได้ไม่ช้า

ชะรอยเวียดนามจะแซงไทยได้ไม่ช้า

18 มี.ค. 2553

เพียงไม่กี่ปีมานี้ไทยติดกลุ่มประเทศเอเชียที่ก้าวหน้าซึ่งมีญี่ปุ่นเป็นผู้นำฝูง แต่บัดนี้ฐานะของประเทศไทยเราตกลงมาอยู่ในกลุ่มประเทศก้าวหน้าน้อยของเอเชีย และทำท่าจะเสียตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มนี้ให้แก่เวียดนามไปเสียอีก ทั้งนี้เพราะเป็นเวลา 4-5 ปีที่มีคนไทยกลุ่มห

 และบังเอิญผมได้รับบทความเรื่อง “16 ข้อแห่งความยิ่งใหญ่ของเวียดนามเหนือไทย” เขียนโดย ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นบทความที่น่าสนใจมาก ผมจึงจะเก็บความมาเล่าต่อเท่าที่เนื้อที่ในหน้ากระดาษอำนวย

 ผู้เขียนเริ่มข้อหนึ่งว่าสนามบินของเวียดนามสะดวกกว่าไทยท่านว่าอันที่จริงสนามบินภายในประเทศไทยหลายแห่งทันสมัยกว่าสนามบินกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์ แต่ที่เวียดนามเครื่องบินจอดถึงงวงเสมอ ไม่ต้องต่อรถโค้ชให้เสียอารมณ์...

 ในข้อนี้ผมเห็นด้วยเป็นที่สุดโดยเฉพาะผู้โดยสารเครื่องบินบ่อยๆ คงจะเข้าใจดีว่าการลงจากเครื่องแล้วไม่ได้เข้าตัวอาคารเลยนั้นผู้โดยสารจะรู้สึกไม่สบายเอามากๆ เพราะอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงมากระทบความร้อนโดยกะทันหัน สนามบินสุวรรณภูมิของเรานั้นถ้าจัดการให้ดีกว่านี้ก็น่าจะนำผู้โดยสารเข้าออกผ่านงวงได้แทบทุกเที่ยวบิน

 เมื่อพูดถึงสนามบินสุวรรณภูมิของเราแล้วก็เป็นที่น่าเศร้าใจว่าทั้งๆ ที่ทำเลที่ตั้งตามภูมิศาสตร์การบินในภาคเอเชียอาคเนย์นี้ถือว่าอยู่ในจุดที่ดีที่สุด แต่เนื่องด้วยสนามบินนี้มาเสร็จในยุคที่ผู้บริหารประเทศมีคนไทยกลุ่มหนึ่งไม่ชอบจึงหยิบยกแต่เรื่องไม่ดีๆ มาละเลงจนเสียหายทั่วไป ไม่ได้แยกแยะว่าอะไรดีไม่ดี นี่เป็นกรรมอย่างหนึ่งของสังคมไทยปัจจุบัน บทความได้ยกย่องเศรษฐกิจของเวียดนามว่าดูดีไปหมด โดยจีดีพีเติบโตถึงปีละ 7-10% ทั้งเวียดนามทุ่มเทลงทุนพัฒนาสาธารณูปโภคอย่างขนานใหญ่ ผู้เขียนกล่าวด้วยว่าขอทานทั่วไปก็แทบไม่มี ยาเสพติดหรือแก๊งอันธพาลแทบไม่มี ท่านเขียนต่อไปว่าคนเวียดนามชอบค้าขายและขยันขันแข็ง มีพ่อค้าประเภท “เอสเอ็มอี” อยู่ทั่วไปขายของทุกอย่างโดยผู้ซื้อไม่ต้องไปเดินในห้างโมเดิร์นเทรด ท่านว่าคนเวียดนามส่วนใหญ่เป็น “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ค่าครองชีพถูกกว่าของไทยแต่มาตรฐานการครองชีพทั่วไปไม่ต่ำกว่าของเรา...

 ฟังดูดีไปหมดจนแทบไม่น่าเชื่อ แต่สำหรับคนไทยที่เคยไปเที่ยวเวียดนามรวมทั้งตัวผมด้วยก็ยังคิดว่าเราอยู่เมืองไทยนั้นดีแล้วเพียงแต่ช่วยกันรักษาบ้านเมืองไว้อย่าให้แตกแยกกันไปมากกว่านี้

 เรื่องที่ประทับใจ ดร.โสภณอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องเกี่ยวกับการใช้ที่ดินสาธารณะ ของเขาจัดสรรที่ดินด้วยวิธีเวนคืนได้อย่างรวดเร็วอาจจะขนย้ายสลัมหรือกรมทหารได้ภายในเดือนเดียว

 เรื่องนี้ถ้าเทียบกับเมืองไทยแล้วเป็นเรื่องพูดยากเพราะเราอยู่ในสังคมที่มีค่านิยมต่างกันโดยสังคมไทยนั้นเชื่อในเรื่องสิทธิของปัจเจกชนมากกว่า ในบางครั้งเราจะเห็นถนนตัดไปค้างเติ่งเพราะบ้านสุดท้ายที่ต้นซอยจะบรรจบถนนใหญ่ไม่ยอมรื้อถอน จะว่าถูกผิดอย่างไรคิดยาก

 ผมเก็บความมาเล่าพอหอมปากหอมคอเพื่อให้หวนกลับมามองตัวเราว่าควรจะเลือกทางใดเพื่อไม่ให้ประเทศต้องถดถอยลงไปอีก

นายหนูใหญ่
[email protected]